
SCB EIC วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาทของพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
แผนขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยวงเงิน 2 แสนล้านบาทชัดเจนมากขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
จากการที่ไทยเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นและกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ผลจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในวงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2026 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะสามารถดำเนินการกู้เงินตามวัตถุประสงค์ โดยจะจัดสรรงบประมาณดังกล่าวเป็น 2 ส่วนหลัก โดย 2 แสนล้านบาทแรกสำหรับบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และส่วนที่สองวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีศักยภาพ
ภายใต้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท รัฐบาลได้ประกาศแนวทางที่เน้นสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดผ่านโครงการของภาครัฐใน 3 ด้าน ได้แก่
- การส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
- การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และพลังงานสะอาด
ซึ่งคาดว่า แผนงาน/โครงการภายใต้ 3 แนวทางข้างต้นจะเริ่มทยอยออกมาเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้พิจารณาตลอดครึ่งหลังของปี 2026 โดยแผนงาน/โครงการที่เสนอจะต้องรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดของทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน
การเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งเป็นจุดเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทย
โครงสร้างพลังงานของไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูงทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของน้ำมันดิบ ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูงถึงกว่า 92% โดยนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักถึง 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดในปี 2025 (รูปที่1) เมื่อเกิดสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงทำให้อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น และกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศให้ปรับสูงขึ้นตาม จนรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ แม้อิหร่าน-สหรัฐฯ จะมีความพยายามบรรลุข้อตกลงยุติสงครามซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง แต่การเจรจาข้อตกลงยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง สถานการณ์ความขัดแย้งยังกลับมาปะทุขึ้นอีกเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มผันผวนและยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้อีกในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้าจากต่างประเทศถึง 33% ของปริมาณก๊าซฯ ที่ป้อนโรงไฟฟ้า (รูปที่1) โดยในปี 2025 สัดส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้ มาจากก๊าซธรรมชาติสูงถึง 54% รองมาเป็นพลังงานหมุนเวียน 25% และถ่านหิน (Coal & Lignite) และน้ำมัน 21% ด้วยเหตุนี้ เมื่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลกสูงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลางจึงกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและส่งผลกระทบต่อมายังค่าไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวิกฤตที่เกิดขึ้นส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่จากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นำเงิน Claw back ของการไฟฟ้าฯมาอุดหนุนต้นทุนเชื้อเพลิง ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับช่วง พ.ค.-ส.ค. หรือราว 2% จาก 3.88 บาทต่อหน่วยในช่วง ม.ค.-เม.ย. และในช่วงปลายปีสำหรับค่าไฟฟ้าเดือน ก.ย.-ธ.ค. คาดว่า กกพ. จะตรึงค่าไฟฟ้าเท่ากับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยจากการเรียกเค้นเงิน Claw back ของการไฟฟ้าฯมาอุดหนุนให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ กกพ. ประเมินว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงถึง 4.73 บาทต่อหน่วยเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชนจากราคา LNG นำเข้าที่จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนสงครามตะวันออกกลางเนื่องจากแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกใน Ras Laffan ของกาตาร์ได้รับความเสียหายในช่วงสงครามส่งผลให้อุปทานก๊าซธรรมชาติของโลกหายไปราว 3% อีกทั้ง การกลับมาปะทุของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก และเป็นปัจจัยกดดันราคาพลังงานต่อเนื่อง
ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพื่อให้วงเงิน 2 แสนล้านบาท สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้น้ำมันและไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมซึ่งต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานซึ่งสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว โดยพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนที่สามารถจัดหาได้ในประเทศซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตสูงและมีต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานชีวภาพจากวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างปาล์ม อ้อยและมันสำปะหลัง เป็นต้น
ภายใต้กรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ภาครัฐกำลังจัดทำรายละเอียดโครงการ เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ซึ่งเบื้องต้น โครงการส่วนใหญ่ที่เตรียมนำเสนอจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและระบบโซลาร์เซลล์ อาทิ การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดของประชาชนผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปซึ่งเป็นมาตรการเสริมจากมาตรการลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและไบโอดีเซลไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าของภาคประชาชน รถกระบะหรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า รถขนส่งสาธารณะทั้งรถรับจ้างและรถโดยสารประจำทาง การยกระดับภาคการเกษตร เช่น การพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างทักษะแรงงาน
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การใช้วงเงินดังกล่าวเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสามารถสร้างผลลัพธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว SCB EIC มองว่า ภาครัฐสามารถใช้เกณฑ์การพิจารณาโครงการสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ตามหลักเกณฑ์สากลที่ใช้ในกลุ่มประเทศ OECD ตามรายงานของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency : IEA) และสอดคล้องกับร่าง Nationally Determined Contribution, NDC ของไทยที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมนำมาใช้ในการเลือกเทคโนโลยี โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ (1) ระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level : TRL) ที่สื่อถึงความพร้อมของเทคโนโลยีและความปลอดภัย (2) ระดับความพร้อมในเชิงพาณิชย์ (Commercial Readiness Level : CRL) ที่สื่อถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีต้นทุนที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (3) ระดับต้นทุนการลดการปล่อยคาร์บอน (Abatement cost) เพื่อชี้ให้เห็นถึงระดับต้นทุนของเทคโนโลยีในการลดการปล่อยคาร์บอน (4) ระดับต้นทุนของเทคโนโลยีตลอดอายุการใช้งาน (Levelized Cost of Energy, LCOE) (อ่านต่อใน Box : กราฟแสดงระดับความพร้อมของเทคโนโลยี ความพร้อมเชิงพาณิชย์ ต้นทุนการลดคาร์บอน และต้นทุนเทคโนโลยีในหน่วยค่าไฟฟ้าต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (หน่วย) ปี 2025 และคาดการณ์ปี 2030 หน้าที่ 11) โดยแนวทางของโครงการที่สามารถนำไปพิจารณาสามารถจำแนกกรอบเวลาของการสร้างผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานเป็น 3 แนวทาง ดังนี้
แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะสั้น : ภาครัฐอาจพิจารณาเริ่มจากการปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อเร่งให้นำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำและมีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูงมาใช้งาน ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูงและมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.6 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้น 10 KW จะช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวได้ราว 2 ตันต่อปี รวมถึงไบโอดีเซลซึ่งมีวัตถุดิบรองรับภายในประเทศและยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ซึ่งการปลดล็อกกฎระเบียบถือเป็นมาตรการที่ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะสั้น อย่างเช่น
- การปลดล็อกระเบียบที่เอื้อต่อการเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนสามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปในอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก (Net metering) การจัดตั้งระบบแจ้งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบ One stop service และการกำกับดูแลมาตรฐานการติดตั้งรวมถึงมาตรฐานอุปกรณ์และผู้ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพเสริมจากที่ภาครัฐได้เริ่มเข้ามาผลักดันให้มีระบบ One stop service และระบบการกำกับดูแลมาตรฐานมากขึ้น ไปจนถึงแผนการอุดหนุนต้นทุนการติดตั้งจำนวน 50,000 บาทต่อมิเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจังจะสามารถประสบความสำเร็จในการผลักดันโซลาร์รูฟท็อป ดังตัวอย่างของบางประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อย่างเช่นอินเดียที่มีระบบ One stop service สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไปจนถึงการอนุญาตให้บางเมืองในอินเดียสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่าน Net metering ในปี 2015 ส่งผลให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอินเดียขยายตัวสูงราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2015-2025
- การปลดล็อกระเบียบขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง (Direct PPA) โดยเร่งรัดให้เกิดขึ้นจากที่ภาครัฐได้ศึกษาและมีการกำหนดหลักเกณฑ์ข้อบังคับ กฎระเบียบไปจนถึงค่าธรรมเนียมแล้ว ซึ่งหากสามารถปลดล็อกให้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเร่งการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้จากการที่ภาคเอกชนสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านระบบ Third party access, TPA จากเดิมที่เป็นระบบซื้อ-ขายไฟฟ้ารายเดียว (Enhance single buyer)
ซึ่งจะจูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศ อีกทั้ง ยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ดังตัวอย่างการปลดล็อกขายไฟฟ้า Direct PPA ในเวียดนาม ที่มีเงื่อนไขให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปสามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ซื้อไฟฟ้าในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูงไม่ต่ำกว่า 2 แสนกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดย วันที่ 1 มิ.ย. 2026 ได้มีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจำนวน 70 GWh ต่อปีในรูปแบบ Direct PPA ระหว่าง Samsung (ผู้ซื้อไฟฟ้า) และ TTC Group (ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์) - การปลดล็อกเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับสูง จากในช่วงสงครามตะวันออกกลาง ไทยต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 35-40 บาทต่อลิตร สูงกว่าต้นทุนไบโอดีเซลที่ราว 32-35 บาทต่อลิตร ดังนั้น การปรับสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลให้มากขึ้นจาก 7% (B7) หรือราว 4-5 ล้านลิตรต่อวันเป็น 10% (B10) หรือราว 6-7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อใช้ในกลุ่มยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์
จะช่วยลดผลกระทบของต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้การผสมไบโอดีเซล 10% หรือ B10 เป็นสัดส่วนที่ไม่กระทบต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์และสอดคล้องกับแผนการผลิตไบโอดีเซลในประเทศ (ราว 12 ล้านลิตรต่อวัน) โดยภาครัฐอาจพิจารณากำหนดแผนฉุกเฉินสำหรับปรับเปลี่ยนสัดส่วนไบโอดีเซลได้ทันทีกรณีที่ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ นอกจากจะต้องคำนึงถึงกำลังการผลิตที่มีเพียงพอและเหมาะสมในการผสมสำหรับเครื่องยนต์แล้ว ยังต้องคำนึงถึงปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตรให้เพียงพอและเหมาะสมในการป้อนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตด้วย
แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) : ภาครัฐควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเทคโนโลยีที่มีความพร้อมของเทคโนโลยีสูง และต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคบริการได้ใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานด้านพลังงานและเทคโนโลยีให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในระยะยาวอาทิ
- การพัฒนา Grid Modernization รองรับการผลิตไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามแผนกำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) และการซื้อ-ขายไฟฟ้าสะอาดผ่าน Third party access, TPA จากแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล และภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่การผลิตและการให้บริการตามสมมุติฐานการใช้ไฟฟ้าใน PDP ส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าต้องพร้อมรองรับไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นระบบ Smart grid ที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการฝั่งความต้องการ (Demand response) จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า โดยการพัฒนาโครงข่าย Smart grid อาจเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสูงอย่างนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก ทั้งนี้ในปี 2025 ต้นทุนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid modernization) อยู่ที่ราว 2.6 บาทต่อหน่วยและยังมีแนวโน้มลดลงจากที่หลายประเทศทั่วโลกหันมาเร่งพัฒนาและลงทุนใน Smart grid เพื่อรองรับไฟฟ้าสะอาดตามเป้าหมาย Net zero 2050
- การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในโครงข่ายไฟฟ้า ปรับให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ยังไม่เสถียรและผันผวนตามสภาพอากาศให้กลายเป็น Firm clean energy โดย ESS จะเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ และจ่ายกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงหรือในช่วงที่กำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนลดลงเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าสะอาดในโครงข่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากติดตั้ง ESS ควบคู่กับแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง
จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้พลังงานสะอาด ลดสัดส่วนการพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มความมั่นคง
ด้านพลังงานให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ โดยต้นทุนของ ESS ในปี 2025 อยู่ที่ราว 2.6 บาทต่อหน่วยใกล้เคียงกับการพัฒนาโครงข่าย Smart grid และมีแนวโน้มลดลงในอนาคตจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่พัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง - การพัฒนา EV Ecosystem เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (Passenger car) และยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (E-Bus E-Truck) นอกจากมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนมาใช้ EV แล้ว การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าก็ควรดำเนินควบคู่กันอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นผ่านมาตรการที่จูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีข้อจำกัด เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นทุนค่อนข้างสูงที่ราว 4 บาทต่อหน่วยรวมถึงการผลักดันให้จัดตั้งกองทุน EV transition สำหรับผู้ประกอบการในภาคขนส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน (Auto supply chain) เพื่อยกระดับเทคโนโลยี และพัฒนาสายการผลิตสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
การพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัลและพลังงานสะอาด ผ่านการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องในโครงการ Upskill & Reskill ภายใต้เครือข่ายด้านการศึกษาของภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะที่รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และแรงงานในภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มกำลังคนคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
แนวทางที่เห็นผลลัพธ์ในระยะยาว : ภาครัฐสามารถพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและต่อยอดนวัตกรรมในด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องที่จะสร้างผลลัพธ์ระยะยาวและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero ซึ่งแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีความพร้อมเชิงพาณิชย์ในระดับต่ำและต้นทุนค่อนข้างสูง
แต่มีศักยภาพที่จะเป็น Game changer ช่วยเร่งให้ประเทศเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ อาทิ
- การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Small Modular Reactor, SMR/Micro Modular Reactor, MMR เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่ไม่ปล่อยคาร์บอน แม้เทคโนโลยี SMR/MMR จะยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 13 บาทต่อหน่วย แต่การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศชั้นนำ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา และเกาหลีใต้ จะทำให้ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงและคาดว่าจะพร้อมใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาครัฐควรตั้งเป้าหมายการพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR/MMR ให้ชัดเจนพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา SMR/MMR ร่วมกับเจ้าของเทคโนโลยีต่างชาติในรูปแบบ Technology partner เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ของประเทศในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับร่างแผน PDP และ NDC ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะกำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจาก SMR/MMR ในช่วงปี 2045 เป็นต้นไป เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสู่ Net zero 2050 ตัวอย่างเช่น บริษัทบ้านปู ที่ได้ร่วมทุนเป็น Technology partner กับ ARC Clean Technology ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR ในแคนาดา ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทได้รับองค์ความรู้ ประสบการณ์ และการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อลงทุนโครงการ SMR ในประเทศ
- การผลักดันให้เกิด CCS/CCUS as a service Infrastructure ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานหลัก โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจาก “การลงทุนแบบแยกส่วน” (Isolated investment) ไปสู่ “การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน” (Shared infrastructure) ผ่านผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและมีโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ระบบท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-abate industries) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการจัดการคาร์บอนต่อตันได้ด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังสามารถต่อยอดการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิม (Asset purpose redefinition) อย่างระบบท่อและหลุมผลิตน้ำมันและก๊าซฯให้เป็น CCS/CCUS infrastructure สร้างรายได้จากการให้บริการกักเก็บคาร์บอน
ภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมรับโอกาสทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
จากแนวทางของภาครัฐที่มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านโครงการที่ให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนภายในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป้าหมาย Net zero ในอนาคต ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และสามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการใช้พลังงานสะอาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System : EMS) ซึ่งสามารถทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และควบคุมข้อมูลพลังงานแบบ Real-time พร้อมใช้ AI ในการคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า การบริหารระบบกักเก็บพลังงาน และการจัดสรรการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ดังตัวอย่างของการนำ EMS และ AI มาประยุกต์ใช้ ดังนี้
- สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดย EMS จะช่วยควบคุมและจัดสรรการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ภายในครัวเรือนและสถานประกอบการก่อนการรับไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดด้วยการใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คำนวณมูลค่าการประหยัดค่าไฟฟ้า และประเมินปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนและ ESG ขององค์กร
- พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า โดยนำเทคโนโลยี AI และ EMS มาทำงานร่วมกับระบบ Smart grid และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) สำหรับโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนตามสภาพอากาศ โดย AI สามารถช่วยคาดการณ์กำลังการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า รวมถึงควบคุมการชาร์จและการจ่ายไฟจากระบบ ESS ให้เหมาะสม ส่งผลให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระบบได้มากขึ้น พร้อมรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าในระยะยาว
- พัฒนาสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดย EMS จะทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของสถานีชาร์จแบบ Real-time เพื่อป้องกันปัญหาโหลดไฟฟ้าเกิน เพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จ และลดต้นทุนพลังงาน นอกจากนี้ EMS ยังสามารถเชื่อมโยงการทำงานกับโซลาร์รูฟท็อปและระบบ ESS เพื่อให้สถานีชาร์จสามารถใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้นและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้า
โดยสรุป การเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้วงเงิน 200,000 ล้านบาทไม่ได้เป็นเพียงมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยการคัดเลือกและผลักดันโครงการอาจต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และศักยภาพของไทยในการผลิตพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสสำคัญของภาคเอกชนที่สามารถตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI มาใช้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงาน (EMS) โดยการร่วมมือของภาคเอกชน ประชาชนและโดยเฉพาะภาครัฐที่ผลักดันโครงการที่เหมาะสม จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิผล ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและทำให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
โดย จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม….https://www.scbeic.com/th/detail/product/Green-Transition-180826


