“Development Has to Have a Human Face” 35 ปีต่อมา เมื่อ IMF-World Bank กลับกรุงเทพฯ อ่านสุนทรพจน์ “อานันท์ ปันยารชุน” อีกครั้ง

นายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2534 ที่มาภาพ:https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine-issues/phrasiam-68-3/am2026.html

วันที่ 15 ตุลาคม 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ต่อหน้ารัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายธนาคาร และผู้นำทางการเงินจากทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 46 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 1991) นายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวเปิดการประชุมร่วม (Opening Joint Session) ต้อนรับโลกสู่ประเทศไทย ประเทศที่ในเวลานั้นกำลังได้รับการจับตามองในฐานะหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเอเชีย

ประเทศไทยในเวลานั้นอยู่ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างโดดเด่น จนทั้ง IMF และ World Bank ยกย่องผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1980 ว่าเป็นตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างดี

กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งที่ 46 จึงไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพการประชุมทางการเงินครั้งสำคัญของโลก แต่ยังเป็นเหมือน “กรณีศึกษา” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่แทนที่จะใช้เวทีนี้ประกาศความสำเร็จของประเทศไทยเพียงด้านเดียว นายอานันท์กลับเลือกที่จะพูดถึง สิ่งที่ตัวเลขความสำเร็จไม่ได้บอก

“Not all Thais have fully enjoyed the fruits of success.”

หรือ “คนไทยไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับประโยชน์จากผลแห่งความสำเร็จนั้นอย่างเต็มที่”

นายอานันท์ยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเสถียรภาพและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เพราะยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไข และความท้าทายอีกหลายประการที่ต้องก้าวข้าม ที่สำคัญ ปัญหาบางอย่างกลับเป็นผลพวงจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังภาคภูมิใจเสียเอง

“Many problems still remain to be solved, and many challenges must be overcome. Some problems are indeed a product of the very success of which we are proud.”

นายอานันท์เรียกความสำเร็จของประเทศไทยว่า “a qualified success story” หรือเรื่องราวความสำเร็จที่ยังมีข้อจำกัด และย้ำว่าประเทศไทยยังต้องพยายามต่อไปเพื่อนำความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประชาชน

“Therefore, our development achievements so far must be considered a qualified success story, and we have to continue to strive hard to bring progress and prosperity to our people.”

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ นายอานีนท์พูดประโยคที่ผ่านมาสามทศวรรษครึ่งแล้วยังไม่เก่า

“Development to me is not a process only of numbers, facts, figures, and statistics. It has to have a human face.”

“สำหรับผม การพัฒนาไม่ใช่กระบวนการที่เกี่ยวข้องเพียงตัวเลข ข้อเท็จจริง ข้อมูล และสถิติเท่านั้น แต่การพัฒนาต้องมีเรื่องของคน”

ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกอีกครั้ง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมพลังให้ผู้คนและการสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

35 ปีหลังจากนายอานันท์กล่าวถึงการพัฒนาที่ต้องมี “Human Face” คำว่า “People” ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ประเทศไทยนำเสนอในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้อีกครั้ง

สุนทรพจน์เมื่อปี 2534 ไม่ได้กล่าวถึงเพียงความสำเร็จของเศรษฐกิจไทย แต่ยังนำเสนอบทเรียนจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ตลอดจนความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความยากจน

บทเรียนจากการพัฒนาเศรษฐกิจไทย: ความสำเร็จที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ

นายอานันท์เริ่มด้วยการต้อนรับตามธรรมเนียม แต่แฝงข้อความเชิงเศรษฐกิจไว้ โดยกล่าวว่าการที่สองสถาบันชั้นนำเลือกกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่จัดงานประชุมอันทรงเกียรติที่สุดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง รวมถึงผู้นำด้านการธนาคารพาณิชย์และนักการเงินระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายอานันท์กล่าวว่า แม้ประสบการณ์ของประเทศไทยจะมีลักษณะเฉพาะในหลายด้าน แต่ก็มีบทเรียนหลายประการที่ต้องการแบ่งปันกับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว

โดยเสนอให้พิจารณาประสบการณ์ของประเทศไทยอย่างรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะไทยอาจเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นทั้งด้านบวกและด้านลบของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ธนาคารโลกและ IMF เสนอแนะ

ประเทศไทยได้ผ่านการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ซึ่งผสมผสานทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการเข้าด้วยกัน

ตลอดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านอันยาวนานและยากลำบาก ประเทศไทยต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากยิ่งหลายครั้ง

นายอานันท์เห็นว่า การตัดสินใจดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระยะแรก เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์อันยากลำบากในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่นำมาสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทย

ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 ประเทศไทยต้องเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำและภาวะชะงักงัน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและความไม่สมดุลทางการคลังที่ขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่ลดลง

รัฐบาลไทยจึงดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของระบบเศรษฐกิจเสรี โดยเน้นการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน

นายอานันท์แสดงความเชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยยังคงบริหารเศรษฐกิจอย่างรอบคอบต่อไป ก็จะสามารถรักษาศักยภาพการเติบโตควบคู่กับเสถียรภาพ และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจโลกโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุดหนึ่งไม่ได้หมายความว่าภารกิจด้านการพัฒนาจะสิ้นสุดลง

การบริหารเศรษฐกิจไม่มีจุดหยุดพัก วินัยการคลังการเงินจำเป็น แต่ไม่เพียงพอ

“Economic management is a continuous process. There are no resting points in the process of development and economic adjustments.”

“การบริหารเศรษฐกิจเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีจุดใดที่เราสามารถหยุดพักได้ในกระบวนการพัฒนาและการปรับตัวทางเศรษฐกิจ”

นายอานันท์ยกประเทศไทยเป็นตัวอย่างว่า หลังจากประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความไร้เสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำมากในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างออกไป

ปัญหาเหล่านี้มิได้มีความสำคัญน้อยกว่าปัญหาในอดีต แต่จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกัน

ในทศวรรษ 1980 ไทยสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจมหภาคผ่านการดำเนินนโยบายการคลังอย่างเข้มงวดและการรักษาวินัยทางการเงิน รวมทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้

แต่ในทศวรรษ 1990 ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในการกระจายรายได้ ตลอดจนปัญหาด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ยากลำบากมากขึ้น

นายอานันท์กล่าวว่า แม้จะมีความเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับลักษณะของปัญหาการพัฒนาที่กำลังเผชิญในทศวรรษ 1990 แต่กลับยังไม่มีฉันทามติมากนักว่าจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิผล

นายอานันท์กล่าวถึงข้อจำกัดของแนวทางนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมว่า

“A conventional approach of fiscal and monetary disciplines, extensively used in the 1980s, is still considered necessary but not sufficient.”

แนวทางการดำเนินนโยบายที่เน้นวินัยทางการคลังและการเงิน ซึ่งนำมาใช้อย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษ 1980 ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แต่เพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ

และเสนอว่าอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องมี “a new vision and strategy, and new programs” หรือวิสัยทัศน์ใหม่ ยุทธศาสตร์ใหม่ และแผนงานใหม่ เพื่อรับมือกับปัญหาของทศวรรษ 1990

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนา ความยากจน หนี้ และสิ่งแวดล้อม

นายอานันท์กล่าวว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการพัฒนาในทศวรรษ 1990 ซึ่งมีความท้าทายและปัญหามากมายที่ต้องมีความคิดริเริ่มที่กล้าหาญและเจตจำนงอันแน่วแน่ เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ในการต่อสู้กับความยากจนอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือ แรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่อการระดมทรัพยากรเนื่องจากโลกต้องตอบสนองต่อความต้องการทั้งเก่าและใหม่พร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุด ประเทศที่ประสบปัญหาภาระหนี้สะสมจำนวนมาก (debt overhang) ซึ่งสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย ตลอดจนช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจนที่ขยายกว้างขึ้น ทั้งภายในแต่ละประเทศ ระหว่างภูมิภาค และในระดับโลก

ขณะเดียวกัน โลกยังต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาด รวมถึงการรับมือกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมโลก

ขณะเดียวกัน โลกยังต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปตะวันออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาด รวมถึงการรับมือกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมโลก

ความต้องการทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกันในการระดมทรัพยากร โดยนายอานันท์แสดงความหวังว่าผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถค้นพบแนวทางที่มีพลวัตและสมดุล เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของโลก อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อประเทศกำลังพัฒนา

อีกประเด็นหนึ่งที่นายอานันท์หยิบยกขึ้นกล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก

โดยระบุว่า ในทศวรรษ 1980 เมื่อประเทศไทยสามารถจัดระเบียบและฟื้นฟูเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคได้สำเร็จ ก็สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดส่งออกของโลกได้

อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษ 1990 การประสบความสำเร็จด้านการส่งออกและการรักษาความสำเร็จนั้นไว้จะยากยิ่งขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคมากขึ้น (regionalization)

แม้จะหวังว่ากลุ่มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่กำลังก่อตัวขึ้นจะช่วยสนับสนุนระบบการค้าเสรีของโลก แต่การรวมกลุ่มดังกล่าวก็อาจนำไปสู่โลกที่การค้าถูกกำกับและจัดการ หรือ “managed trade” ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความสามารถในการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา

“Although we hope that the emerging regional groupings will support global free trade, they could just as easily lead to a world of managed trade, greatly constraining the export performance of the developing world.”

นายอานันท์เสนอว่า ธนาคารโลกและ IMF จำเป็นต้องพัฒนาความคิดริเริ่มใหม่ๆ เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเกื้อหนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

ข้อเสนอดังกล่าวรวมถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ภายในระยะเวลา 15 ปี ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหกประเทศในเวลานั้น ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งครอบคลุมกัมพูชา ลาว เมียนมา พื้นที่ตอนใต้ของจีน ไทย และเวียดนาม

โลกที่พึ่งพากัน ต้องมีความร่วมมือที่แท้จริง

“Today we all live in a global community of interdependent nations. Our interests are intertwined.”

“ทุกวันนี้ เราต่างดำรงอยู่ร่วมกันในประชาคมโลกที่ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ของเราล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน”

นายอานันท์กล่าวว่า การสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนและยาวนานจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความมุ่งมั่น ความเต็มใจ และจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกของประชาคมโลก

พร้อมทั้งยกความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย (Uruguay Round) ในขณะนั้นเป็นตัวอย่างว่า การดำเนินการของประเทศต่างๆ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้

“Our credibility is at stake, and we need to match our political statements with our actual performance in the negotiation process.”

“ความน่าเชื่อถือของเรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และเราจำเป็นต้องทำให้ถ้อยแถลงทางการเมืองสอดคล้องกับการกระทำและผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการเจรจา”

Development Has to Have a Human Face การพัฒนาต้องคำนึงถึงคน

หลังจากกล่าวถึงประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจไทย ความเหลื่อมล้ำ หนี้ การค้าโลก และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายอานันท์ได้กล่าวถึงความหมายของการพัฒนาในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ว่า

“Development to me is not a process only of numbers, facts, figures, and statistics. It has to have a human face.”

“สำหรับผม การพัฒนาไม่ใช่กระบวนการที่เกี่ยวข้องเพียงตัวเลข ข้อเท็จจริง ข้อมูล และสถิติเท่านั้น แต่การพัฒนาต้องมีเรื่องของคน”

นายอานันท์อธิบายต่อว่า การพัฒนาต้องตอบสนองต่อความต้องการและความใฝ่ฝันของผู้คน เพื่อสร้างโลกที่สะอาดขึ้นและอ่อนโยนขึ้น เป็นโลกที่ลูกหลานสามารถดำรงชีวิต เติบโต และเจริญรุ่งเรืองได้

โลกที่สายน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์สดชื่น และความงดงามของธรรมชาติทอดยาวไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นายอานันท์ฺกล่าวถึงต้นทุนมหาศาลของการปกป้องรักษาคุณภาพชีวิต ซึ่งอาจเทียบเท่าหรือมากกว่าต้นทุนในการช่วยเหลือคนยากจน จัดหาที่อยู่อาศัยให้ผู้ไร้บ้าน และเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสที่สุดในสังคมสามารถยกระดับชีวิตของตนเอง ทั้งในด้านการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

นายอานันท์ใช้คำที่ในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่สุดของโลก “sustainable development” เพื่อยืนยันว่า ประเทศไทยจะพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะมีส่วนร่วมในการแสวงหาแนวทางเพื่อบรรลุ การพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development)

“We, in Thailand, will do our best to participate in this quest to attain sustainable development-development that would enrich the quality of life, as well as enhance income for the wider segments of the population.”

โดยให้ความหมายว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชากรในวงกว้างอีกด้วย

เหตุใดการช่วยคนจนจึงยากกว่าการทำสงคราม

ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ นายอานันท์ยังกล่าวถึงความยากจน ความหิวโหย สิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรของโลกเพื่อสันติภาพ

“Today, I still find it difficult to understand why it is harder to help the poor, to feed the hungry, and to make the world cleaner than it is to make war.”

“แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า เหตุใดการช่วยเหลือคนยากจน การจัดหาอาหารให้ผู้หิวโหย และการทำให้โลกสะอาดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการทำสงคราม”

จากนั้นนายอานันท์กล่าวต่อว่า

“As a small country, we do not dare to teach; we only dare to hope….”

“ในฐานะประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง เราไม่บังอาจที่จะสั่งสอนใคร เราทำได้เพียงหวังว่า…”

เมื่อความตึงเครียดทางการเมืองลดน้อยลง ทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา จะเลือกลงทุนใน “instruments of peace and prosperity” หรือเครื่องมือแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง มากกว่าการลงทุนใน “instruments of war” หรือเครื่องมือแห่งสงคราม

นายอานันท์เรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมประชุมยืนหยัดอย่างแน่วแน่ในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ถูกกดขี่หรือถูกทอดทิ้งในสังคม ตลอดจนร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทั่วโลก

พร้อมเตือนว่า ความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้มรดกร่วมของมวลมนุษยชาติตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างร้ายแรง และการรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกันและเจตจำนงทางการเมืองอันแน่วแน่

นายอานันท์กล่าวว่า โลกกำลังรอคอยความคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่กล้าหาญสำหรับทศวรรษ 1990 เพื่อบรรเทาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และปกป้องรักษาคุณภาพชีวิตของมวลมนุษยชาติ

ก่อนจะจบสุนทรพจน์ด้วยความหวังที่ฝากไว้กับการประชุมที่กรุงเทพฯ ว่า

“I hope that these Bangkok meetings will be the beginning of the great quest for sustainable and balanced development in the world.”

“ผมหวังว่าการประชุมที่กรุงเทพมหานครครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ในการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลสำหรับโลก”

หมายเหตุ: สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ร่างโดย นายนิพัทธ พุกกะณะสุต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ที่ดำรงตำแหน่งในช่วง 1 กันยายน 2533 ถึง 6 กรกฎาคม 2535 เป็น“คีย์แมนตัวจริง” ฝ่ายปฏิบัติการที่มีบทบาทสำคัญในการจัดประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ปี 2534

อ่านสุนทรพจน์ นายอานันทร์ ปันยารชุน จาก 1991 annual meetings of the Boards of Governors : summary proceedings