
ซีอีโอตลาดหลักทรัพย์ลาวกางวิสัยทัศน์บุกภูมิภาค เผยศักยภาพประเทศการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน พร้อมเดินหน้าเชื่อมโยงภูมิภาค ปักหมุดคลอด DR หุ้นไทยปลายปีนี้ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่
แม้ว่าในสายตาของนักลงทุนภูมิภาคอาเซียนจะมองว่า ตลาดหลักทรัพย์ลาวเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่ในมุมมองของ นายสຽວสะหวาด ทีละกุน (Siosavath Thirakul) ผู้อำนวยการใหญ่(Cheif Executive Officer) ตลาดหลักทรัพย์ลาว(Loas Securities Exchange:LSX) ที่มีประสบการณ์ 14 ปีในฝั่งกำกับดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองหลักทรัพย์ (คคศ.)และสำเร็จการศึกษาด้าน International Finance จากเกาหลีใต้ นั้น ข้อได้เปรียบสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การที่ตลาดทุนลาวยังมีอายุน้อย ซึ่งหมายถึงยังมีโอกาสและช่องว่างในการเติบโตอีกมหาศาลในอนาคต
ตลาดทุนลาวมีศักยภาพในการเติบโต พร้อมเชื่อมโยงภูมิภาค
ศักยภาพการเติบโตดังกล่าวสอดคล้องไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ประมาณ 6% ต่อปี ควบคู่ไปกับนโยบายของภาครัฐในการเดินหน้าแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) เพื่อผลักดันเข้าสู่ตลาดทุน รวมถึงการจัดการบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศที่กำลังจะหมดสัญญา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าตลาดทุนลาวพร้อมจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศ
นายสຽວสะหวาด(เสียวสะหวาด)กล่าวว่า สปป.ลาว ยังมีข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์จากการเปลี่ยนผ่านประเทศจาก “แลนด์ล็อก” (Land-locked) หรือประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ให้กลายเป็น “แลนด์ลิงก์” (Land-linked) ที่เชื่อมโยงการคมนาคมและโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงยาวไปถึงยุโรปได้ และยังมีโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมเข้าสู่ไทย รวมถึงการท่องเที่ยวและการขนส่งไปเวียดนามผ่านโครงการทางด่วนจากเวียงจันทน์ไปฮานอยที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา
“ตลาดทุนลาวยังเล็ก แต่ยังมีการเติบโต เติบโตได้ไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจของลาว และตลาดทุนลาวก็สามารถจะสามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ เพราะว่าเราก็เป็นพันธมิตรกับทุกๆตลาด” นายเสียวสะหวาดกล่าว
เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตนี้ ตลาดหลักทรัพย์ลาวได้วางนโยบายมุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรและเชื่อมโยงกับตลาดทุนอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มผู้กำกับดูแลตลาดทุนอาเซียน หรือ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) ซึ่งมีการรวมตัวและประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในกลุ่มผู้คุมกฎและผู้บริหารระดับสูง (CEO) ของตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน เพื่อผลักดันการเชื่อมต่อทางด้านผลิตภัณฑ์และนโยบายร่วมกัน
นอกจากนี้ยังผลักดันการเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญในเอเชีย โดยในปี 2568 ผู้อำนวยการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์ลาว ได้ร่วมกับคณะผู้แทนจาก สปป.ลาว นำโดย นางเพ็งสี เพ็งเมือง (Phengsy Phengmuong) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองหลักทรัพย์ลาว (LSCO) ได้แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับตลาดการเงินของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาตลาดทุน กับจูเลีย เหลียง (Julia Leung) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (SFC) ฮ่องกง
หนึ่งในความร่วมมือที่เห็นผลเป็นรูปธรรมและน่าจับตามองที่สุด คือความเชื่อมโยงกับตลาดทุนไทยผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ลาวและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
“การเลงนามใน MOU กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมต่อ และนโยบายโดยรวมของภูมิภาคไม่ว่าตลาดทุนไหนก็ตาม ก็ต้องการหาพันธมิตรเพื่อจับมือกันในการช่วยกัน ในการผลักดัน ไม่ว่าทางเป็นทางภายในหรือว่าต่างประเทศด้วย” นายเสียวสะหวาดกล่าว
เตรียมออก DR หุ้นไทยปลายปีนี้
ตลาดหลักทรัพย์ลาว (LSX) เดินหน้าสร้างความร่วมมือครั้งสำคัญกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเตรียมผลักดันการออกผลิตภัณฑ์ Depository Receipt (DR) ที่อ้างอิงหุ้นไทยไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลาวเป็นตัวแรกให้เกิดขึ้นจริงภายในสิ้นปี 2569 นี้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์และดึงดูดกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ในประเทศ
สำนักข่าวไทยพับลิก้าได้สัมภาษณ์ นายสຽວสะหวาด ทีละกุน ผู้อำนวยการใหญ่ ตลาดหลักทรัพย์ลาว ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้เล่นในระบบนิเวศตลาดทุนไทย ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุน และที่ปรึกษาทางการเงินในช่วงวันที่ 18-19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาตลาดทุนระหว่าง สปป.ลาว และประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาความเป็นไปได้ของการจดทะเบียนหลักทรัพย์ข้ามตลาด (Dual Listing) เพื่อเพิ่มโอกาสในการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับการพัฒนาตลาดทุนร่วมกัน
โดยการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ DR ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมและสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับการทำ Dual Listing (การจดทะเบียนในสองตลาด) ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านความแตกต่างของกฎระเบียบและระบบหลังบ้านที่ต้องใช้เวลาศึกษาเชิงลึก
สำหรับเป้าหมายของหุ้นไทยที่จะนำไปออกเป็น DR ใน สปป.ลาว นั้น นายเสียวสะหวาดกล่าวว่า “กำลังพิจารณาหุ้นกลุ่มที่นักลงทุนชาวลาวคุ้นเคยและมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานและค้าปลีกอย่าง OR หรือหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี”
การเลือกนำผลิตภัณฑ์ DR หุ้นไทยเข้ามาซื้อขายในประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากเสียงเรียกร้องและความต้องการของกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ใน สปป.ลาว ที่เปิดบัญชีและเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ลาวได้ปฏิรูประบบด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นต่างประเทศและติดตามข้อมูลอยู่แล้วได้ง่ายขึ้น โดยซื้อขายผ่านสกุลเงินกีบและช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนรวมถึงความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มที่ไม่เป็นทางการ
นายเสียวสะหวาดกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ LSX ได้มีการสำรวจความคิดเห็น (Survey) ของผู้ลงทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งมีการจัดงานสัมมนาและกิจกรรมแข่งขันเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลาว ซึ่งในขั้นตอนการสรุปผลการแข่งขันครั้งนั้น LSXได้ทำการสำรวจความต้องการด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ และพบว่า DR (Depository Receipt) เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนในประเทศให้ความสนใจและมีความต้องการเป็นอย่างมาก
ก่อนหน้าที่จะมาลงตัวที่ผลิตภัณฑ์ DR อ้างอิงหุ้นเด่นของไทย ตลาดหลักทรัพย์ลาวเคยศึกษาความเป็นไปได้ในการนำผลิตภัณฑ์ประเภท ETF (Exchange Traded Fund) เข้ามาซื้อขาย โดยเล็งไปที่ Gold ETF หรือกองทุนรวมดัชนีที่อ้างอิงราคาทองคำจากตลาดสิงคโปร์และฮ่องกง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ลงทุนและประชาชนลาวมีความคุ้นเคยกับการลงทุนในทองคำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งใน สปป.ลาว ปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายทองคำรองรับอยู่แล้วถึง 2 แพลตฟอร์มซึ่งมีผู้ไปลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ลาวมองเห็นโอกาสที่เหมาะสมและรวดเร็วกว่าในการเลือกนำร่องด้วยผลิตภัณฑ์ DR ที่อ้างอิงสินทรัพย์ฝั่งไทย เนื่องจากนักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและมีความคุ้นเคยสูง โดยในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่การออกผลิตภัณฑ์ “ตัวนำร่อง” (Pilot Product) จำนวน 1 ตัวก่อน เพื่อทดสอบระบบหลังบ้าน รวมถึงทดสอบการตอบรับของตัวผู้ลงทุนและสภาพคล่องในตลาดหลักทรัพย์ลาว ก่อนที่จะพิจารณาขยายผลและเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายต่อไปในอนาคต

รายย่อยเทรดหุ้น 90%
ปัจจุบันโครงสร้างผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ลาวยังคงขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ (Local Retail Investor) สูงถึง 90% โดยมีจำนวนบัญชีซื้อขายทั้งหมดกว่า 40,000 บัญชี ซึ่งมีสัดส่วนบัญชีที่เคลื่อนไหว (Active) อยู่ที่ประมาณ 30% กว่า และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปิดบัญชีและเริ่มทำการซื้อขายอย่างคึกคักในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุนลาวมากขึ้น คือการปฏิรูปแพลตฟอร์มการซื้อขาย โดยได้มีการเปิดตัวระบบซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Trading) ไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2568 ที่ผ่านมา จากเดิมที่มีเพียงระบบ Home Trading ผ่านคอมพิวเตอร์ PC และการโทรสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้สามารถทลายข้อจำกัดและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงตลาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนชาวไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นลาว นายเสียวสะหวาดยืนยันว่าสามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพียงแค่ต้องดำเนินการเปิดบัญชีเงินฝากและบัญชีหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ในลาว และทำการขอรหัสผู้ลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor ID) เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดจำแนกประเภทนักลงทุนตามระเบียบเท่านั้น
ในด้านพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาตินั้น นายเสียวสะหวาดยอมรับว่า ยอดรวมการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต โดยหากย้อนกลับไปในช่วงที่ตลาดเติบโตจนถึงขีดสุด (Peak) นักลงทุนต่างชาติเคยเป็นกลุ่มที่มีความคึกคัก (Active) มากที่สุด และมีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 50% ของปริมาณการซื้อขายรวม (Volume) ทั้งหมดในตลาด แต่ในปัจจุบัน สัดส่วนดังกล่าวได้ลดระดับลงมาเหลืออยู่เพียงประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
นายเสียวสะหวาดระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติลดบทบาทและมีความกังวลในการเข้ามาลงทุนในตลาดทุนลาว ประกอบไปด้วย 4 ด้านหลักๆ ได้แก่
- ปัญหาสภาพคล่อง ของตลาดโดยรวมที่ยังคงพึ่งพารายย่อยเป็นหลัก
- ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ในตลาดยังไม่ดึงดูดใจหรือสร้างความเชื่อมั่นได้มากพอ
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของค่าเงินกีบที่มีความผันผวนสูง
- สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันและสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา
นายเสียวสะหวาดกล่าวว่า แม้ว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา แต่อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันได้เริ่มทรงตัวแล้ว
7 บริษัทจดทะเบียนจ่ายปันผล
ในฝั่งของบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ลาวมีบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ทั้งหมด 12 บริษัท โดยมีบริษัทที่มีศักยภาพในการทำกำไรและสามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอจำนวน 7 บริษัท ซึ่งพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังคงเน้นการเข้ามาซื้อขายเพื่อดักรับเงินปันผลและส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายจะปรับตัวลดลงตามธรรมชาติในช่วงไตรมาสถัดไป
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ลาวยังอยู่ในกระบวนการเข้าไปช่วยเหลือและติดตามการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ เช่น บริษัทในกลุ่มท่องเที่ยวที่ปรับเปลี่ยนมาจากธุรกิจปูนซีเมนต์ รวมถึงบริษัทน้ำมันชั้นนำอย่าง PetroTrade (PTL) เพื่อให้กลับมาสร้างผลการดำเนินงานที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งชาวลาวและชาวไทยอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 5,000 กีบ และปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 2,000 กว่ากีบ ซึ่งฟื้นตัวจากที่เคยตกไปถึง 800 กีบ
อย่างไรก็ตาม นายเสียวสะหวาดกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ลาวยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของ “สภาพคล่อง” (Liquidity) เนื่องจากฐานผู้ลงทุนในปัจจุบันยังคงพึ่งพานักลงทุนรายย่อยในประเทศสูงถึง 90% ขณะที่สัดส่วนของนักลงทุนสถาบันยังมีจำกัด ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายหนาแน่นเฉพาะในช่วงฤดูกาลประกาศจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน (ไตรมาส 1 และ 2) และชะลอตัวลงในช่วงเวลาหลังจากนั้น
เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและเสริมสร้างบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ ตลาดหลักทรัพย์ลาวได้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารจัดการกองทุน (Fund Management) ขึ้นใหม่ 2 บริษัท เพื่อทำหน้าที่เป็น Market Maker และ Liquidity Provider นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาและเสนอแผนต่อภาครัฐในการดึงเม็ดเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและธุรกิจประกันภัยเข้ามาลงทุน รวมถึงการเสนอจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นในลักษณะเดียวกับกองทุนวายุภักษ์ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐ
มุ่งส่งเสริม Pre-IPO เตรียมพร้อมเข้าตลาด
ในส่วนของแผนความคืบหน้าการนำบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ (SOE) เข้าสู่ตลาดทุนนั้น นายเสียวสะหวาดเปิดเผยว่า รัฐบาลสปป.ลาว มีรายชื่อกลุ่มรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่งที่กำหนดไว้สำหรับกระบวนการแปรรูป (Privatization) โดยก่อนหน้านี้มีการแปรรูปร่วมทุนกับภาคเอกชนไปแล้ว 2 แห่ง คือ ธนาคารพัฒนาลาว (LDB) และธนาคารส่งเสริมกสิกรรม (APB) แต่ยังไม่ได้นำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่รัฐวิสาหกิจส่วนที่เหลือซึ่งอยู่ในรายชื่อและกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมความพร้อม ได้แก่ ประกันภัยลาว (AGL), น้ำมันเชื้อไฟลาว รวมถึงบริษัท ไฟฟ้าลาว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาจยังมีผลการดำเนินงาน (Performance) ที่ไม่ดึงดูดใจนักลงทุนมากพอ ตลาดหลักทรัพย์ลาวจึงยังไม่มีนโยบายผลักดันให้ทำ IPO ทันที แต่จะเน้นการส่งเสริมในรูปแบบ Pre-IPO มากกว่า โดยการให้ตัวกลางในระบบนิเวศ (Ecosystem) เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เข้าไปให้คำแนะนำและช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงอาจดึงกลุ่มทุน Private Equity (PE Fund) เข้ามาร่วมทุนก่อน เพื่อช่วยพัฒนาผลการดำเนินงานให้มีความน่าสนใจ หรือเปรียบเสมือนการ “บ่มเพาะ” ให้มีความพร้อมและมีผลประกอบการที่ดีก่อนเป็นระยะเวลา 2-3 ปี แล้วจึงค่อยนำเสนอต่อประชาชนและนักลงทุนต่อไป
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ลาวต้องการดึงดูดเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และขยายฐานนักลงทุน นายเสียวสะหวาดย้ำว่าให้ความสำคัญกับ 3 เซกเตอร์หลักที่เป็นกลุ่มธุรกิจบริการและมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น ได้แก่
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking Sector) ถือเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุด เนื่องจากกลุ่มแบงก์มีผลประกอบการที่ดี ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้ตลาดทุนแล้ว การเข้าตลาดยังช่วยให้ธนาคารแห่ง สปป.ลาว สามารถกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินได้ง่ายขึ้นผ่านการเปิดเผยข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาล (Corporate Governance)
- กลุ่มโทรคมนาคม (Telecom Sector) เป็นอุตสาหกรรมเด่นในลาวที่มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะการเติบโตสูงของปริมาณการใช้งานข้อมูล (Data)
- กลุ่มประกันภัย (Insurance Sector) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการระดมทุนของภาคธุรกิจในลาว นายเสียวสะหวาดยอมรับว่าปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงคุ้นเคยและเลือกใช้บริการสินเชื่อผ่านภาคธนาคาร (Banking Sector) เป็นหลัก เนื่องจากมองว่ามีกระบวนการที่ง่ายและเงื่อนไขไม่ซับซ้อน ต่างจากการเข้าสู่ตลาดทุนที่มีเกณฑ์การกำกับดูแลที่เข้มงวด ทั้งการต้องจัดทำบัญชีและตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี การเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการเป็นรายไตรมาส และการรักษาเกณฑ์บรรษัทภิบาลที่โปร่งใส ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนยังมองว่าเป็นภาระและเป็นต้นทุนในการบริหารธุรกิจ
นอกเหนือจากตลาดตราสารทุนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ลาวยังประสบความสำเร็จในการส่งเสริมตลาดตราสารหนี้ โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการทำตลาด Green Bond (หุ้นกู้สีเขียว) มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทเอกชนผู้ให้บริการสถานีชาร์จและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายแรกอย่าง “LOCA” ซึ่งได้รับใบรับรองมาตรฐานกรีนจากหน่วยงานสากลในต่างประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้บริษัท สุวรรณี โฮมเซ็นเตอร์ ได้เคยออกหุ้นกู้มูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ขณะที่บริษัท มะหะทุน เช่าสินเชื่อ มหาชน ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่เข้าไปดำเนินธุรกิจบริการสินเชื่อและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในสปป.ลาวก็แสดงความสนใจที่จะออกหุ้นกู้สกุลเงินกีบที่อัตราดอกเบี้ยสูงราว 11-12% เช่นกัน
นายเสียวสะหวาดกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ลาวได้เร่งสร้างความเข้าใจและพยายามร่วมหารือกับภาคธนาคาร เพื่อเสนอทางเลือกการระดมทุนรูปแบบใหม่ให้แก่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินกู้จำนวนมากเกินขีดความสามารถของแบงก์ โดยเสนอให้เปลี่ยนมาใช้การออกผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ หรือ หุ้นกู้ (Corporate Bond) ควบคู่ไปกับโครงการกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะช่วยลดภาระความเสี่ยงของแบงก์แล้ว ยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลที่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นด้วย


