กฤษฎา บุญชัย
แม้ปัจจุบัน ปัญหาความขัดแย้งทับลานเริ่มจะคลี่คลายไปแล้วระดับหนึ่ง แต่กระแส “Save ทับลาน” ที่ก่อตั้งเด่นชัดตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากองค์กรอนุรักษ์บางองค์กรร่วมกับข้าราชการด้านป่าไม้บางส่วน ได้กลายเป็นกระแสอนุรักษ์ครั้งใหญ่ในทศวรรษนี้เป็นบทเรียนที่น่าศึกษายิ่ง เพื่อให้เข้าใจที่มาของวาทกรรมดังกล่าว เรามาย้อนประวัติศาสตร์การรับรู้ของทับลานกัน
อาณาบริเวณดังกล่าวแต่เดิมถูกเรียกว่า “ดงพญาไฟ” จนต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ดงพญาเย็น” อันพื้นที่พื้นที่ป่าที่คนเมืองรู้จักจากนิยายเรื่อง “เพชรพระอุมา” ยังเป็นภาพของพื้นที่ป่าอันลึกลับ ห่างไกลจากเมือง เป็นพื้นที่สิงสาราสัตว์ มีโจรป่า และโรคระบาด (ดงพญาไฟ สื่อความหมายถึง ภัยจากโรคระบาด”) แต่จินตนาการคนชั้นกลางต่อพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีนัยทางการเมือง
พื้นที่ดังกล่าวถูกทยอยประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ โดยเริ่มจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในปี 2505 อันเป็นอุทยานฯ แห่งแรกของประเทศไทย โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์รับแนวคิดอุทยานแห่งชาติจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาปรับใช้ แม้อุดมการณ์ของอุทยานแห่งชาติจะเน้นการอนุรักษ์ แต่ในบริบทของรัฐไทยยุคนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศควบคู่กัน และต่อมาได้ขยายจากเขาใหญ่มาเป็นกลุ่มอุทยานโดยมีทับลาน และปางสีดาในเวลาต่อมาให้ครอบคลุมพื้นที่ดงพญาเย็นที่ยังคงเหลือ
แม้ประวัติศาสตร์ในพื้นที่จะมีชุมชนอยู่อาศัยในอดีต จนต่อมาปี 2520 ยุครัฐจัดการคอมมิวนิสต์ย้ายชาวบ้านมาจัดตั้งในพื้นที่ทับลานในชื่อหมู่บ้านไทยสามัคคี ในเวลานั้นในด้านป่าไม้ยังเป็นยุครุ่งเรืองการสัมปทานไม้ และการเร่งขยายพืชพาณิชย์ สร้างความเสียหายต่อป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างมาก เวลานั้นนโยบายการอนุรักษ์ป่าของรัฐเพิ่งเริ่มเติบโต มีการประกาศเขต วนอุทยานฯ ทับลานในปี 2518 และยกระดับเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานปี 2524 เพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าแม้จะครอบทับละเมิดสิทธิชุมชน ทั้งนี้เพื่อถ่วงดุลกับนโยบายทำไม้ การส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ ทำเหมืองแร่และอื่น ๆ เพียงแต่ว่าในเวลานั้นกรมป่าไม้ก็ยังไม่มีนโยบายควบคุม ขับไล่ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่มากนัก แรงบีบไล่คนออกจากป่าจึงยังไม่เกิด
กระแสอนุรักษ์ป่าโดยภาคสังคมต่อพื้นที่ดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้น เมื่อรัฐมีโครงการจะสร้างเขื่อนเหวนรกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 และต่อเนื่องไปสู่กระแสการคัดค้านเขื่อนน้ำโจนที่จะสร้างในป่าทุ่งใหญ่ฯ ปี 2531 ตามมาด้วยเขื่อนแก่งกรุง และอื่น ๆ ประจวบกับการอัตวิบัติกรรมของคุณสืบ นาคะเสถียรเพื่อปกป้องป่าจากนายทุนในปี 2533 ทำให้กระแสปกป้องป่าในพื้นที่เด่นชัด
จนเข้าสู่ทศวรรษ 2530 หลังรัฐยกเลิกนโยบายสัมปทานไม้ในปลายปี 2531 นโยบายหลักด้านป่าไม้เปลี่ยนมาเป็นการขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประจวบกับกระแสอนุรักษ์ป่าจากภาคประชาสังคมเริ่มเกิดขึ้น ตั้งแต่นั้นมารัฐจึงเร่งขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปทั่วประเทศเพื่อพลิกบทบาทจากเป็นต้นเหตุทำลายป่าทั้งจากการทำไม้ สร้างเขื่อน และขยายพืชพาณิชย์ไปสู่การเป็นรัฐอนุรักษ์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากคนชั้นกลางที่เริ่มลืมเลือนสาเหตุการทำลายป่าที่ผ่านมา
ต่อมาพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ รวมถึงทับลานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติกับยูเนสโก้ในปี 2548 เป็นอันดับที่ 2 ต่อจากทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งในปี 2534 นั่นทำให้พื้นที่ทับลานถูกขนานนามเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งอีสาน” กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่จากการตัดถนนเส้น 304 และการตั้งอำเภอวังน้ำเขียวในปี 2535 ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งสวนดอกไม้ ฟาร์องุ่น รีสอร์ต ได้เริ่มเบ่งบาน
แต่ทั้งหมดนี้กลบทับเสียงชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ไปหมด เพราะภายหลังที่รัฐยกเลิกนโยบายสัมปทานไม้ และหันมาจริงจังการขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานครอบทับชุมชนตั้งแต่ปี 2524 เรื้อรังจนมาเกิดการพิสูจน์สิทธิ์ให้ชุมชนในปี 2543 แต่รัฐก็ยังไม่นำผลการพิสูจน์มาบังคับใช้ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นหน่วยงานป่าไม้ก็ปล่อยปละเลยให้เอกชนเข้ามาจับจองพื้นที่ทำรีสอร์ต ไร่ท่องเที่ยวและอื่น ๆ อีกมาก จนมาเฟื่องฟูสุดเมื่อทับลานกลายเป็นมรดกโลก
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของรัฐที่ขาดหลักสิทธิชุมชนและประชาชน มีความย้อนแย้ง อ่อนประสิทธิภาพ ปล่อยให้พลังทุนเข้าครอบครองพื้นที่ ย้อนไปตั้งแต่การทำไม้ สู่นโยบายความมั่นคง นโยบายการอนุรักษ์ป่า การท่องเที่ยว ซึ่งหน่วยงานของแต่ละนโยบายก็ขัดแย้งกันเอง แต่ทั้งหมดปล่อยปัญหาให้ชาวบ้านต้องรับกรรม ติดกับดักอยู่ในเขตอุทยานตลอดมา
จาก “สวิสเซอร์แลนด์แห่งอีสาน” ได้กลายมาเป็นพื้นที่ขัดแย้งการเมืองป่าไม้ในทศวรรษ 2550 ปัญหานายทุนรุกป่าได้ถูกหยิบยกมาเป็นปัญหาทางการเมืองในยุครัฐบาลหลังรัฐประหารปี 2549 เป็นที่น่าสนใจว่าปัญหาป่าไม้กับรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมเป็นประเด็นทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่เฮลิคอปเตอร์นายทหารตกจากการไปล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่ฯ จนเป็นชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปัญหาป่าไม้กับการเมืองก็เกิดขึ้นในฐานะยุทธวิธีการเมืองหนึ่งของประชาชนต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ
นั่นอาจเป็นเหตุให้พื้นที่ทับลานที่ตกเป็นข่าวว่ามีนักการเมืองเข้ามาครอบครองและเอื้อนายทุนถูกจุดเป็นกระแสกลายพื้นที่ที่ประชาชนแสดงออกถึงความ “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาล แรงกดดันต่าง ๆ มีส่วนใหญ่รัฐบาลออกคำสั่งในปี 2554 ยกเลิกผลการพิสูจน์สิทธิให้ประชาชน เพราะกลัวข้อกล่าวหาว่าจะเอื้อนายทุน และอีกทางหนึ่งก็กลบเกลื่อนนโยบายผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา รัฐจึงแสดงบทบาทขึงขังด้วยการฟ้องร้อง ดำเนินคดี ทุบรีสอร์ต แต่ก็บ่ายเบี่ยงที่จะคืนสิทธิในที่อยู่อาศัยและทำกินให้ประชาชนในพื้นที่ไปด้วย
และทุก ๆ ครั้งที่สังคมใช้ปัญหาป่าไม้โจมตีรัฐบาลเอื้อนายทุน ก็จะมีกลุ่มที่ใช้กระแส “อนุรักษ์ป่า” ในฐานะการเมืองวัฒนธรรมสื่อสารคนเมืองที่ห่วงใยธรรมชาติให้แสดงพลังกดดันรัฐให้ปกป้องธรรมชาติ การเมืองวัฒนธรรมการอนุรักษ์ป่าได้กลายเป็นการเมืองที่ทรงพลังที่สุดในการกดดันรัฐบาล เราจึงได้เห็นองค์กรประชาสังคม ข้าราชการ อินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาแสดงตน แล้วกระแส “Save ทับลาน” ก็เกิดขึ้น
ในขบวนการ Save ทับลานแยกได้เป็น 3 ชั้น ดังนี้
ชั้นแรก คือกลุ่มที่มีบทบาทกำหนดกรอบการสื่อสารของกระแส Save ทับลาน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรอนุรักษ์บางองค์กร ข้าราชการด้านป่าไม้ และเครือข่ายที่มีอิทธิพลต่อประเด็นสาธารณะ การสื่อสารของกลุ่มนี้ให้น้ำหนักอย่างมากกับการปกป้องพื้นที่ป่าและสถานะมรดกโลก จนละเลยประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชน ความย้อนแย้งของนโยบายรัฐในแต่ละยุค และข้อเสนอเรื่องการแยกสิทธิของชุมชนออกจากการบุกรุกของนายทุน ถูกผลักไปอยู่ในพื้นที่รองของการสื่อสารสาธารณะ ผลที่เกิดขึ้นคือ การรับรู้ของสังคมโน้มเอียงไปสู่ภาพความขัดแย้งระหว่าง “ป่าที่บริสุทธิ์” กับ “รัฐและผู้บุกรุก” มากกว่าจะเห็นความซับซ้อนของปัญหาเชิงประวัติศาสตร์และเชิงนโยบาย
ชั้นที่สอง กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งดารา และอื่นๆ การสื่อสารผ่านบุคคลสาธารณะและอินฟลูเอนเซอร์มีส่วนทำให้ประเด็น Save ทับลานขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะสื่อสังคมออนไลน์เอื้อต่อการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของผู้ที่แสดงบทบาทด้านการอนุรักษ์
ขั้นที่สาม ประชาชนคนชั้นกลางที่มีใจหวงแหนป่าไม้และธรรมชาติ และไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นทุนเดิม จึงเข้าร่วมด้วยใจบริสุทธิ์ในการปกป้องป่าไม้จากรัฐและจากนายทุน
ขบวนการ Save ทับลาน สร้างภาพแทน “ทับลาน” ขึ้นมาใหม่แทนที่ความเป็นจริงของการละเมิดสิทธิชุมชนและปัญหานโยบายรัฐที่ทำลายป่า และให้กลายเป็นภาพคู่ตรงข้ามระหว่าง “ธรรมชาติและสัตว์ป่าอันบริสุทธิ์ VS รัฐและนายทุนที่ฉ้อฉล” ภาพสัตว์ป่าที่ถูก Gen โดย AI เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย การอ้างส่งเสียงแทนสัตว์ป่าเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยอาจไม่ได้รับรู้ความจริงในพื้นที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตร ไม่ใช่ป่า และชุมชนอยู่มาก่อนเขตอุทยานฯ อีกทั้งนายทุนที่บุกรุกก็กำลังถูกดำเนินคดี
จนเมื่อถูกโต้แย้งอย่างหนักจากชุมชนในพื้นที่ จากภาคประชาสังคม และนักวิชาการที่ศึกษาพื้นที่และไม่ได้อยู่ห่วงโซ่อำนาจ “สีเขียว” และจากภาคการเมือง รัฐสภา และพรรคฝ่ายค้านมุ่งหาความจริงและคืนสิทธิให้กับประชาชนมากกว่าจะมุ่งใช้กระแสกดดันรัฐบาล จึงทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวชั้นแรกต้องชะลอลง
การที่แกนนำชั้นแรกมุ่งใช้กระแสอนุรักษ์เป็นการเมืองวัฒนธรรมมากเกินไป กระทั่งลดทอนประวัติศาสตร์ความเป็นจริงของพื้นที่ และหลักสิทธิและความเป็นธรรมชุมชนที่ถูกละเมิดมานาน ทำให้ขบวนการ Save ทับลานในชั้นสองชั้นสามเริ่มตั้งคำถามว่าเป้าหมายที่ดีงามเพื่อธรรมชาติและสังคมของพวกเขากลายเป็นมีส่วนร่วมละเมิดสิทธิชุมชนโดยไม่ตั้งใจ
ปรากฏการณ์ Save ทับลาน ยังสะท้อนช่องว่างทางความรู้ในประวัติศาสตร์นโยบายป่าไม้และทรัพยากรของรัฐไทย เพราะในความเป็นจริงไม่มีป่าที่ไหนที่ไม่มีชุมชนดั้งเดิมอยู่มาก่อน ไม่ว่าอยู่มาแต่เดิมก่อนเกิดรัฐสมัยใหม่ หรืออยู่โดยรัฐจัดย้าย หรือตามแรงผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐส่งเสริม ดังนั้นการมีเขตป่าตามกฏหมายอาจไม่ได้มีพื้นที่ป่าจริง สิ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่การอยู่ก่อนหรือหรือหลังเขตป่าตามกฏหมายเป็นตัวตัดสิน หากเป้าหมายคือการอนุรักษ์ คืออยู่อย่างไรที่จะอนุรักษ์เพื่อชุมชนและสังคมโดยส่วนรวม
ชุมชนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มมีบทบาทปกป้องป่ามายาวนาน เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ลุกขึ้นมาคัดค้านสัมปทานไม้ที่มีมาต่อเนื่องนับร้อยปี จัดการไฟป่าในภาวะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์สร้างปัญหาฝุ่นและไฟ แต่พวกเขาตกเป็นจำเลยจากการมองถูกมองว่าสร้างผลกระทบต่อป่า ทั้งที่ชุมชนได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ป่าไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ แต่ยังเป็นแหล่งอาหาร แหล่งนิเวศ เป็นพื้นที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จิตวิญญาณ ชุมชนต่าง ๆ มีประวัติศาสตร์ความเจ็บช้ำเมื่อธรรมชาติที่เป็นแหล่งชีวิตพวกเขาถูกพรากไปจากโครงสร้างการรวมศูนย์อำนาจของรัฐทั้งในด้านการพัฒนาและการอนุรักษ์ และการรุกคืบของทุน ดังนั้นเราไม่อาจะมองเฉพาะการมีผู้คนที่อยู่ในป่า แต่ควรมองอำนาจที่กำกับป่ามากกว่า ดั้งนั้การหนุนเสริมความเข้มแข็งชุมชน ให้สิทธิและความเป็นธรรม มีพลังปกป้องป่าจึงเป็นคำตอบมากกว่าการเพิกเฉยสิทธิชุมชน
ความล้มเหลวไม่ได้มาจากคนตัวเล็กตัวน้อย แต่มาจากโครงสร้าง หากให้ สปก.แล้วชาวบ้านจะขายต่อที่ดินเกษตร (ไม่ใช่ป่า) ให้นายทุน สปก.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และรัฐบาลก็ต้องกำกับไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ไม่ไว้ใจรัฐก็เลยไม่ต้องคืนสิทธิให้ชุมชน หรือหากกลัวนายทุนจะรุกคืบ แล้วหน่วยงานอุทยานฯ และอื่น ๆ ทำอะไรอยู่ ประชาชนก็ต้องกดดันให้หน่วยงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิภาพที่ดีจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อรัฐคุ้มครองสิทธิและร่วมมือกับชุมชน อำนาจที่เข้มแข็งในการปกป้องป่าจึงจะเกิดขึ้นได้
“Save ทับลาน” จึงเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในสังคมไทยว่าทำไมเป้าหมายที่ดีงามของสังคม เช่น เป้าหมายการอนุรักษ์ป่าแยกไม่ออกจากแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยการยืนหยัดในสิทธิและความเป็นธรรมของประชาชนและชุมชนและรวมไปถึงสิทธิของธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่ไปด้วยกัน ดังเช่นขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิของธรรมชาติทั่วโลกที่มีฐานสำคัญของการปกป้องสิทธิชนพื้นเมืองและชุมชนก็อยู่บนหลักการความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคมด้วยกันทั้งสิ้น
พลัง Save ทับลานของประชาชนเป็นพลังการอนุรักษ์ที่มีคุณค่าต่อสังคมในการปกป้องธรรมชาติ และจะยิ่งมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมหากพัฒนาไปสู่กระบวนทัศน์การอนุรักษ์ที่มุ่งปกป้อง ฟื้นฟู และเกื้อกูลความสัมพันธ์ระหว่างป่า ชุมชน และธรรมชาติ บนฐานของสิทธิ ความเป็นธรรม และสุขภาวะทางนิเวศ เพราะการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนไม่อาจปกป้องธรรมชาติโดยละเลยผู้คน และไม่อาจคุ้มครองสิทธิของผู้คนโดยทำลายธรรมชาติ ทั้งสองต่างเป็นเงื่อนไขของกันและกันในการสร้างอนาคตร่วมของสังคมไทย



