รศ. ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รองประธานคณะกรรมการพัฒนาสังคม และ CSR หอการค้าไทย
ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจมาเป็นระยะๆ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและปัจจัยภายนอกประเทศ โดยภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อความเจริญเติบโตของประเทศไทยในภาพรวมมากบ้างน้อยบ้าง ตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 ที่ทั่วโลกเรียกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” (Tom Yum Kung Crisis) หรือปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2550 – 2551 ที่เรียกว่า วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) หรือที่ทั่วโลกเรียกว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) เป็นต้น
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาที่หลากหลาย อาทิ วิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการทำงานในยุคดิจิตอล ฯลฯ ส่งผลให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ จำเป็นต้องลดขนาดขององค์กรให้เล็กลง ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างลดขนาดขององค์กรให้เล็กลงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม ทั้งในด้านการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร การจ้างงาน การมีงานทำ การว่างงาน ฯลฯ ประกอบกับโครงสร้างประชากรของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมผู้สูงวัย (Silver Society) ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาความยากจน ปัญหาการกระจายรายได้ ปัญหาการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัญหาคนพิการ ปัญหาผู้สูงอายุที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ/สุขอนามัย ปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาทุพโภชนาการ (Malnutrition) รวมทั้งปัญหาโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษ ปัญหาอุทกภัย เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของมนุษย์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นอย่างมาก
สำหรับปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ความว่า “ถ้าสามารถจะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้ การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้” ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะที่โลกมีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง
ประเทศไทยสามารถนำหลักการของ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ได้ ด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อกระจายโอกาสให้เศรษฐกิจและสังคมมีความเข้มแข็งอย่างทั่วถึง ภายใต้หลักการความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี จะได้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยการใช้ความรู้/ความรอบรู้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ภายใต้หลักการของคุณธรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแล้ว ยังเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวมให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
ประเด็นสำคัญจากความเปลี่ยนแปลงที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่นั้น คือ ทำอย่างไรให้สังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่าง “รู้ รัก สามัคคี” พร้อมเป็นพลเมืองผู้สร้างสรรค์ประโยชน์ (Productive Citizenship) ซึ่งหมายถึง การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม มีความพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ พร้อมสร้างประโยชน์สุขและความสุขให้แก่สังคมส่วนรวม ด้วยการใช้ความรู้ความสามารถ/ศักยภาพต่างๆ สร้างมูลค่า/คุณค่า/คุณประโยชน์ให้แก่ตนเอง ชุมชน และประเทศชาติ โดยมิได้มุ่งเน้นแต่การสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้แก่ตนเองและครอบครัว เป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ด้วย “การลงมือทำและสร้างสิ่งดีๆ” (Active & Productive) เพื่อให้สังคมก้าวหน้าและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสมานฉันท์
จากประเด็นข้างต้น ทางออกที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสุขให้แก่สังคมส่วนรวม ในรูปแบบของการเป็น ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) ตามแนวทางของวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ประกอบการที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชาติแล้ว ยังสามารถเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่พร้อมเข้าร่วมเป็นกำลังเสริมในการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในลักษณะของการเป็นผู้ชนะร่วมกัน (Win-Win-Win Strategy) ภายใต้หลักการ “สร้างงาน สร้างเงิน สร้างสุข” ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในรูปแบบ “ผู้ให้การบริการภาครัฐ” “ผู้ให้การบริการทางสังคม” หรือ “ผู้ผลิตสินค้าเพื่อสังคม หรือ ผู้แก้ไขปัญหาทางสังคมในด้านต่างๆ”
ในประเด็นนี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้แนวคิดไว้ว่า ให้ SE เป็น “ผู้ให้บริการทางสังคมของรัฐ” โดย SE สามารถช่วยเสริมการทำงานของภาครัฐในประเด็นต่างๆ เช่น การดูแลเด็กในชุมชนแออัด ผู้พ้นโทษ และแม่วัยใส รวมทั้งเสนอให้เชื่อม SE กับบริการภาครัฐและแหล่งทุน ด้วยการเปิดโอกาสให้ SE ที่มีโมเดลดูแลผู้สูงอายุเข้ามาแข่งขันรูปแบบในการให้บริการ โดยรัฐจ่ายตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเช่น จำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับบริการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล มีการสร้างงานผู้ดูแลในชุมชน (Caregiver) เป็นต้น
ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า SE ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับการสนับสนุน แต่เป็นกลไกที่สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน ภาครัฐจึงควรให้การส่งเสริมด้วยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ รวมทั้งมีศักยภาพในการเข้าถึงตลาด เงินทุน ความร่วมมือจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีระบบวัดผลทั้งด้านเศรษฐกิจและผลกระทบทางสังคม เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ จะได้มีโอกาสขยายการลงทุน และเพิ่ม Social Impact ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ OECD/EU (2017) ที่ได้ให้ความคิดเห็นว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางธุรกิจในทุกขั้นตอนของการพัฒนา เช่น ให้คำปรึกษา ฝึกอบรม หรือเงินทุน ฯลฯ
สอดคล้องกับบทเรียนจาก UK ที่ว่า Social Value ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องที่รัฐ “คำนึงถึง” แต่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบและประเมินการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งปัจจุบันแนวทาง Social Value Model ของรัฐบาลกลาง UK กำหนดให้หน่วยงานที่อยู่ในขอบเขต ใช้ Social Value ในการจัดซื้อ โดยมีการกำหนดผลลัพธ์ด้านงาน ทักษะ และโอกาสทางเศรษฐกิจไว้ด้วย เช่นเดียวกับเกาหลีที่มี Social Value Index หรือ SVI วัดใน 3 ด้าน ได้แก่ Social Performance, Economic Performance, Innovation Performance ส่วนสิงคโปร์ก็มี Venture For Good Grant เพื่อสนับสนุน SE ที่อยู่ในระยะเติบโต โดยสามารถให้ทุนได้ถึง S$300,000 แต่ผู้ขอรับทุนต้องเสนอทั้งแผนธุรกิจ การประมาณการทางการเงิน และเป้าหมายด้าน Social Impact เป็นต้น
จากที่ได้กล่าวมาแล้ว หากประเทศไทยจะทำการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ให้มีบทบาทในการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) อย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมและการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ SE ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรม ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง SE
นอกจากจะเป็นผลดีต่อ SE และกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังเป็นผลดีต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้มีส่วนร่วมส่งเสริมให้ SE เข้ามามีบทบาทในการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณค่าทางสังคมที่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ ทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเจริญเติบโตทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องด้วย ทำให้ประเทศไทยสามารถนำ SE มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเจริญเติบโตให้แก่ทุกมิติอย่างสมดุล ซึ่งนอกจากจะส่งผลเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งมุ่งให้ “ Leave no one behind” หรือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
เอกสารอ้างอิง
ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ 2550. เศรษฐกิจพอเพียง ความพอเพียงมวลรวมในประเทศ. G.P. CYBERPRINT
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม. รายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2566-2567
OECD/EU (2017), Boosting Social Enterprise Development: Good Practice Compendium, OECD Publishing, Paris.



