1721955
เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ What the Doc! Film Festival ครั้งที่ 2 สัปดาห์นี้เราเปิดเผยข้อมูลหนังทั้งหมด ทั้งเรื่องย่อ ตัวอย่าง โปสเตอร์ ภาพนิ่ง ประวัติผู้กำกับ และเทศกาลต่าง ๆ ที่หนังเหล่านี้เคยผ่านมาครบถ้วน เชิญแวะไปตำกันได้ https://wtd.in.th/competition-lineup-2026/ ขอย้ำว่าปีนี้ดูฟรีทุกเรื่อง ณ โรงใหม่ Doc Club บนตึก Cloud11 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3-13 กันยายน 2026 โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด
หนึ่งในหนังสายประกวดอินเตอร์ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ Cambodian Beer Dreams (2026) สารคดีร่วมผลิตระหว่างเดนมาร์ก สวีเดน และฝรั่งเศส ของผู้กำกับ ลอริตส์ นานเซ่น หนังความยาวราว 82 นาที ที่เพิ่งเปิดตัวในสาย F:act Competition ของ CPH:DOX เดนมาร์ก, Millennium เบลเยี่ยม และ Doc Edge นิวซีแลนด์ สามตัวตึงเทศกาลหนังสารคดี
CAMBODIAN BEER DREAMS เมื่อความฝันของเบียร์กลายเป็นฝันร้ายของคนจน
ชื่อหนังฟังเหมือนความฝันหวาน ๆ ของตลาดเบียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเรียกกัมพูชาว่าเพื่อนได้อยู่ไหม) แต่สิ่งที่สารคดีเรื่องนี้พาเราไปเห็นผ่านแก้วเบียร์เย็นเฉียบ ป้ายโฆษณาสีสด และค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง กลับเป็นโลกอีกใบที่เบียร์ทำหน้าที่เป็นทั้งสินค้า ความหวัง นายจ้าง ภาพลวงตา ระบบอุปถัมภ์ เครื่องมือทางการตลาด และบางครั้งก็เป็นเงามืดที่ค่อย ๆ กัดกินชีวิตของคนธรรมดาอย่างเงียบงัน
สำหรับผู้ชมชาวไทย Cambodian Beer Dreams อาจเป็นภาพสะท้อนบางอย่างที่ทาบทับกับบ้านเราได้เช่นกัน กัมพูชาในสายตาเราอาจเต็มไปด้วยภาพจำหลากหลาย ทั้งประวัติศาสตร์บาดแผล สงครามกลางเมือง เขมรแดง นครวัต แรงงานข้ามพรมแดน หรือความสัมพันธ์ที่ทั้งใกล้ชิดชิงชังและแสนเปราะบางกับไทย แต่หนังเรื่องนี้เลือกเปิดประตูอีกบานหนึ่งให้เราเห็นกัมพูชาหลังสงครามในฐานะตลาดใหม่ของทุนโลก ตลาดที่คนจำนวนมากยังยากจน กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ยังอ่อนแอ และบริษัทเบียร์ทั้งท้องถิ่นและข้ามชาติแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อครอบครองความกระหายของผู้คน
[FYI: ตลอด 25 ปีกัมพูชาอยู่ในภาวะสงคราม ตั้งแต่ปี 1970 กัมพูชาตกอยู่ในสงครามต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลลอน นอล(โดยการสนับสนุนจากสหรัฐ)ต่อสู้กับเขมรแดง(ที่มีเวียดนามและจีนถือหาง) ก่อนที่เขมรแดงจะยึดอำนาจในปี 1975 และก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ ต่อมาในปี 1978 เวียดนามบุกโค่นล้มระบอบเขมรแดง ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่างรัฐบาลที่เวียดนามสนับสนุนกับเขมรแดงและกองกำลังต่อต้านอื่น ๆ ยืดเยื้อนานกว่าทศวรรษ จนกระทั่งมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 1991 และจัดการเลือกตั้งภายใต้การดูแลของสหประชาชาติในปี 1993 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามอันยาวนาน อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 1993 ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากัมพูชาอยู่ภายใต้ระบอบอังเคิลฮุนเซนที่ยึดครองและสืบทอดอำนาจมาฮุนมาเนต ลูกชายจนทุกวันนี้ ซึ่งในสารคดีเรื่องนี้บอกด้วยว่าเบียร์บางยี่ห้อให้ทุนสนับสนุนอังเคิลฮุนเซ็นเป็นจำนวนมหาศาล]
สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องเบียร์ในฐานะเครื่องดื่ม แต่เล่าเรื่องประเทศหนึ่งที่ความฝันหลังสงครามถูกแปลเปลี่ยนเป็นยอดขาย การเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาพโฆษณาที่บอกกับคนจนว่า โชคและความสุขอาจเปิดได้ง่าย ๆ จากฝาเบียร์
คำว่า Dreams ในชื่อหนังจึงมีความหมายสองชั้น ชั้นแรกคือความฝันที่อุตสาหกรรมเบียร์ขายให้สังคมกัมพูชา ป้ายโฆษณาแสดงให้เห็นประเทศที่ทุกคนสนุกได้ รวยได้ มีโชคได้ เป็นคนเมืองทันสมัยได้ มีโอกาสหลุดจากความยากจนได้ แค่เพียงซื้อเบียร์หนึ่งกระป๋องหรือเปิดฝาหนึ่งครั้ง ชั้นที่สองคือความฝันของคนธรรมดาในหนัง ทั้งหญิงสาวที่ทำงานเป็นสาวเชียร์เบียร์ นักร้องหนุ่มที่หวังจะไปแข่งในรายการทีวีที่มีเบียร์ยี่ห้อหนึ่งเป็นสปอนเซอร์หลัก และแรงงานรายได้น้อยที่หวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นทางผ่านไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
แต่เมื่อหนังพาเราเข้าไปใกล้พอ ความฝันเหล่านั้นก็เริ่มเผยด้านตรงข้าม มันคือความฝันที่ตั้งอยู่บนความไม่เท่าเทียม บนร่างกายหญิงสาว บนความเมามายของผู้ชาย บนการขาดแคลนกฎหมาย และบนความ(จงใจจะ)เงียบงันของรัฐที่ควรปกป้องประชาชนมากกว่าตลาด
บทแนะนำหนังจากเทศกาล CPH:DOX ตั้งคำถามของหนังไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คน จริยธรรม และศีลธรรม” เมื่อแอลกอฮอล์และทุนนิยมถูกปล่อยให้วิ่งพล่านในประเทศที่ยากจนและมีข้อจำกัดทางกฎหมายน้อยมาก คำถามนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ Cambodian Beer Dreams ไม่ได้เป็นหนังต่อต้านเครื่องดื่มมึนเมาแบบศีลธรรมง่าย ๆ ไม่ได้บอกว่าคนดื่มคือคนเลว หรือการเมาเป็นปัญหาส่วนบุคคล ตรงกันข้ามหนังชี้ให้เห็นว่าการดื่มไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ เมื่อระบบเศรษฐกิจทั้งระบบถูกออกแบบให้กระตุ้นการดื่ม เมื่อความจนทำให้คนต้องทำงานขายสิ่งที่อาจทำร้ายชุมชนของตนเอง และเมื่อรัฐไม่มีกฎหมายมากพอจะตั้งคำถามกับกลุ่มอำนาจทุน
ยงกัมเอง และกฎหมายที่ควรมี
สารคดีเรื่องนี้ติดตามชีวิต ยงกัมเอง นักเคลื่อนไหวชาวกัมพูชาที่พยายามผลักดันกฎหมายแอลกอฮอล์ระดับชาติ เขาไม่ใช่ฮีโร่แบบที่ถือดาบเข้าสู้กับปีศาจ แต่เป็นคนธรรมดาที่ต้องเดินเข้าไปในพื้นที่ซึ่งอำนาจของบริษัทใหญ่ ทุนท้องถิ่น นักการเมือง วัฒนธรรมการดื่ม และความหวาดกลัวของผู้คนพัวพันกันแน่นจนแทบแยกไม่ออก
เป้าหมายของเขาดูเรียบง่ายมาก คืออยากให้ประเทศมีกฎหมายที่กำหนดขอบเขตบางอย่างของแอลกอฮอล์ แต่ในบริบทกัมพูชา เรื่องที่ควรเป็นสามัญสำนึกด้านสาธารณสุขกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่ยากและอันตราย เพราะการควบคุมเบียร์ไม่ได้หมายถึงการควบคุมเครื่องดื่มเท่านั้น ทว่ามันหมายถึงการแตะต้องผลประโยชน์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีผู้เล่นรายใหญ่แบ่งกันกิน
[FYI: ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสารคดีเรื่องนี้คือ แกมเลย หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของกัมเอง เคยวิจารณ์ผ่านช่องของ Global Witness ว่าโรงเบียร์เอกชนแห่งหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจและอำนาจของครอบครัวอังเคิลฮุน ซ้ำยังแฉว่าตระกูลฮุนมีทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 200 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,500 ล้านบาทไทย) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2016 แกมเลย ก็ถูกยิงเสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อ ณ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งกลางกรุงพนมเปญ ต่อมาทางการจับชายคนหนึ่งอ้างว่ายิงเขาเพราะติดหนี้ แต่ครอบครัวแกมเลยปฏิเสธว่าเป็นไม่ได้เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักชายคนนี้มาก่อนเลย องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างมองว่าคดีนี้ส่อพิรุธ และคาดว่าน่าจะเป็นใบสั่งเช็คบิลจากผู้มีอำนาจ โลงศพของเขาถูกคลุมด้วยธงชาติกัมพูชา และมีผู้เข้าร่วมงานศพไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนซึ่งนับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดสำหรับพิธีศพสามัญชน]
ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในตลาดเบียร์ที่เติบโตเร็วและถูกควบคุมน้อยที่สุดในภูมิภาค บางบทความเรียกมันว่า “แดนเถื่อนตะวันออก (Wild East)” ของอุตสาหกรรมเบียร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะกัมพูชายังไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำทางกฎหมายสำหรับการซื้อหรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา การส่งเสริมการขาย หรือการจำกัดผลกระทบต่อสังคมยังมีน้อย และถูกบังคับใช้อย่างไม่สม่ำเสมอ
เมื่อพื้นที่ทางกฎหมายว่างพอ กลุ่มทุนก็เข้าไปเติมเต็มด้วยป้ายโฆษณา พริตตี้ สาวเชียร์เบียร์ อินฟลูเอนเซอร์ เพลง แสงสี โปรโมชั่น และรางวัลใต้ฝาหรือใต้ห่วงเปิดกระป๋องที่บอกกับผู้บริโภคว่า “ดื่มอีกนิดสิแล้วจะมีโชค”
ตัวเลขที่น่าตกใจคือการบริโภคแอลกอฮอล์ในกัมพูชาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บทความของ The Drinks Business และ Asia Brewers Network ระบุว่าการบริโภคเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า ขณะที่ข้อมูลซึ่งอ้างจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า การเสียชีวิตหนึ่งในสิบของประเทศนี้เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกหลายเท่าตัว ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เรามองแก้วเบียร์ในหนังไม่เหมือนเดิม เพราะหลังฟองสีขาวนุ่มและโลโก้ที่ดูสนุกสนาน มีระบบสุขภาพ ครอบครัว หนี้สิน ความรุนแรง และความสูญเสียวางซ้อนอยู่
สิ่งที่ผู้กำกับลอริตส์ นานเซ่น สนใจไม่ใช่แค่ “ปัญหาแอลกอฮอล์” แต่คือโครงสร้างของระบบที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ดูกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เขาอธิบายไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า สิ่งที่เขาทำคือ “การไล่ตามเรื่องที่ใหญ่กว่าเพื่อดูว่าอะไรเป็นแรงขับ และมันส่งผลต่อจริยธรรม ศีลธรรม และพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร”
ประโยคนี้ทำให้เราเข้าใจท่าทีของหนังมากขึ้น เพราะ Cambodian Beer Dreams ไม่ได้ถามแค่ว่าใครดื่ม ใครขาย หรือใครได้กำไร แต่มันถามว่าอะไรทำให้ทั้งประเทศค่อย ๆ ถูกมอมเมาโดยไม่รู้ตัว
เมืองที่ป้ายเบียร์กลบป้ายถนน
หนึ่งในภาพที่สำคัญที่สุดของหนังคือเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยโฆษณาเบียร์ เมื่อนานเซ่นเดินทางไปพนมเปญพร้อมกล้องในปี 2022 เขาตั้งใจจะทำสารคดีเกี่ยวกับอันตรายของแอลกอฮอล์ แต่สิ่งที่เขาพบกลับใหญ่กว่าที่คาด ในหลายพื้นที่ เขาพบโฆษณาเบียร์มากกว่าป้ายถนนเสียอีก
นี่ไม่ใช่แค่รายละเอียดเชิงภาพ แต่เป็นภาพเปรียบเทียบทางการเมืองอย่างรุนแรง เมืองที่ป้ายถนนควรทำหน้าที่บอกทิศทาง กลับถูกกลบด้วยป้ายของสินค้า เมืองที่รัฐควรชี้บอกประชาชนว่าจะไปทางไหน กลับปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดทิศทางแทน และทางที่ตลาดบอกก็คือทางไปสู่การดื่มให้มากขึ้น ซื้อให้บ่อยขึ้น ลุ้นรางวัลมากขึ้น และผูกความสุขของชีวิตเข้ากับแบรนด์มากขึ้น
โฆษณาเหล่านี้ไม่ได้ขายเบียร์ตรง ๆ เพียงอย่างเดียว มันขายความเป็นชาย ความสนุก ความทันสมัย ความสำเร็จ การเป็นคนเมือง การได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และที่สำคัญที่สุดคือความหวังว่า คนธรรมดาอาจพลิกชีวิตได้จากการลุ้นรางวัลใต้ฝาเบียร์
ถ้าเรามองจากระยะไกล ป้ายเหล่านี้อาจเป็นเพียงสีสันของเมืองกำลังพัฒนา แต่หนังทำให้เรารู้สึกว่า สีสันนั้นมีราคา และคนที่จ่ายราคามักไม่ใช่คนที่อยู่บนป้าย แต่คือชาวบ้านตาดำ ๆ หาเช้ากินค่ำชะเง้อรอคอยความฝันด้วยความเมามาย
สาวเชียร์เบียร์ในหนังจึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งงาน แต่มันคือภาพรวมของเศรษฐกิจเพศสภาพในตลาดแอลกอฮอล์ ผู้หญิงถูกใช้เป็นกลไกทำให้เบียร์ขายได้มากขึ้น ความสวย รอยยิ้ม ความอดทน ความสุภาพ และร่างกายของพวกเธอกลายคือตัวช่วยส่งเสริมยอดขายของเบียร์แต่ละยี่ห้อ
ในโลกโฆษณา พวกเธออาจถูกนำเสนอเป็นความสดใสของค่ำคืน แต่ในโลกจริง พวกเธอต้องรับมือกับลูกค้าขี้เมา มือที่อยู่ไม่สุข คำพูดหยาบโลน ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน และแรงกดดันที่ทำให้พวกเธอไม่สามารถปฏิเสธได้ง่าย ๆ เพราะหลังเลิกงานยังมีค่าบ้าน ค่าเช่า ครอบครัว และหนี้สินรออยู่
CPH:DOX ระบุว่าหนังพาเราเห็นทั้งการตลาดที่บ้าคลั่ง สาวเชียร์เบียร์ และเงินรางวัลที่ผลักให้คนจนดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต แต่ในเวลาเดียวกัน หนังยังพาเราไปพบคนธรรมดาที่เป็นคนขายเบียร์ นักร้อง และสาวเชียร์เบียร์ซึ่งฝันว่าอุตสาหกรรมเบียร์อาจปูทางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
นี่คือความซับซ้อนที่ทำให้หนังไม่กลายเป็นโฆษณารณรงค์ธรรมดา หากหนังทำให้สาวเชียร์เบียร์เป็นเพียง “เหยื่อ” ผู้ชมอาจสงสารแล้วจบลงง่าย ๆ แต่หนังเลือกทำให้เราเห็นว่าพวกเธอคือมนุษย์ที่มีความปรารถนา มีเหตุผล มีทางเลือกที่จำกัด และบางครั้งก็รู้ดีว่างานของตนเองวางอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างรายได้กับความเสี่ยง ระหว่างการทำงานกับการถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสินค้า
ในระดับมหภาค บริษัทเบียร์พูดถึงการลงทุน การจ้างงาน ภาษี การสนับสนุนกิจกรรมสังคม และภาพลักษณ์ของความทันสมัย ในระดับจุลภาค คนทำงานพูดถึงเงินรายวัน โบนัส ยอดขาย และโอกาสที่อาจทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่คำถามของหนังคือ การเติบโตที่ต้องอาศัยการดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ของคนจนคือการเติบโตแบบใด ถ้าการเติบโตนั้นวางอยู่บนครอบครัวที่แตกสลาย สุขภาพที่พังลง ความรุนแรงในชุมชน และแรงงานหญิงที่ต้องยอมทนต่อความเสี่ยงเพื่อให้แบรนด์มีชีวิตชีวา
ในแง่นี้ Cambodian Beer Dreams คล้ายหนังว่าด้วยโลกาภิวัตน์ที่เราเคยเห็นหลายเรื่อง แต่เปลี่ยนฉากจากโรงงานเสื้อผ้า เหมือง หรือไร่อุตสาหกรรม มาเป็นร้านเบียร์ริมถนนและไฟนีออนกลางเมืองหลวง ความโหดร้ายของมันไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่บดขยี้ร่างคนงาน แต่เกิดจากความสนุกที่ดูเหมือนจะไร้พิษภัย
การตลาดของเบียร์ฉลาดตรงที่มันไม่ได้ขายความเมาในนามความเมา มันขายมิตรภาพ ขายความเป็นชาย ขายความโชคดี ขายความงามของหญิง ขายการแข่งขันฟุตบอล เพลง ดารา และความรู้สึกว่าใคร ๆ ที่คูล ๆ เขาก็ดื่มกันทั้งนั้น เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็นอากาศที่คนทั้งเมืองหายใจ การตั้งคำถามกับมันจึงดูเหมือนการขัดขวางความสนุกของสังคม
“มันไม่ใช่หนังต่อต้านเบียร์”
หนึ่งในคำสัมภาษณ์ที่สำคัญที่สุดของลอริตส์ นานเซ่น คือประโยคที่เขาบอกว่า “มันไม่ใช่หนังต่อต้านเบียร์หรือแอลกอฮอล์” และเสริมอย่างติดตลกว่า “ผมเองก็ชอบเบียร์ IPA ดี ๆ สักแก้วเหมือนกัน” ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะมันช่วยกันไม่ให้ผู้ชมเข้าใจหนังผิด Cambodian Beer Dreams ไม่ได้เดินเข้าหาผู้ชมด้วยนิ้วชี้ที่บอกว่า “อย่าดื่ม” และไม่ได้วางตัวเหมือนหนังเทศนาศีลธรรมที่แบ่งโลกเป็นคนดีไม่ดื่มกับคนเลวดื่ม ตรงกันข้าม หนังเข้าใจดีว่าแอลกอฮอล์มีที่ทางในวัฒนธรรมมนุษย์ ในความสัมพันธ์ ในพิธีกรรม ในการพักผ่อน และในความสุขของผู้คน…แต่คำถามของหนังอยู่ที่ ขนาด และ จริยธรรม ของระบบที่อยู่เบื้องหลังความสุขเหล่านั้น
หากผู้ใหญ่คนหนึ่งเลือกดื่มเบียร์ด้วยความรู้เท่าทัน นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากทั้งเมืองถูกออกแบบให้ดื่มมากขึ้น หากป้ายโฆษณาอยู่ทุกมุมถนน หากรางวัลเงินสดและของใหญ่ถูกใช้กระตุ้นการซื้อ หากแรงงานหญิงต้องเข้าไปยืนอยู่ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเมา หากประเทศยังไม่มีอายุขั้นต่ำในการซื้อแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน และหากรัฐอ่อนแอเกินกว่าจะตั้งกติกากับทุน คำว่า “การเลือกดื่ม” ก็ไม่ใช่เรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลอีกต่อไป
นานเซ่นพูดถึงสิ่งนี้ในกรอบที่ใหญ่กว่า เขามองแอลกอฮอล์กับทุนนิยมแบบป่าเถื่อนเป็นสองพลังที่วิ่งคู่กัน และถามว่าเมื่อปล่อยสองสิ่งนี้ออกมา “เหมือนสัตว์ป่าสองตัว” จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์และสังคม นี่คือแกนของหนังทั้งเรื่อง ไม่ใช่คำถามว่าเบียร์ผิดหรือไม่ผิด แต่คือคำถามว่า เมื่อสินค้าอย่างเบียร์ถูกปล่อยให้ขยายตัวในพื้นที่ที่กฎหมายอ่อนแอ ความจนสูง และอำนาจรัฐถูกท้าทายโดยอำนาจทุน ใครจะเป็นคนกำหนดขอบเขตของความสุข และใครจะเป็นคนรับผิดชอบเมื่อความสุขนั้นกลายเป็นความเสียหาย
ความรุนแรงของ Cambodian Beer Dreams ไม่ได้มาจากข้อมูลเชิงสถิติเท่านั้น แต่มาจากแรงผลักดันส่วนตัวของผู้กำกับด้วย นานเซ่นเล่าว่า “ตอนผมยังเด็ก พ่อของผมเสียชีวิตหลังจากต่อสู้กับการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเป็นเวลาหลายปีก่อนจะเสียชีวิตลง ประสบการณ์นี้ทำให้ผมไม่ได้มองแอลกอฮอล์เป็นปัญหาของประเทศอื่นหรือคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่สามารถทำลายชีวิตคนในทุกสังคมได้” ไม่ว่าจะเป็นเดนมาร์ก กัมพูชา ไทย หรือประเทศใดก็ตาม
นี่ทำให้หนังมีมิติที่สำคัญมาก มันไม่ใช่สายตาของผู้กำกับยุโรปที่เดินทางไปถ่ายความล้าหลังของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อยืนยันความเหนือกว่าของโลกตะวันตก หากกลับกันหนังเริ่มจากบาดแผลที่ผู้กำกับรู้จักเป็นส่วนตัว แล้วพาเขาไปสำรวจโครงสร้างที่ทำให้บาดแผลแบบนั้นเกิดซ้ำในพื้นที่อื่น ในรูปแบบอื่น และในระดับที่ใหญ่กว่า
การที่เขาเลือกกัมพูชาไม่ได้ทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาของกัมพูชาเท่านั้น ตรงกันข้าม กัมพูชากลายเป็นกระจกขยายที่ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแอลกอฮอล์ ทุน รัฐ และความเปราะบางทางสังคมอย่างคมชัดขึ้น
เบียร์ดังกับพื้นที่เทา ๆ ของความรับผิดชอบ
เมื่อหนังถูกฉายและถูกพูดถึงในเทศกาลระดับนานาชาติ สิ่งที่ตามมาน่าสนใจไม่แพ้ตัวหนังคือปฏิกิริยาของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ CXXXX Group (เราขอเซ็นเซอร์ยี่ห้อเบียร์ แต่เบียร์ยี่ห้อนี้มีสัญชาติเดนมาร์กสัญชาติเดียวกันกับตัวผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นยี่ห้อแรกที่เข้าไปในกัมพูชา รวมถึงปัจจุบันยังเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ท้องถิ่นและอินเตอร์ไม่น้อยกว่า 12 ยี่ห้อ และทุกยี่ห้อในหนังเรื่องนี้คือเครือข่ายของ CXXXX Group) ซึ่งออกบทความชี้แจงเรื่องการทำธุรกิจในกัมพูชา บทความนี้ไม่ใช่ข่าวอิสระ แต่เป็นเสียงจากฝั่งบริษัทเอง และจึงควรถูกอ่านในฐานะคำตอบของผู้ถูกตั้งคำถาม มากกว่าจะเป็นข้อสรุปสุดท้ายของปัญหา
CXXXX ระบุว่า ‘บริษัทเข้าถือครองโรงเบียร์ท้องถิ่น CamXXX เต็มรูปแบบในปี 2019 ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเบียร์อันดับหกของกัมพูชา และมีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์’ ข้อมูลนี้ทำหน้าที่วางตัวบริษัทในฐานะ “ผู้เล่นไม่ใหญ่มาก (ซึ่งย้อนแย้งกับข้อเท็จจริง)” ในตลาด ขณะเดียวกันบริษัทก็ยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นสูงต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ
ประเด็นสำคัญที่ CXXXX ใช้ชี้แจงคือ บริษัทบอกว่าตนหยุดใช้โปรโมชั่นแบบ under-the-lid หรือ Ring-Pull ตั้งแต่ปี 2022 เป็นรายแรกและรายเดียวในตลาดขณะนั้น โปรโมชั่นลักษณะนี้คือการซ่อนรางวัลไว้ใต้ฝาขวดหรือห่วงเปิดกระป๋อง ตั้งแต่เบียร์ฟรีไปจนถึงรางวัลมูลค่าสูงอย่างรถยนต์หรือเงินสด บริษัทเองยอมรับว่า ‘การส่งเสริมการขายแบบนี้สามารถสร้างวงจรพฤติกรรมที่ทำให้คนซื้อและบริโภคเกินความต้องการตามธรรมชาติ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม’
คำชี้แจงนี้สำคัญ เพราะมันยืนยันโดยอ้อมว่าปัญหาที่หนังตั้งคำถามไม่ได้เป็นจินตนาการของนักทำหนังหรือข้อกล่าวหาเกินจริง หากแม้แต่บริษัทเองก็ยอมรับว่าระบบโปรโมชั่นบางแบบมีพลังมากพอจะผลักให้ผู้บริโภคดื่มเกินความจำเป็น
CXXXX ยังระบุด้วยว่า ‘บริษัทสนับสนุนการห้ามโปรโมชั่นแบบนี้ในระดับอุตสาหกรรม และเรียกร้องให้กัมพูชามีกฎหมายกำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อแอลกอฮอล์อย่างเป็นทางการ ในด้านการตลาด บริษัทบอกว่าตนไม่ทำการตลาดกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แม้กัมพูชาจะยังไม่มี legal drinking age ที่ชัดเจนก็ตาม’
ในประเด็นแรงงาน CXXXX กล่าวว่า ‘บริษัทได้ปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานของ brand promoters หรือพนักงานส่งเสริมการขายในกัมพูชา เช่น ค่าจ้างที่สูงขึ้น การขึ้นเงินเดือนประจำปี สิทธิลาคลอด การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย การป้องกันการถูกคุกคาม ช่องทางรายงานเหตุการณ์ และความช่วยเหลือทางกฎหมายเมื่อจำเป็น’ บริษัทบอกด้วยว่าลดการใช้พนักงานกลุ่มนี้ในบางพื้นที่เพื่อให้ดูแลได้ดีขึ้น และย้ำว่าการเข้าร่วมสหภาพแรงงานเป็นสิทธิพื้นฐาน
อีกประเด็นหนึ่งที่ CXXXX เน้นในคำชี้แจงคือ บริษัทมีนโยบายไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ และปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาเรื่องการให้ผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกพูดถึงในบริบทของอุตสาหกรรมเบียร์กัมพูชานั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ CXXXX ในประเทศกัมพูชา (คือปฏิเสธว่าบริษัทแม่ไม่รู้ไม่เห็น และการเอื้อประโยชน์เกิดจากบริษัทลูกในเขมร)
คำชี้แจงนี้ไม่ได้กลบคำถามของหนังออกไป แต่กลับทำให้บทสนทนาซับซ้อนขึ้น หากบริษัทบอกว่าตนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงและมีส่วนแบ่งตลาดไม่มากพอจะเป็นตัวแทนทั้งอุตสาหกรรม คำถามต่อมาคือ แล้วความรับผิดชอบของบริษัทข้ามชาติในตลาดที่กฎหมายอ่อนแอควรถูกวัดอย่างไร วัดจากสิ่งที่บริษัททำเอง วัดจากการเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมาย วัดจากการไม่ทำโปรโมชั่นบางแบบ หรือวัดจากผลกระทบรวมของอุตสาหกรรมที่บริษัทเป็นส่วนหนึ่ง แม้จะอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุด
การมีคำชี้แจงไม่ได้แปลว่าปัญหาหายไป คำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ระดับโครงสร้าง ถ้าตลาดหนึ่งไม่มีกฎหมายอายุขั้นต่ำ ถ้าโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรากฏในชีวิตประจำวันอย่างหนาแน่น ถ้าการส่งเสริมการขายสามารถทำให้คนซื้อเพื่อหวังรางวัลมากกว่าความต้องการดื่มจริง และถ้าผู้หญิงจำนวนหนึ่งต้องพึ่งพารายได้จากการขายสินค้าที่เพิ่มความเสี่ยงให้ชุมชนของพวกเธอเอง ต่อให้บริษัทบางแห่งพยายามทำดีขึ้น ระบบโดยรวมก็ยังต้องถูกตั้งคำถามอยู่ดี
ความฝันของบริษัทไม่ใช่ความฝันของประชาชน
รูปแบบของหนังน่าสนใจเพราะมันไม่ได้เล่าเรื่องยงกัมเองเพียงคนเดียว หากตัดต่อให้การต่อสู้ของนักเคลื่อนไหวเดินขนานไปกับชีวิตของคนที่อาศัยอุตสาหกรรมเบียร์เลี้ยงชีพ เราเห็นคนที่อาจอยู่คนละฝั่งของข้อถกเถียง แต่จริง ๆ แล้วติดอยู่ในระบบเดียวกัน
นักเคลื่อนไหวต้องการกฎหมายเพื่อคุ้มครองสังคม ส่วนสาวเชียร์เบียร์ กับร้านขายเบียร์ก็ต้องการรายได้เพื่อคุ้มครองครอบครัวของตนเอง หากมองอย่างตื้น ๆ เราอาจคิดว่าคนหนึ่งต่อต้านอุตสาหกรรม อีกคนหนึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรม แต่หนังชวนให้เห็นว่าทั้งสองกลุ่มต่างเป็นผลผลิตของโครงสร้างที่ทำให้ทางเลือกของคนจนตีบแคบลง
นี่เป็นจุดที่ Cambodian Beer Dreams มีพลังทางมนุษยธรรมมากกว่าหนังสืบสวนบางเรื่อง มันไม่ใช้คนจนเป็นภาพประกอบความเลวของทุนอย่างง่าย ๆ แต่เปิดให้เห็นความย้อนแย้งในใจของพวกเขา คนขายเบียร์อาจรู้ว่าเบียร์ทำร้ายคนรอบตัว แต่เธอก็รู้ด้วยว่างานนี้ทำให้ลูกมีข้าวกิน นักร้องอาจเห็นคนเมาเละเทะทะเลาะกันทุกคืน แต่เวทีนั้นก็เป็นพื้นที่เดียวที่ทำให้เขามีรายได้และได้รับการมองเห็น นักเคลื่อนไหวอาจรู้ว่ากฎหมายสำคัญ แต่เขาก็รู้ว่าการเปลี่ยนกฎหมายในประเทศที่อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองทับซ้อนกันไม่ใช่เรื่องโรแมนติก
เมื่อบริษัทเบียร์พูดถึง “ความฝัน” มันมักหมายถึงตลาดที่โตขึ้น ยอดขายที่สูงขึ้น ประเทศที่บริโภคมากขึ้น และผู้บริโภคที่ผูกความสุขกับสินค้าอย่างแน่นแฟ้น แต่เมื่อคนจนในหนังพูดถึงความฝัน มันอาจหมายถึงค่าเช่า ค่าเรียนของลูก เงินใช้หนี้ หรือโอกาสที่จะไม่ต้องทำงานเสี่ยงชีวิตอีกต่อไป
ปัญหาคือความฝันสองแบบนี้ไม่ได้มีอำนาจเท่ากัน ความฝันของบริษัทมีงบโฆษณา มีป้ายบิลบอร์ด มีทีมกฎหมาย มีการตลาด มีผู้ถือหุ้น และมีเครือข่ายทางธุรกิจ ไปจนถึงมีนักการเมืองหนุนหลัง ส่วนความฝันของคนจนมีเพียงร่างกาย เวลา ค่าแรง และความอดทน
หนังจึงไม่ได้ถามเพียงว่าใครฝัน แต่ถามว่าฝันของใครถูกทำให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะ และฝันของใครถูกปล่อยปละให้กลายเป็นเพียงฝันร้ายส่วนตัว เหนือสิ่งอื่นใดสารคดีเรื่องจะนำพาเราไปมองเห็นเพื่อนมนุษย์ที่ต่างต้องดิ้นรนต่อชะตากรรมภายใต้โครงข่ายอำนาจที่ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ต่างกัน



