รายงานโดย สุนิสา กาญจนกุล
ลองนึกภาพการระเบิดภูเขาขนาดใหญ่ ขุดดินนับพันตัน ใช้แรงงานและพลังงานมากมาย อีกทั้งยังต้องใช้สารเคมีอันตรายอย่างไซยาไนด์ในการสกัดแร่ออกมา เพื่อให้ได้ทองคำน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมจากแร่หนึ่งตัน
ขณะที่ “การทำเหมืองในเมือง (Urban mining)” ไม่ต้องเสียเวลาขุดหรือระเบิดทรัพยากรธรรมชาติ แค่รวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปแยกโลหะเท่านั้น แต่สามารถสกัดทองคำได้มากกว่าถึง 30-70เท่า โดยเฉพาะซากโทรศัพท์ iPhone ปริมาณทองคำอาจสูงกว่าถึง 300 เท่าเลยทีเดียว
การทำเหมืองในเมืองจึงกลายเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญที่จะช่วยกอบกู้วิกฤติทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของโลกได้เป็นอย่างดี
ตัวเลขที่ชวนตะลึง
แร่ทองคำหนึ่งตันจากเหมืองทั่วไปให้ผลผลิตทองคำเฉลี่ยราว 5 กรัม ขณะที่โทรศัพท์มือถือเก่าหนึ่งตันสามารถสกัดทองคำได้มากถึง 150-280 กรัม คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าแร่จากเหมืองถึง 30-70 เท่า บางแหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นโทรศัพท์ iPhone อาจได้ปริมาณทองคำสูงกว่าถึง 300 เท่า เนื่องจากแผงวงจรของโทรศัพท์ราคาแพงมักใช้ทองคำในปริมาณที่มากกว่าค่าเฉลี่ย
เหตุผลที่ผู้ผลิตเลือกใช้ทองคำในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไม่ใช่เพราะความหรูหรา แต่เพราะทองคำนำไฟฟ้าได้ดีและไม่เกิดสนิมเหมือนโลหะอื่น ทำให้จุดเชื่อมต่อในแผงวงจรมีความเสถียรระยะยาวกว่าเงินหรือทองแดง
นอกจากทองคำแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังอุดมไปด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ โทรศัพท์มือถือหนึ่งตันยังให้ทองแดงราว 100 กิโลกรัม เงินราว 3 กิโลกรัม รวมถึงพาลาเดียมและโลหะหายากอีกจำนวนหนึ่งที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์
จุดเริ่มต้นของแนวคิด
ตัวเลขที่น่าตื่นตะลึงดังกล่าวเป็นที่มาของแนวคิดการทำเหมืองในเมือง หรือ Urban mining โดยแนวคิดเรื่องการนำโลหะมีค่ากลับมาใช้จากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ย้อนไปถึงช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดย Jane Jacobs นักคิดด้านเมืองได้เขียนไว้ในหนังสือ The Economy of Cities ว่า เมืองในอนาคตจะกลายเป็นเหมืองวัตถุดิบขนาดใหญ่ที่ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980 นักวิจัยชาวญี่ปุ่นอย่าง Randolph Nanjoชี้ให้เห็นว่า โลหะในผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นและสะสมบนพื้นผิวโลกนั้นมีความเข้มข้นสูงกว่าแร่ธรรมชาติหลายเท่า และเรียกแหล่งโลหะเหล่านี้ว่า “เหมืองในเมือง”
ความตระหนักรู้นี้เติบโตขึ้นพร้อมกับความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 เมื่อโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกลายเป็นของใช้ทั่วไป ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ต้องการทางออกที่ยั่งยืน แวดวงอุตสาหกรรมรีไซเคิลโลหะจึงเริ่มจริงจังกับการทำเหมืองในเมือง
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 บริษัทถลุงโลหะขนาดใหญ่อย่างยูมิคอร์ (Umicore) ในเบลเยียม ซึ่งมีประวัติศาสตร์การถลุงโลหะมีค่ามายาวนานกว่า 130 ปี เริ่มปรับสายการผลิตจากการถลุงแร่ดิบมาสู่การรีไซเคิลเศษอิเล็กทรอนิกส์และวัสดุอุตสาหกรรมเชิงซ้อน
โรงงานแห่งนี้สามารถแยกโลหะได้มากถึง 17-20 ชนิดจากวัตถุดิบเดียว ทั้งทองคำ เงิน แพลตินัม พาลาเดียม และโลหะพิเศษอื่นๆ พร้อมกับขยายกำลังการผลิตจาก 350,000 ตันต่อปี เป็น 500,000 ตันต่อปี
หลังการลงทุนขยายโรงงานมูลค่ากว่า 100 ล้านยูโร ทางยูมิคอร์ระบุว่า กระบวนการถลุงของตนสามารถสกัดทองคำได้ถึง 300 กรัมต่อเศษอิเล็กทรอนิกส์หนึ่งตัน และสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเก่าประมาณ 6 ตัน เพื่อผลิตทองคำแท่ง 1 กิโลกรัม ขณะที่ต้องใช้แร่ธรรมชาติมากถึง200 ตัน จึงจะได้ทองคำน้ำหนักเท่ากัน
ตัวเลขดังกล่าวจึงสิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างแจ่มชัด ว่าการรีไซเคิลระดับอุตสาหกรรมสามารถทำกำไรได้จริงในเชิงพาณิชย์
เหรียญรางวัลโอลิมปิกจากมือถือเก่า
หนึ่งในตัวอย่างที่โด่งดังและจับต้องได้ที่สุดของแนวคิดการทำเหมืองในเมือง คือโครงการ Tokyo 2020 Medal Project ซึ่งคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกโตเกียวเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศญี่ปุ่นบริจาคโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ไม่ใช้แล้วเพื่อนำมาทำเป็นเหรียญรางวัลโอลิมปิก โดยเริ่มเปิดรับตั้งแต่ปี 2017
ผลลัพธ์คือ ตลอดระยะเวลาสองปีของโครงการ สามารถรวบรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าได้เกือบ 79,000 ตัน รวมถึงโทรศัพท์มือถือกว่า 6.21 ล้านเครื่อง
เมื่อนำไปถลุงแยกโลหะ สามารถสกัดทองคำได้ประมาณ 32 กิโลกรัม เงินประมาณ 3,500 กิโลกรัม และทองแดงสำหรับทำเหรียญทองแดงอีกราว 2,200 กิโลกรัม เพียงพอสำหรับผลิตเหรียญรางวัลทั้งหมดราวๆ 5,000 เหรียญ สำหรับนักกีฬาทั่วโลก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่เหรียญรางวัลทั้งหมดผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100%
โครงการนี้สะท้อนให้เห็นศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระดับประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนแร่โลหะตามธรรมชาติ แต่กลับสามารถทำเหมืองในเมืองเพื่อผลิตโลหะมีค่าได้โดยไม่ต้องนำเข้าแร่จากต่างประเทศ
ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม
รายงาน Global E-waste Monitor 2024 ซึ่งจัดทำโดยองค์การโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ร่วมกับสถาบันการฝึกอบรมและวิจัยแห่งสหประชาชาติ (UNITAR) เปิดเผยว่า ในปี 2022 โลกผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 62 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 82% จากปี 2010 และมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 82 ล้านตันภายในปี 2030
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปีเดียวนั้นเทียบเท่ากับรถบรรทุก 40 ตันเรียงต่อกันกว่า 1.55 ล้านคัน ยาวพอที่จะล้อมรอบเส้นศูนย์สูตรของโลกได้
ที่น่าเสียดายคือมีเพียง 22.3% ของขยะเหล่านี้เท่านั้นที่ถูกเก็บรวบรวมและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ที่เหลือส่วนใหญ่ถูกฝังกลบหรือกำจัดอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้ทรัพยากรมูลค่ากว่า 91,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงทองแดงมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทองคำมูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ทุกปี
รายงานฉบับก่อนหน้าคือ Global E-waste Monitor 2020 เคยระบุว่าโลกทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ 53.6 ล้านตันในปีเดียว และมีเพียง 17.4% เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล คิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไปกว่า 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีนั้น
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า อัตราการรีไซเคิลของโลกยังตามไม่ทันความเร็วของการเติบโตของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นขยะที่มีอัตราเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยรายงานล่าสุดระบุว่า อัตราการเติบโตของขยะอิเล็กทรอนิกส์เร็วกว่าอัตราการรีไซเคิลถึง 5 เท่า ทั้งที่ขยะเหล่านี้แท้จริงแล้วคือทรัพยากรที่รอให้มีการนำกลับมาใช้
ประโยชน์มากกว่าด้านมูลค่า
คุณค่าของการทำเหมืองในเมืองไม่ได้อยู่ที่มูลค่าด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
รายงาน Global E-waste Monitor 2024 ประเมินว่าการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นทางการในปี 2022 ช่วยหลีกเลี่ยงการทำเหมืองแร่ปฐมภูมิได้ถึง 900 ล้านตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 93 ล้านตัน
หากทั่วโลกสามารถยกระดับอัตราการเก็บรวบรวมและรีไซเคิลให้ถึง 60% ภายในปี 2030 ประโยชน์โดยรวมที่ได้ โดยเฉพาะด้านการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ จะมีมูลค่าสูงกว่าต้นทุนถึงกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นปัญหาสำคัญ ยุโรปมีอัตราการรีไซเคิลอย่างเป็นทางการสูงถึง 42.8% ขณะที่ประเทศในทวีปแอฟริกามีอัตราต่ำกว่า 1%
ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากจากประเทศพัฒนาแล้วถูกส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักถูกจัดการโดยแรงงานนอกระบบที่ใช้วิธีเผาหรือแช่กรดเพื่อสกัดโลหะมีค่าโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ก่อให้เกิดมลพิษทางดิน น้ำ และอากาศ รวมถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อชุมชนโดยรอบ
นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการรีไซเคิลอย่างจริงจังนั้นไม่ใช่แค่ทางเลือกเชิงธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการปกป้องทั้งทรัพยากรและสุขภาพของมนุษย์ไปพร้อมกัน
ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนการแปรรูปขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็น “การทำเหมืองในเมือง” อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่คุ้มค่าและมีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับวิกฤติทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของศตวรรษนี้
แต่ข้อควรระวังก็คือ การสกัดทองคำจากมือถือต้องใช้กระบวนการทางเคมีหรือโลหะวิทยา อุปกรณ์ควบคุมมลพิษ และระบบจัดการแบตเตอรี่กับสารตกค้างอย่างเหมาะสม วิธีการแบบชาวบ้าน เช่น เผาแผงวงจรกลางแจ้งและการต้มด้วยกรดขั้นรุนแรง จะส่งผลให้เกิดพิษตะกั่วและสารเคมีตกค้าง เสี่ยงต่อสุขภาพของคนในชุมชนอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรลงมือทำเองที่บ้านอย่างเด็ดขาด
ข้อมูลอ้างอิง
https://www.elemental.biz/urban-mining-as-europes-raw-materials-infrastructure/6094/
https://techcrunch.com/?p=2795
https://www.cbc.ca/news/technology/global-ewaste-monitor-2020-1.5634759
https://waste-management-world.com/materials/the-global-e-waste-monitor/



