จณิน วัฒนปฤดา
โลกวันนี้อาจไม่ได้ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญปัญหาความเหนื่อยล้าของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ
เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยทำงาน มีระบบที่ทำให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่า ทำงานหนักขึ้น แต่มีความหมายน้อยลง เชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่โดดเดี่ยวมากขึ้น
หลายครั้ง เราพูดถึง “ความยั่งยืน” ในวันที่คนทำงานยังไม่สามารถหยุดพักได้โดยไม่รู้สึกผิด
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “องค์กรจะเติบโตอย่างไร” แต่คือ “มนุษย์จะยังเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้หรือไม่”
เมื่อ “การเติบโต” ไม่ได้แปลว่า “มนุษย์กำลังเติบโต”
รายงาน The Case for Human Sustainability ของ Deloitte Insights ปี 2024 ระบุว่า องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญ “วิกฤติสุขภาวะของมนุษย์” (Human Sustainability Crisis) และมีพนักงานเพียง 43% เท่านั้น ที่รู้สึกว่าองค์กรทำให้ชีวิตของตน “ดีขึ้น” หลังเข้ามาทำงาน
ขณะเดียวกัน ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ก็กำลังกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของคนทำงานจำนวนมากทั่วโลก
ในพื้นที่ออนไลน์อย่าง Reddit มีคนทำงานจำนวนมากสะท้อนความรู้สึกคล้ายกันว่า พวกเขาไม่ได้ “ขี้เกียจ” แต่กำลัง “หมดแรง” จากระบบการทำงานที่ไม่เคยหยุดพัก
เสียงเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่แท้จริงแล้วกำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของโลกการทำงานยุคใหม่
ในโลกที่เอไอกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ขณะที่สังคมเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนผ่านของแรงงาน ประเด็นเรื่อง “คน” จึงกำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของความยั่งยืน
งานวิจัยไทยกำลังสะท้อนสิ่งเดียวกัน
งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2568 เรื่อง “ภาวะหมดไฟ พื้นที่ชีวิตการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมไทย” พบว่า ภาวะหมดไฟมีความสัมพันธ์กับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน รวมถึงความรู้สึกไม่สอดคล้องระหว่าง “คุณค่าของคน” กับ “ระบบการทำงาน”
ขณะที่งานสำรวจระดับประเทศของมหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง “ภาวะหมดไฟของจิตแพทย์ไทย” พบว่า การทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับภาวะหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ “ความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน” และ “ระบบสนับสนุนทางใจ” กลับช่วยลดภาวะหมดไฟได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายงานวิจัยเริ่มชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “คนอ่อนแอ” แต่ระบบจำนวนมากกำลังถูกออกแบบโดยละเลยความเป็นมนุษย์
“คน” กลายเป็นหัวใจของความยั่งยืน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกธุรกิจให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ประสิทธิผล (Efficiency) และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
แต่วันนี้ หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า ต่อให้ระบบมีประสิทธิภาพเพียงใด หากผู้คนข้างในหมดแรง ระบบนั้นก็ไม่อาจยั่งยืนได้จริง
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) อธิบายว่า “สุขภาวะ” (Well-being) ในโลกการทำงาน ไม่ได้หมายถึงเพียงสุขภาพกายหรือความพึงพอใจในการทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ สุขภาวะทางจิตใจ และความหมายของชีวิตมนุษย์ด้วย
ในเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ประเด็นเรื่อง “การทำงานที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” (Human-Centred Workplaces) และคุณภาพชีวิตของแรงงาน ถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรายงาน Future of Jobs Report 2025 ซึ่งชี้ว่า ทักษะด้านมนุษย์ ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และสุขภาวะของแรงงาน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของโลกการทำงานยุคใหม่
ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization: ILO) ก็สะท้อนผ่านรายงาน World Employment and Social Outlook 2025 และแนวคิด “งานที่มีคุณค่า” (Decent Work) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่อาจแยกออกจากศักดิ์ศรี คุณภาพชีวิต และสุขภาวะของมนุษย์ได้
ขณะเดียวกัน รายงาน State of the Global Workplace 2025 ของ Gallup ยังพบว่า คนทำงานจำนวนมากทั่วโลกกำลังเผชิญความเครียด ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และการขาดความผูกพันกับองค์กร แม้ในองค์กรที่มีผลประกอบการเติบโต
ข้อมูลเหล่านี้กำลังชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงรายได้หรือความสำเร็จทางอาชีพ แต่ต้องการพื้นที่ที่ยังทำให้รู้สึกว่า “ตัวเองยังมีคุณค่า”
สุขภาวะที่ลึกกว่า “ความสุข”
ในประเทศไทย แนวคิดเรื่อง “สุขภาวะทางปัญญา” (Spiritual Well-being) ได้รับการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน
แนวคิดนี้มองว่า “สุขภาวะ” ไม่ได้หมายถึงเพียงสุขภาพกาย แต่ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา
“สุขภาวะทางปัญญา” จึงหมายถึงความสามารถของมนุษย์ในการเข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าของชีวิต เชื่อมโยงกับผู้อื่นอย่างเอื้ออาทร และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างสมดุล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนเริ่มพยายามเชื่อมประเด็นเรื่อง “คน” เข้ากับความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งในมิติของการเข้าใจตนเอง การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และพื้นที่ปลอดภัยทางใจ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ความยั่งยืนของมนุษย์” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพจิตของคนทำงาน แต่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และศักยภาพการพัฒนาของประเทศ

เมื่อประเทศไทยเริ่มตั้งคำถามใหม่เรื่อง “คน”
ผลสำรวจสุขภาวะทางปัญญาของคนวัยทำงานกว่า 7,000 คน จาก 44 องค์กร ในปี 2569 โดย Happy Growth สะท้อนว่าคนทำงานจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญความเหนื่อยล้าภายใน ความเครียดสะสมความรู้สึกขาดความหมาย และความสัมพันธ์ที่เปราะบางมากขึ้น
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้คนโหยหา อาจไม่ใช่เพียงเงินเดือนหรือความก้าวหน้า แต่คือพื้นที่ปลอดภัยทางใจ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และชีวิตที่ไม่หลุดหายจากตัวเอง
เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในหลายภาคส่วน ทั้งองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางใจ พื้นที่เรียนรู้ที่ชวนผู้คนกลับมาเข้าใจตนเอง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เริ่มตั้งคำถามกับความสำเร็จในความหมายเดิม
และบางที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่ในสังคมไทย ว่าเราจะออกแบบการเติบโตที่ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลังได้อย่างไร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “คน” คือหัวใจของทุกอย่าง
เราอาจสร้างองค์กรที่เติบโตได้ สร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ และสร้างเมืองที่ทันสมัยได้
แต่หากผู้คนข้างในยังหมดแรง โดดเดี่ยว และหลงทางจากคุณค่าของชีวิต ความยั่งยืนนั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา
องค์กรยุคใหม่อาจไม่สามารถวัดความสำเร็จจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนยังสามารถเติบโต ทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว การลงทุนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนใน “มนุษย์” ทั้งในมิติของศักยภาพ สุขภาวะ และความหมายของชีวิต
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้เร็วเพียงใด แต่คือสังคมจะออกแบบการเติบโตที่มนุษย์ยังสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และเติบโตได้อย่างมีคุณภาพอย่างไร



