ทพพล น้อยปัญญา
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 Bitkub ได้ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด 16 สกุล โดยการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งเป็นเหตุให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวนหนึ่งถูกนำออกไปจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท และต่อมาพบข้อมูลว่า Bitkub ได้หาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564) และจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า Bitkub ไม่ได้แจ้ง ก.ล.ต. ในแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบรายงาน ดจ. 1) ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์การถูกโจรกรรมที่เกิดขึ้น โดยในแบบรายงาน ดจ. 1 ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ไม่ปรากฏว่ายอดทรัพย์สินของ Bitkub มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์การถูกโจรกรรม ซึ่งเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. อันเป็นความผิดตามมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
นายสกลกรย์ สระกวี อดีตผู้บริหารบิทคับได้ชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปกปิดเรื่องการถูกแฮกเหรียญมูลค่ากว่า 1,700 ล้านบาทไว้ โดยไม่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ไว้ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ
(1) ความกังวลเรื่องการเกิด “Bank Run”: คุณสกลกรย์ระบุว่าหากเปิดเผยข้อมูลในขณะนั้น จะทำให้ลูกค้าเกิดความตื่นตกใจและแห่กันถอนเหรียญหรือเทขาย จนราคาเหรียญดิ่งลงอย่างรุนแรง ซึ่งจะก่อให้เกิดความโกลาหลและล้มเป็นลูกโซ่
(2) ผลกระทบต่อลูกค้าและพนักงาน: หากเกิดวิกฤติจากการเปิดเผยข้อมูล ลูกค้าหลายแสนคนจะได้รับความเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะต้องตกงาน และอาจนำไปสู่การปิดตัวของ Bitkub Exchange ในที่สุด
ในทางกฎหมาย ข้ออ้างลักษณะนี้มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับ “ข้อต่อสู้เรื่องความจำเป็น” (Necessity Defense) หรือการอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ทำไปเพื่อ “เลือกความเสียหายน้อยกว่า” (Lesser of two evils) เพื่อปกป้ององค์กร พนักงาน ผู้ถือหุ้น ตลอดไปจนประชาชนผู้เกี่ยวข้อง
คำถามก็คือ เมื่อคดีไปถึงศาลแล้ว ศาลจะเห็นด้วยกับข้ออ้างเช่นนี้หรือไม่? คำตอบก็คือว่า ศาลแทบจะไม่เคยใช้เหตุผลนี้ในการ “ยกฟ้อง” หรือบอกว่าผู้บริหารไม่มีความผิดเลย เพราะการทำผิดกฎหมายก็คือการทำผิดกฎหมาย มีก็เพียงแต่ ศาลอาจจะนำเหตุผลนี้มาพิจารณาเพื่อ “ลดโทษ” (Leniency) ให้บ้างเท่านั้น
ในคดี WorldCom [Securities and Exchange Commission v. WorldCom, Inc., 278 F. Supp. 2d 431 (S.D.N.Y. 2003)] ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงองค์กร (Corporate Fraud) และการตกแต่งบัญชีที่ใหญ่ที่สุดและสั่นสะเทือนวงการการเงินโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ต้องล้มละลาย แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ศาลสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่า “เจตนาดีต่อองค์กร ไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับการฉ้อโกง”
จุดเริ่มต้นและวิธีการกระทำความผิดเริ่มจากในช่วงปลายยุค 90 ถึงต้นยุค 2000 WorldCom ภายใต้การนำของ CEO คือ Bernie Ebbers เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการกว้านซื้อกิจการบริษัทอื่นจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม แต่เมื่อเกิดวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมแตก (Dot-com Crash) ในปี 2000 ความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรคมนาคมหดตัวลงอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทมีรายได้ลดลงอย่างหนัก แต่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่าย (Line costs) คงที่สูงมาก
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก Wall Street ที่ต้องการเห็นผลกำไรตามเป้า Scott Sullivan ซึ่งเป็นCFO จึงสั่งให้ทีมบัญชีใช้วิธีการทุจริตทางบัญชีที่ผิดหลักการอย่างร้ายแรง นั่นคือสั่งให้ลงบันทึก “รายจ่ายประจำ (Operating Expenses)” ซึ่งควรจะถูกหักออกจากกำไรในงวดนั้นทันที ให้กลายเป็น “รายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditures)” ซึ่งจะทยอยตัดค่าเสื่อมราคาไปได้หลายปี
การเล่นแร่แปรธาตุนี้ทำให้ WorldCom สามารถซ่อนรายจ่ายได้กว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเปลี่ยนงบการเงินที่ควรจะขาดทุนย่อยยับ ให้กลายเป็นรายงานกำไรที่สวยหรูเพื่อหลอกนักลงทุน
เมื่อการทุจริตถูกเปิดโปงโดยผู้ตรวจสอบภายในในปี 2002 บริษัทก็เข้าสู่กระบวนการล้มละลายทันที และนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อผู้บริหารระดับสูง
จุดที่น่าสนใจที่สุดในชั้นศาลคือ ข้อต่อสู้และคำให้การของจำเลยที่อ้างแรงจูงใจว่า ไม่ได้ทำไปเพื่อความร่ำรวยส่วนตัว แต่ทำไปเพื่อพยุงบริษัทให้รอดพ้นวิกฤติ
Scott Sullivan เขาให้การรับสารภาพโดยให้เหตุผลถึงการกระทำของตนเองว่า ในช่วงเวลานั้นเขาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเพียงเหตุการณ์ “ชั่วคราว” เขาอ้างว่าการตกแต่งบัญชีเป็นการ “ซื้อเวลา” (Buying time) ให้กับบริษัท เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ เขาเชื่อว่าหากเศรษฐกิจฟื้นตัว รายได้จะกลับมา และบริษัทจะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติได้โดยไม่มีใครต้องตกงานหรือสูญเสียเงินลงทุน เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าแรงจูงใจของเขาคือการปกป้องบริษัทและผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เพื่อยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
ส่วน Bernie Ebbers ผู้เป็น CEO ต่อสู้คดีโดยอ้างว่าตนเองไม่รู้เรื่องบัญชี และโยนความผิดให้ CFO ทั้งหมด ซึ่งศาลมองว่าเป็นพฤติกรรมจงใจปิดหูปิดตา หรือ Conscious Avoidance)
ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ไม่ยอมรับข้ออ้างเรื่อง “เจตนาดีเพื่อรักษาองค์กร” ของจำเลยและได้วางบรรทัดฐานที่แข็งกร้าวในคดีฉ้อโกงคอปกขาว (White-Collar Crime) ดังนี้:
1) การหลอกลวงไม่ใช่เครื่องมือในการแก้ปัญหาธุรกิจ
ศาลชี้ให้เห็นว่า การที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงินไม่ใช่ข้ออ้างในการละเมิดกฎหมาย หากบริษัทกำลังจะล้มละลาย ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องเปิดเผยความจริงให้นักลงทุนทราบ การที่ CFO ตัดสินใจ “ซื้อเวลา” ด้วยการแต่งบัญชี แท้จริงแล้วคือการโกหกนักลงทุนรายใหม่และเจ้าหนี้ ให้โอนเงินเข้ามาในกิจการที่กำลังจะตาย ถือเป็นการฉ้อโกงที่ไม่ได้ทำร้ายแค่ผู้ลงทุน แต่ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั้งระบบ
2) แรงจูงใจไม่ใช่ข้อแก้ตัวของอาชญากรรม
ผู้พิพากษาระบุชัดเจนว่า ในคดีฉ้อโกงหลักทรัพย์ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ “เจตนาในการบิดเบือนข้อเท็จจริง (Intent to defraud)” ไม่ใช่แรงจูงใจ (Motive) แม้จำเลยจะไม่ได้ตั้งใจขโมยเงินบริษัทไปซื้อเรือยอร์ชหรือคฤหาสน์ส่วนตัว แต่การจงใจลงบันทึกข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อหลอกลวงสาธารณชน ก็ถือเป็นความผิดทางอาญาที่สมบูรณ์ในตัวเองแล้ว
ในประเทศไทย ก็เคยมีคดีที่โด่งดังในอดีตคือ บมจ. รอยเนท – Roynet เมื่อผู้บริหารบริษัทสั่งให้มีการตกแต่งบัญชี สร้างรายได้เท็จขึ้นมาเพื่อปกปิดผลขาดทุนที่แท้จริง โดยอ้างว่าเพื่อรักษาสถานะของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไม่ให้ถูกเพิกถอน
ศาลตัดสินจำคุกผู้บริหารระดับสูงโดยไม่รอลงอาญา ศาลชี้ให้เห็นว่าการที่ผู้บริหารลงข้อความเท็จในบัญชี ไม่ว่าจะอ้างว่าเพื่อพยุงบริษัทหรือไม่ แต่ผลลัพธ์คือ นักลงทุนทั่วไป(ประชาชน)ถูกหลอกลวงให้เสียหาย การกระทำนี้ถือเป็นความผิดสำเร็จและสร้างความเสียหายต่อบุคคลภายนอกที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว ศาลจึงไม่อาจปรานีได้
คุณณรงค สุทธิรักษ์ ผู้สื่อข่าวของทีวีช่อง Top News พูดไว้ในการรายงานข่าวนี้ดีมากครับว่า
“จริง ๆ ประเด็นของเรื่องเนี่ยไม่อยู่ตรงที่การเสียสละเพื่อนักลงทุนหรือเสียสละเพื่อพนักงานนะครับ แต่มันอยู่ตรงที่ว่ามีเรื่องแล้วคุณไม่แจ้ง กลต. แถมแก้ไขรายงาน ดจ.1 ซึ่งถือว่าเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จเข้าไปอีก… คือถ้าทุกองค์กรเจอเหตุการณ์แบบนี้ เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้วทำอย่างที่คุณสกลกรย์ทำ ประเทศไทยไม่ต้องมีผู้คุมกฎแล้วครับ ไม่ต้องมี กลต. ด้วย ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจดีมั้ยครับ มันไม่ใช่งั้นนะครับ บ้านมีกฎนะครับ บริษัทมีระเบียบนะครับ สำคัญที่สุดแล้วก็คือว่า ประเทศชาติมีกฎหมาย”



