ไทยเจ้าภาพ GRC 2026 เวทีระดับโลก ผนึกองค์กรทุนวิจัยกว่า 70 ประเทศ ดัน “Open Science” รับโจทย์โลกเปลี่ยน ขับเคลื่อนชุมชนยั่งยืน

การประชุมประจำปีครั้งที่ 14 ของสภาวิจัยโลก

ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีครั้งที่ 14 ของสภาวิจัยโลก (Global Research Council หรือ GRC Annual Meeting 2026) โดยเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Thailand RISE Fund หรือ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) ประเทศแคนาดา ต้อนรับผู้นำองค์กรผู้ให้ทุนวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และเอกอัครราชทูตจาก 7 ประเทศเข้าร่วม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก

กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์โลกเป็นครั้งแรก เมื่อ Global Research Council เลือกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี 2026 ท่ามกลางผู้นำองค์กรทุนวิจัยจาก 70 ประเทศ พร้อมเดินหน้าเปิดองค์ความรู้ให้ทุกคนเข้าถึงได้เพื่อแก้ปัญหาโลกร่วมกัน

“Open Science” กุญแจเร่งความสำเร็จการวิจัยระดับโลก

14th Global Research Council Annual Meeting 2026 เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม พร้อมกับมีผู้แทนองค์กรบริหารทุนวิจัย หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนคณะผู้แทนทางการทูตจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ

ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งหยิบยกประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยมานานกว่า 17 ปี รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่า บทบาทใหม่นี้ทำให้สามารถนำข้อสรุปและแนวคิดจากการประชุม GRC ในครั้งนี้ ไปผลักดันให้เกิดการลงมือทำจริงในระดับนโยบายของประเทศ (National Policy) ได้ทันที

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม GRC 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางระบบวิจัยโลก และเรียนรู้แนวทางการให้ทุนวิจัยจากประเทศชั้นนำ เพื่อนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาระบบการให้ทุนวิจัยของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้การพัฒนาและใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI ต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ จริยธรรม และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและชุมชน โดยมองว่าผู้กำหนดนโยบายต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ผ่านการกำหนดนโยบายที่เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ผู้ขับเคลื่อนระบบวิจัยต้องมองภาพต่อไปว่า หลังจากงานวิจัยเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคสังคม และระดับชุมชน

ในประเด็นหลักเรื่อง วิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า องค์กรผู้ให้ทุนวิจัยทั่วโลกมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านโลกใบนี้ เนื่องจากนักวิจัยมักจะพัฒนาโจทย์วิจัยตามทิศทางที่ผู้ให้ทุนกำหนด ดังนั้น การที่ผู้ให้ทุนมีความเข้าใจระบบนิเวศและห่วงโซ่การวิจัย ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

“Open Science จะช่วยเร่งความสำเร็จให้เร็วขึ้น ผ่านการแชร์เครื่องมือ อุปกรณ์ และฐานข้อมูลร่วมกัน (Data & Facility Sharing) ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการแย่งชิงทรัพยากร รวมถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นโยบายที่ดีจึงไม่ใช่การไปจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือการควบคุมและกำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องและสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของสังคมชุมชน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เสนอโมเดลการระดมทุนวิจัยในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับ “โมเดลโรงพยาบาล” ที่มักได้รับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเพราะสร้างประโยชน์และช่วยชีวิตคน เช่นเดียวกัน หากองค์กรผู้ให้ทุนวิจัยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อมวลมนุษยชาติ (Impact to Humanity) ก็จะได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนทุนวิจัยทั้งในระดับประเทศและระดับสากลเพิ่มมากขึ้น

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.กล่าวถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ GRC ในครั้งนี้ว่า ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่โลกจะได้เห็นศักยภาพของนักวิจัยและผลงานวิจัยของไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งความร่วมมือที่จับต้องได้

“การที่ สกสว. ใช้ความพยายามเตรียมงานมาอย่างเข้มข้นตลอด 1 ปี จนได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ ทำให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย และกลุ่ม Tech Startup ของไทย ได้รับประโยชน์โดยตรง การจัดประชุมภายใต้แนวคิด Open Science และการวิจัยเพื่อชุมชน (Research for Sustainable Communities) จะช่วยทลายข้อจำกัดด้านเครื่องไม้เครื่องมือและฐานคิดของไทยให้เข้ากับระดับสากล ช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยสามารถเข้าถึงและคว้าทุนวิจัยก้อนใหญ่จากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะทุนวิจัยระดับภูมิภาคอย่างสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีงบประมาณสูงมาก” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ทั้งนี้ การสร้างระบบวิจัยที่เข้มแข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เอื้อต่อความร่วมมือ และเปิดพื้นที่ให้คนจากหลากหลายสาขาได้ทำงานร่วมกัน เพราะความหลากหลายทางความคิดจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ โดย Open Science จะเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ การแบ่งปันข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรด้านวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมกันแก้ปัญหาระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยในระดับนานาชาติ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการกลุ่ม Tech Startup ของไทย สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายวิจัยและแหล่งทุนระดับโลกได้มากขึ้น

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การวิจัยในปัจจุบันควรมุ่งตอบโจทย์วาระแห่งชาติและปัญหาระดับนานาชาติ ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ ไม่แยกขาดระหว่างสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ แต่ต้องมองโจทย์ปัญหาในภาพรวม เพื่อให้เกิดทางออกที่นำไปใช้ได้จริงและยั่งยืน จากปัญหาสำคัญ ในเรื่อง ฝุ่น PM 2.5  ที่เป็นปัญหาระดับนานาชาติ ซึ่งต้องอาศัยทั้งงานวิจัยเชิงเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหา และงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนควบคู่กันไป โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ และเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“มนุษย์ไม่อาจอยู่รอดได้หากมีทางเลือกเพียงทางเดียว Open Science จึงเป็นคำตอบ เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน นักวิจัยสามารถหันหาผู้เชี่ยวชาญข้ามพรมแดนเพื่อลงมือทำและส่งมอบผลงานได้ทันที” ดร.ยศชนันกล่าว

“ผมมีความเชื่อมั่นว่าการประชุม GRC 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของโลก เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ แต่เราร่วมกันกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ถูกใช้เพื่อมนุษย์และสังคมได้ ” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว.

สกสว. ชูวิสัยทัศน์ “Open Science” และ “งานวิจัยเพื่อชุมชน” ชนะใจเวทีโลก

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ ววน. ที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ววน. ในการรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

ศ.ดร.สมปอง เปิดเผยว่า การประชุม GRC ครั้งที่ 14 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง GRC ที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศการวิจัย (Research Ecosystem) และระบบบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ของไทยมีมาตรฐานสูงและได้รับความเชื่อใจในระดับสากล

“การที่ประเทศไทยและกองทุน ววน. ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาคมวิจัยนานาชาติที่มีต่อบทบาทของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้าน ววน. ในระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวทางจากนานาประเทศ” ศ.ดร.สมปองกล่าว

ศ. ดร.สมปอง กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ ววน. ที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เข้าถึง แบ่งปัน และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ร่วมกันในการแก้ปัญหาสังคมไทยและสังคมโลก รวมไปถึงรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

“หัวข้อหลักในการประชุมปีนี้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และ การวิจัยเพื่อชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน (Research for Sustainable Communities)ป็นประเด็นที่มาจากบทบาทในฐานะกรรมการบริหาร GRC ของ สกสว.ตัวแทนจากประเทศไทย ที่นำเสนอโจทย์วิจัยที่เป็นปัญหาร่วมของโลกได้โดยตรง ได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากสมาชิกทั่วโลกอย่างเป็นเอกฉันท์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นวาระของทั้งภูมิภาค ฝุ่นสามารถลอยข้ามพรมแดนมาได้แม้ว่าไทยจะไม่ได้เผาก็ตาม การมี พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่เพิ่งผ่านบังคับใช้จึงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับเทคโนโลยีจากทั่วโลกในการแก้ไขอย่างยั่งยืน” ศ. ดร.สมปอง กล่าว

“การประชุม GRC จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิด นโยบายร่วม (Co-Policy) การร่วมทุนวิจัย (Co-Funding) และการทำวิจัยร่วมกัน (Co-Research) เพื่อนำเอาคนเก่ง เครื่องมือ และวิทยาการระดับสูงของแต่ละประเทศมาทำงานร่วมกันและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ร่วมกัน” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนกลไกการออกทุนร่วมกัน (Joint Fund ) จะช่วยให้นักวิจัยไทยสามารถดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันได้ โดยปัจจุบัน สกสว. จัดสรรงบประมาณกองทุนวิจัยของไทย ราว 20,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ลงไปในยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาร่วมระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงทางการแพทย์

ดันงานวิจัยไทย-PM2.5 สู่เวทีนานาชาติ

นอกเหนือจากการประชุมเชิงนโยบายอย่างเข้มข้นแล้ว ศ. ดร.สมปอง กล่าวว่า ประเทศไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ในการจัดแสดงนิทรรศการและโชว์เคสงานวิจัยเด่นที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) เข้ากับวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับสู่สากล อาทิ

  • การจัดการและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการวิจัยสิ่งแวดล้อม
  • การยกระดับอาหารไทยด้วยวิทยาศาสตร์ โดยการนำวัตถุดิบ GI ที่โดดเด่น เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจากฉะเชิงเทรา มารังสรรค์เป็นเมนูสุขภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
  • ผ้าไหมและผ้าทอไทย ที่ใช้นวัตกรรมและการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้า Wellness และสมุนไพรไทย เช่น ลูกประคบและสปา

ที่สำคัญ การจัดการประชุมในครั้งนี้ ประเทศไทยยังได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการจัดงานในรูปแบบ Green Meeting ที่มุ่งเน้นการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อแสดงจุดยืนในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศโลกอย่างแท้จริง

การประชุมประจำปี GRC ครั้งที่ 14 นี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการประกาศความพร้อมด้านการวิจัยของประเทศไทย แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเปลี่ยน “งานวิจัยบนหิ้ง” ให้กลายเป็นนโยบายและนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่มนุษยชาติต่อไป

ศ. ดร. อเลฮานโดร อาเดม ประธาน Governing Board ของ GRC และประธาน NSERC แคนาดา

ประธาน GRC ชู วิทยาศาสตร์ สะพานเชื่อมโลกข้ามวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

ศ. ดร. อเลฮานโดร อาเดม (Prof. Dr. Alejandro Adem) ประธาน Governing Board ของ Global Research Council และประธาน NSERC แคนาดา กล่าวว่า องค์กรบริหารทุนวิจัยและความร่วมมือพหุภาคีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน ววน. เพื่อประโยชน์ของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา GRC ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการหารือระดับโลกในประเด็น Open Science และการวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืนรวมถึงการจัดกิจกรรมคู่ขนานและเวทีแลกเปลี่ยนในหลากหลายประเด็นสำคัญ อาทิ วัฒนธรรมองค์ความรู้ ระบบ Diamond Open Access การปฏิรูประบบประเมินงานวิจัย ความร่วมมือพหุภาคี การพัฒนาระบบนิเวศ Open Science ที่ครอบคลุมและเท่าเทียม ตลอดจนประเด็นความหลากหลาย ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม

ศ. ดร. อาเดม กล่าวย้ำว่า GRC เป็นแพลตฟอร์มทางวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากการเมือง มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและการเรียนรู้ร่วมกัน

“วิทยาศาสตร์คือรากฐานที่รวมเราเป็นหนึ่งเดียว เป็นจุดร่วมที่ทำให้การเจรจาสามารถดำเนินต่อไปได้แม้ท่ามกลางความแตกต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ การประชุมในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิจารณาบทบาทของพวกเราทุกคน ในการสร้างอนาคตที่ตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจ และความร่วมมือที่มีความหมาย” ศ. ดร. อาเดม กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุมจะมีการรับรองแถลงการณ์หลักการสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่:

  1. Statement of Principles on Open Science (แถลงการณ์หลักการว่าด้วยวิทยาศาสตร์แบบเปิด)
  2. Statement of Principles on Research for Sustainable Communities (แถลงการณ์หลักการว่าด้วยการวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน)

นางสาวปิง กิตนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย

แคนาดาจับมือไทยเปิดประตูทุนวิจัยนานาชาติ พร้อมขยายโอกาสนักศึกษาไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก

ด้าน นางสาวปิง กิตนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและแคนาดาในการขับเคลื่อน ววน. โลก รวมถึงเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยแคนาดาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัยระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว

ทั้งนี้ ตลอดการประชุมผู้แทนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ รวมถึงเป็นก้าวสำคัญในการรองเอกสาร Statement of Principles on Open Science และ Statement of Principles on Research for Sustainable Communities ซึ่งสะท้อนคุณค่าและวิสัยทัศน์ร่วมกันขององค์กรบริหารทุนวิจัยทั่วโลก พร้อมทั้งเป็น จุดเชื่อมสำหรับประชาคมผู้ให้ทุนวิจัยนานาชาติร่วมกันขับเคลื่อนระบบ ววน. ที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระยะยาว โดยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม GRC 2026 ได้ช่วยเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้าน ววน. ระดับโลก พร้อมทั้งแสดงให้เห็นศักยภาพของระบบ ววน. ไทยในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมสู่สายตานานาประเทศ

สำหรับความร่วมมือระหว่างไทยกับแคนาดาด้านการวิจัยและนวัตกรรม เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองประเทศฉลองครบรอบ 65 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้

“ในช่วงปี 2565 ถึง 2567 งานวิจัยของแคนาดามากกว่าครึ่งหนึ่งมีนักวิจัยจากต่างประเทศร่วมเขียน ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นได้เมื่อเราทำงานร่วมกัน” นางสาวปิง กล่าว พร้อมระบุว่าในส่วนของความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา มีสัดส่วนการตีพิมพ์งานวิจัยร่วมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

สาขาที่ความร่วมมือเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้แก่ การแพทย์ ชีวเคมี การเกษตร วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งล้วนเป็นสาขาสำคัญสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน และงานวิจัยร่วมเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มปริมาณ แต่ยังได้รับการอ้างอิงสูงมาก สะท้อนถึงคุณภาพและความเกี่ยวข้องกับปัญหาจริง

ด้านการพัฒนาบุคลากร นางสาวปิง กล่าวว่าโครงการทุน Canada ASEAN Scholarship and Educational Exchange for Development Program มีนักศึกษาไทยได้รับประโยชน์ไปแล้วมากกว่า 200 คน นอกจากนี้ยังมีข้อตกลง MOU ระหว่าง MITEX กับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยสูงถึง 100 คนฝึกงานวิจัยในมหาวิทยาลัยของแคนาดาภายใน 5 ปีข้างหน้า

เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ยังระบุว่าแคนาดามองเห็นโอกาสมหาศาลในการทำงานร่วมกับไทยและประเทศอื่นๆ ในเรื่องพลังงานสีเขียว ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของ GRC ปีนี้