จากปัจจัยสี่สู่ปัจจัยหก : จากโลกแห่งความขาดแคลน สู่โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์?

ประสาท มีแต้ม

สังคมไทยดั้งเดิมเชื่อกันมานานแล้วว่า สิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ 4 อย่าง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ปัจจัยสี่” คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ถ้าปัจจัยสี่คือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ในอดีต แล้วอะไรคือ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกว่าในอดีตมาก

เราได้ยินบ่อยๆว่า  “ก่อนจะออกจากบ้านลืมอะไรก็พอลืมได้ แต่อย่าลืมโทรศัพท์มือถือ เพราะแม้แต่เงินจะซื้อของก็อยู่ในนั้น” ดังนั้น ความจำเป็นพื้นฐานเดิมที่มีแค่สี่อย่างก็ไม่เพียงพอแล้ว

นอกจากความจำเป็นพื้นฐานสี่อย่างแล้ว ผู้คนจำนวนมากกลับมีความกังวลว่า ปัจจัยสี่กำลังขาดแคลน จนนำไปสู่สงคราม(ที่ใช้อาวุธ)เพื่อแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรปิโตรเลียม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสงคราม(การค้า)ที่มาในรูปของกำแพงภาษีที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์”  เป็นต้น

เพื่อจะตอบคำถามข้างต้นและช่วยลดความกังวลดังกล่าว ผมได้นำเสนอแนวคิดจากหนังสือเล่มใหม่ของนักวิชาการซึ่งหนึ่งในสองของผู้เขียนได้เคยรับเชิญมาบรรยายในโอกาสครบรอบ 30 ปีของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พร้อมกับข้อสรุปในสาระหลักของหนังสือดังภาพครับ

หนังสือนี้ได้ให้คำตอบแรกว่า ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 มี 6 ภาคส่วนพื้นฐาน ในที่นี้ผมจะขอเรียกว่า “ปัจจัยหก” ซึ่งประกอบด้วย พลังงาน การขนส่ง อาหาร ข้อมูลและการสื่อสาร(Information & Communication)  วัสดุ(Materials) และแรงงาน

โปรดสังเกตว่ามี 4 อย่างใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาจากอดีต คือ พลังงาน การขนส่ง ข้อมูล&การสื่อสาร และแรงงาน ในขณะที่ 3 อย่างเดิม คือ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค ถูกรวมไว้ในสิ่งที่เรียกว่าวัสดุ

หากมองให้ลึกลงไป ทั้งหกภาคส่วนนี้ล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตและสร้างอารยธรรมได้ และกำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ลม แบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ + หุ่นยนต์ รวมทั้งการหมักแบบแม่นยำ (Precise Fermentation) ที่สามารถผลิตนมวัว โปรตีนไข่ ได้โดยไม่ต้องเลี้ยงวัว ไม่ต้องเลี้ยงไก่ และไม่ต้องใช้ที่ดินจำนวนมาก

ประเด็นถัดมาคือ แล้วอะไรทำให้ปัจจัยหกนี้เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยมีอย่างจำกัดและขาดแคลน ไปสู่สิ่งที่อาจมีอย่างอุดมสมบูรณ์และเหลือเฟือ? ค่อยๆตามผมมา

ผมติดตามผลงานของ Tony Seba  หนึ่งในผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทุกชิ้นที่เขาเผยแพร่(ฟรี) มานานกว่า 12 ปีแล้ว ในช่วงแรกๆ เขาศึกษาในประเด็นพลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น ปริมาณการใช้ปิโตรเลียมและพลังงานแสงอาทิตย์ กังหันลม ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ เขาเก็บข้อมูลอย่างละเอียดจำนวนมาก แล้วพยากรณ์ไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและราคาต่อหน่วยที่ลดลงอย่างที่คนทั่วไปไม่เคยคาดคิด แล้วความจริงที่ปรากฏในภายหลัง แม้ไม่ถูกต้องตามผลการศึกษาแบบเปี๊ยะๆ แต่แนวโน้มใกล้เคียงมากครับ

ผมเองเป็นนักคณิตศาสตร์ เคยเขียนตำราว่าด้วยคณิตศาสตร์ของการเติบโต เคยสอนวิชาว่าด้วยการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การหาค่าเหมาะที่สุด(Optimization) ฯลฯ ผมเข้าใจและเห็นด้วยกับกรอบความคิดที่เขานำมาใช้ในการพยากรณ์  เช่น ระบบที่ไม่เป็นเชิงเส้น(Nonlinear) และกระบวนการป้อนกลับที่ผลลัพธ์ของระบบถูกป้อนกลับเข้ามาเป็นเหตุอีก (กรณีดอกเบี้ยทบต้น) ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สุทธิเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยธรรมดาหลายเท่าตัว

นอกจากกรอบความคิดที่เป็นระบบแล้ว Tony Seba ยังได้นำเอาความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกว่า 10 อย่าง เช่น โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาพิจารณาร่วมกัน จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมขออธิบายประเด็น “รวดเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อ” เล็กน้อย เพราะนี่คือหัวใจว่าจะเกิดการเปลี่ยนโลกจาก “ความขาดแคลน” ไปสู่ “ความอุดมสมบูรณ์” ได้หรือไม่

ผมเคยส่งบทความที่ผมเขียนให้ AI ช่วยวิจารณ์ ภายในเวลาเสี้ยววินาที AI ก็อ่านเสร็จพร้อมคำวิจารณ์อีกหลายหน้ากระดาษ

ผมจึงได้ถามว่า “ทำไมคุณอ่านเร็วจัง”

เขาตอบผมว่า “ผมไม่ได้อ่านแบบคน”

ในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาการหาค่าเหมาะที่สุด ผมจึงเปรียบให้เห็นภาพว่า “AI ก็คล้ายกับคนตาบอดที่ถือไม้เท้าคลำบริเวณเส้นทางที่เดิน ฟังเสียงสัมผัส แล้วก้าวเดินต่อไป ใช่ไหม”

คุณ AI ตอบผมว่า “ใช่ แต่ผมไม่ได้ถือไม้เท้าเพียงอันเดียว ผมถือไม้เท้าจำนวนหลายล้านอัน โดยแต่ละอันทำงานพร้อมกัน” และเพิ่มเติมว่า “แต่ละครั้งที่ไม้เท้ารับและส่งสัญญาณต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับเมกริกซ์และอื่นๆอีกมากมาคำนวณ”

แม้เราจะไม่มีความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับ AI แต่เราก็พอจินตนาการได้นะว่า คนที่ถือไม้เท้านับล้านๆอันนั้นจะสามารถสร้างผลงานได้มากและเร็วขนาดไหน นี่แหละคือหัวใจของการนำไปสู่ “ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์”

ขออีกสักตัวอย่าง จากปากคำของคนที่ทำให้เราต้องพกพาโทรศัพท์โดยไม่จำเป็นต้องพกเงิน คือ Steve Jobs

เขาพูดในการบรรยายเมื่อปี 2526 ตอนนั้นคอมพิวเตอร์เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียง 36 ปีเท่านั้น คนจำนวนมากยังไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ เขาจึงตั้งคำถามเองแล้วตอบเองว่า “คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่จริง ๆ แล้วเรียบง่ายมาก คอมพิวเตอร์ก็คือเครื่องจักรชนิดหนึ่ง แต่เป็นเครื่องจักรชนิดใหม่ ถ้าเรานึกถึงเครื่องจักรแบบเก่าเราจะเห็นเฟือง เห็นลูกสูบ เห็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนที่ แต่ในคอมพิวเตอร์ เฟืองและลูกสูบเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยอิเล็กตรอนนับพัน ๆล้านตัวที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้แสง”

แม้เราอาจจะยังไม่เชื่อในผลงานของผู้เขียนหนังสือ STELLAR และอาจจะยังไม่เข้าใจความสามารถของ AI แต่ผมคิดว่าเราน่าจะยอมรับโดยดุษฎีว่า คอมพิวเตอร์(ซึ่งอยู่ในโทรศัพท์มือถือ)นั้นมีประสิทธิภาพขนาดไหนและราคาถูกลงมากแค่ไหน

ผมได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของคอมพิวเตอร์และ AI มาแล้ว คราวนี้มาพูดถึงสาระหลักในหนังสือ STELLAR ซึ่งยังหาคำแปลที่เหมาะสมไม่ได้ ผู้เขียนได้อธิบายว่า STELLAR มีลักษณะคล้ายดาวกฤกษ์ เมื่อเลยจุดหนึ่งที่เรียกว่า จุดจุดชนวน (Ignition Point) ระบบจะกลายเป็นระบบที่พึ่งพาตนเองได้ สามารถสร้างสิ่งที่จำเป็นให้ตัวเองได้  ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และพัฒนาตัวเองได้  ต่อไป

เอาคร่าวๆแค่นี้ก่อนนะครับ

ผมเองยังไม่ได้อ่านฉบับที่อยู่ในรูปข้างต้นซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2025 แต่ผมได้ศึกษาผลงานที่ชื่อเดียวกันนี้หลายรอบมาก รวมทั้งแนวคิดของเขาที่พัฒนามาจนถึงฉบับนี้ ผมอ่านจนพรุนก็ว่าได้ ดูวีดิโอที่สัมภาษณ์ผู้เขียน และผมได้นำผลการศึกษาของเขามาเขียนบทความ รวมทั้งบรรยายหลายครั้งตลอดกว่า 12 ปีที่ผ่านมา

Stellar ซึ่งเขียนร่วมโดย Tony Seba และ James Arbib ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เชิงเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตของมนุษยชาติ โดยเสนอว่า เทคโนโลยีที่กำลังบรรจบกัน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม แบตเตอรี่ AI+หุ่นยนต์ และการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) สามารถยุติระบบเศรษฐกิจแบบสกัดทรัพยากร (Extractive Economic Model) และนำมนุษยชาติเข้าสู่ยุค “STELLAR” แห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างมหาศาล ซึ่งพลังงาน อาหาร วัสดุและทรัพยากรต่าง ๆ จะมีราคาถูก มีอยู่อย่างเหลือเฟือ และมีความยั่งยืน

ภาพถัดไปเป็นรูปขณะกำลังบรรยายของผู้เขียนพร้อมด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากเรามีปัจจัยพื้นฐานที่ท้าทายถึง 6 ภาคส่วน ผมขอเลือกภาคส่วนที่เชื่อว่าเข้าใจง่ายและผู้อ่านจะเห็นด้วยกับผม นั่นคือประเด็นแรงงานและการแย่งงานจากคนของ AI + หุ่นยนต์

ในฐานะที่ผมเคยเป็นนักศึกษาที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 โดยใช้กฎของมัวร์ (Moore’s Law) ที่ผู้เขียนอ้างถึง พอสรุปได้ว่า “ทุกๆประมาณ 2 ปีประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงประมาณ 20%”

ในทำนองเดียวกัน หากมองไปในอนาคตแล้ว หุ่นยนต์(บวก AI) ที่ใช้ทำงานได้ ไม่ว่าจะในโรงงานหรือทำงานในบ้านจะมีราคาถูกมาก คิดเป็นค่าแรงก็คงจะไม่ถึง 100 บาทต่อวัน แล้วแรงงานจะขาดแคลนได้อย่างไร แถมไม่มีการพัก ไม่บ่นและไม่ประท้วงด้วย

คงเหลือประเด็นที่คนจำนวนมากรู้สึกกังวล คือ หุ่นยนต์+ AI จะมาแย่งงานคน ทำให้คนตกงาน ประเด็นนี้ผู้เขียนได้ให้เหตุผลว่า “ในอนาคต งานอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตอีกต่อไป” ผมว่าน่าคิดนะครับ

ขอประเด็นสุดท้าย ทำไมมนุษย์จะมีพลังงานใช้อย่างอุดมสมบูรณ์และราคาถูกมาก?

ปัจจุบันนี้ พลังงานที่มนุษย์ทั้งโลกใช้ทั้งปีนั้นเท่ากับพลังงานที่ดวงอาทิตย์ส่องมาถึงโลกเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ในอดีตมนุษย์ไม่สามารถเก็บพลังงานจากดวงอาทิตย์เอาไว้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงได้ เราจึงไปขุดเอาเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเผา แต่ในปัจจุบัน(ซึ่งเริ่มมานานกว่า 10 ปีแล้ว) มนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ กังหันลมและแบตเตอรี่(เขาเรียกว่า SWB) มาเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บเข้าแบตเตอรี่ไว้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงและทั้ง 365 วัน (24/365 แบบเดียวกับมีตู้เย็นเก็บอาหาร) โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ไฟฟ้าที่ได้สามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือไม่ต้องใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

นี่คือคำอธิบายที่ว่าทำไมจึงมีพลังงานใช้อย่างเหลือเฟือ

คราวนี้มาถึงประเด็นทำไมราคาจึงถูกมาก?

นอกจากกฎของมัวร์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอีก 2 เหตุผล คือ

หนึ่ง หลังจากการลงทุนติดตั้ง SWB แล้วจะกลายเป็นทรัพย์สินในระยะยาว 10-15 ปีสำหรับแบตเตอรี่ และ 25-30 ปีสำหรับแผงโซลาร์และกังหันลม โดยที่ไม่ต้องซื้อแสงแดดและลม และแสงแดดไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มูซด้วย

สอง จากผลงานวิจัยของ Tony Seba และคณะซึ่งใช้ข้อมูลจากจำนวนมาก เกือบทั่วโลก พบว่า เมื่อการลงทุนถึงจุดที่เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากนั้นหากมีการลงทุนเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อยคือประมาณ 10-20% จะได้พลังงานเพิ่มขึ้น 100 -300% ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่ามีต้นทุนส่วนเพิ่มเข้าใกล้ศูนย์ (Near Zero Marginal Cost) ปรากฎการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในการส่งข้อมูล ภาพและข่าวสาร เป็นต้น

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ออกมาจากระบบเก่า (Extraction) ที่มีทรัพยากรอย่างจำกัดและขาดแคลน มันจะหลอมจิตใจให้มนุษย์ต้องแข่งกันและกีดกันกันเอง มันจะทำให้คนเห็นแก่ตัวและก่อสงคราม มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดสงคราม แต่มันคือคุณสมบัติของระบบที่ถูกฝังเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว (Features, not bugs)

แต่ในระบบ Stellar หากมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแล้ว จำเป็นต้องมีระบบมากำกับด้วย มนุษย์จำเป็นต้องมีแนวคิดใหม่ ตัวชี้วัดใหม่ และอื่นๆ ดังภาพประกอบ

หนอนผีเสื้อไม่ได้มีชีวิตที่ผิดพลาด มันกำลังทำหน้าที่ของมัน คือกินๆและเติบโต

แต่หากเรามองหนอนผีเสื้อในช่วงชีวิตนั้น แล้วคิดว่านั่นคือทั้งหมดที่มันเป็น เราก็จะไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า สิ่งมีชีวิตตัวเดียวกันนี้กำลังจะกลายเป็นอะไร

เมื่อถึงเวลา มันเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และออกมาเป็นผีเสื้อ ไม่เพียงแต่รูปร่างเปลี่ยน แต่หน้าที่และความสัมพันธ์ของมันกับโลกก็เปลี่ยนไปด้วย จากการกินเพื่อเติบโต สู่การบินและช่วยผสมเกสรให้พืชพรรณต่าง ๆ

บางที การเปลี่ยนผ่านของมนุษยชาติก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน สิ่งที่เรามองว่าเป็น “ธรรมชาติของระบบ” ในวันนี้ อาจเป็นเพียงหน้าที่ของอารยธรรมในช่วงหนึ่งของการพัฒนาเท่านั้น เมื่อเราเปลี่ยนระบบ เราอาจไม่ได้เพียงสร้างโลกแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กำลังเปลี่ยน บทบาทของมนุษย์และความสัมพันธ์ของเรากับโลกไปโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยเงินกู้ 2 แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทินฯ จึงไม่ควรเป็นเพียงการนำเงินมาแจกจ่าย เพื่อให้ผู้บริโภคติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น เพราะนั่นไม่ต่างจากการนำปีกผีเสื้อมาติดให้ตัวหนอน

การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับกฎ ระเบียบ และกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้โดยเร็ว ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าโดยเฉพาะก๊าซ LNG และทำให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของพลังงานของตนเองได้

ที่สำคัญที่สุด การใช้เงินก้อนนี้ต้องเกิดประโยชน์อย่างเป็นธรรม ทั้งต่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ซึ่งจะเป็นผู้รับภาระหนี้ที่เราก่อขึ้นในวันนี้