จากเปียโนของ Keane ถึงรอยจารึกของกาลเวลา

Hesse004

ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/keane/photos


…ในวันที่วัย 50 สอนให้เรารู้ว่า “การเปลี่ยนแปลง” คือนิรันดร์

บางเพลงไม่ได้แก่ไปพร้อมกับเรา

แต่มันค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจาก “เพลงที่เราเคยฟัง” มาเป็น “กระจกบานหนึ่ง” ที่สะท้อนชีวิตของเราในวันที่เวลาผ่านไปไกลเกินกว่าจะย้อนกลับ

สำหรับผม เพลงของ Keane เป็นเช่นนั้น เสียงเปียโนที่เคยฟังในวัยหนุ่ม ตอนนั้นมันอาจเป็นเพียงซาวด์บริตป๊อปที่กังวานใส เศร้านิด ๆ หม่นหน่อย ๆ แต่ยังเต็มไปด้วยพลังของคนที่กำลังวิ่งตามชีวิต แต่เมื่อมาถึงวัย 50 เสียงเปียโนเดียวกันกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ใช่เสียงของเพลง แต่มันคือเสียงของกาลเวลา

เสียงที่ค่อย ๆ เคาะเบา ๆ ลงบนความทรงจำ เหมือนใครบางคนเปิดสมุดบันทึกเล่มเก่า แล้วชี้ให้เราดูว่า ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นใคร เคยอยากเป็นอะไร เคยกลัวอะไร และเคยวิ่งตามสิ่งใดด้วยหัวใจที่ยังไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย

ในวัยหนึ่ง เราฟัง Everybody’s Changing ด้วยความรู้สึกเหมือนโลกกำลังทิ้งเราไว้ข้างหลัง

…ผู้คนรอบตัวเปลี่ยนไปเร็วเหลือเกิน

บางคนก้าวหน้า บางคนหายไป บางคนกลายเป็นคนแปลกหน้า ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทกันมาก บางคนมีเส้นทางชีวิตที่ดูเหมือนเดินนำหน้าเราไปหลายก้าว

ส่วนเราเองก็พยายามขยับตัวอยู่ตลอดเวลา พยายามตามให้ทัน พยายามไม่ตกขบวน พยายามพิสูจน์ว่าเรายังอยู่ในเกมของชีวิต เกมของงาน เกมของสถานะ เกมของชื่อเสียง เกมของการยอมรับ

…ในวัยสามสิบต้น ๆ เราอาจเข้าใจความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นภัยคุกคาม

ถ้าเพื่อนเปลี่ยน แปลว่า เรากำลังถูกทิ้ง ถ้าที่ทำงานเปลี่ยน แปลว่า เรากำลังไม่มั่นคง ถ้าความฝันเปลี่ยน แปลว่า เรากำลังล้มเหลว

แต่เมื่อเดินทางมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 50 ผมเริ่มเข้าใจเพลงนี้ใหม่ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้พรากตัวตนของเราไปทั้งหมด บางครั้งมันเพียงทำหน้าที่เหมือนตะแกรงของกาลเวลา ค่อย ๆ ร่อนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต บางความสัมพันธ์จางลงบางความทะเยอทะยานเบาบางลง บางตำแหน่งที่เคยคิดว่าสำคัญมาก วันหนึ่งก็กลายเป็นเพียงชื่อเรียกชั่วคราว

แม้แต่ร่างกายที่เคยเชื่อฟังเรา ก็เริ่มส่งสัญญาณเล็ก ๆ ให้เราหันกลับมาดูแลมันอย่างจริงจัง

ถึงตรงนี้ ผมจึงเริ่มเข้าใจว่า ทุกคนเปลี่ยนไปจริง ๆ และเราเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่การสูญเสียเสมอไป

บางครั้งมันคือการชำระล้าง

บางครั้งมันคือการคัดกรอง

บางครั้งมันคือการพาเรากลับไปพบ “แก่น” ที่เราเคยละเลย

เมื่อก่อนเราอาจถามว่า ทำอย่างไรจึงจะตามโลกให้ทัน แต่ในวัย 50 คำถามเปลี่ยนไป เราถามตัวเองมากขึ้นว่า ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วเช่นนี้ เราจะวางใจไว้ตรงไหนได้บ้าง

คำตอบหนึ่งของผมซ่อนอยู่ในเพลง Somewhere Only We Know เพลงนี้ในวัยหนุ่มอาจฟังเหมือนบทเพลงของความรัก ความคิดถึง หรือสถานที่ลับของใครบางคน

แต่ในวัย 50 “สถานที่ที่มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้” ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่จริงบนแผนที่ มันอาจเป็นโรงเรียนเก่าในความทรงจำถนนสายหนึ่งที่เราเคยเดินกลับบ้าน โต๊ะทำงานตัวเดิมที่เราเคยใช้เขียนสิ่งสำคัญ หนังสือบางเล่มที่เคยเปลี่ยนวิธีคิดของเราเสียงหัวเราะของลูกในวันที่บ้านยังวุ่นวายแต่งดงาม หรือแม้แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ หลังตื่นเช้า ที่เรายังมีโอกาสหายใจอย่างสงบ และบอกกับตัวเองว่า วันนี้เรายังเริ่มต้นใหม่ได้

สำหรับผม “Somewhere Only We Know” ไม่ใช่สถานที่ภายนอก แต่มันคือพื้นที่ภายใน เป็นห้องเล็ก ๆ ในใจที่เราเก็บสิ่งสำคัญที่สุดไว้

ไม่ใช่ถ้วยรางวัล

ไม่ใช่ตำแหน่ง

ไม่ใช่เสียงปรบมือ

แต่คือความทรงจำที่ยืนยันว่า ชีวิตของเราเคยมีความหมายในแบบของมัน เมื่ออายุมากขึ้น เราเริ่มเข้าใจว่า คนเราต้องมีที่พักใจ ไม่ใช่เพื่อหนีโลก แต่เพื่อกลับมาตั้งหลักก่อนออกไปเผชิญโลกอีกครั้ง

ในวัยทำงาน เราอาจเคยเชื่อว่าความสำเร็จคือการไปให้สูงที่สุด แต่ในวัย 50 ผมเริ่มเชื่อว่า ความสำเร็จที่ลึกกว่านั้นคือการมีที่แห่งหนึ่งในใจให้กลับไปได้เสมอ ที่ที่เราไม่ต้องแสดงบทบาทใด ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร ไม่ต้องแข่งขันกับอดีตของตนเอง เพียงแค่นั่งเงียบ ๆ แล้วรู้ว่า เราผ่านอะไรมามากพอสมควร และเรายังยืนอยู่ตรงนี้ได้

เพลงของ Keane จึงค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายตามวัยของผู้ฟัง

Everybody’s Changing สอนให้เรายอมรับว่าโลกจะไม่หยุดหมุนเพื่อเรา

ส่วน Somewhere Only We Know สอนให้เรามีพื้นที่สงบพอที่จะไม่ถูกโลกกลืนหายไปทั้งหมด

เพลงแรกทำให้เราเห็นความไม่เที่ยง เพลงที่สองทำให้เราเห็นที่พึ่งภายใน และบางที ชีวิตวัย 50 ก็อยู่ตรงกลางระหว่างสองเพลงนี้ ระหว่างการยอมรับว่าทุกสิ่งเปลี่ยนไป กับการค้นพบว่ายังมีบางสิ่งในใจที่เราสามารถกลับไปพึ่งพาได้ กาลเวลาอาจพรากความหนุ่มสาวไปจากเรา อาจทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไป แรงกายลดลง ความฝันบางอย่างซีดจาง ผู้คนบางคนจากไปไกล

แต่กาลเวลาก็มอบบางสิ่งกลับคืนมาเช่นกัน มันมอบสายตาที่นิ่งขึ้น มอบความเข้าใจที่ลึกขึ้น มอบความสามารถในการมองเห็นความงามในสิ่งธรรมดา และมอบปัญญาเล็ก ๆ ให้เรารู้ว่า ไม่ใช่ทุกสนามที่เราต้องลงแข่ง ไม่ใช่ทุกเสียงที่เราต้องตอบ และไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องกลัว

ถึงเพื่อนร่วมรุ่น และคนที่กำลังเดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน หากวันหนึ่งเราพบว่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพลงที่เคยฟังไม่ดังเท่าเดิม งานที่เคยสำคัญเริ่มมีคนใหม่เข้ามารับช่วง ร่างกายเริ่มขอให้เราช้าลง และหัวใจเริ่มถามคำถามที่ลึกกว่าเดิม อย่าเพิ่งคิดว่านั่นคือการถดถอย บางทีมันอาจเป็นเพียงอีกฤดูกาลหนึ่งของชีวิต

ฤดูกาลที่เราไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วที่สุด แต่ต้องเดินให้ถูกทางที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว …ชีวิตอาจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครไปถึงเส้นชัยก่อน แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เดินกลับบ้านในใจของเราเอง กลับไปยังสถานที่ที่มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ สถานที่ซึ่งเก็บเสียงเพลงเก่าไว้ เก็บรอยยิ้มของคนที่เรารักไว้ เก็บบาดแผลที่เราผ่านมาไว้ และเก็บความสงบเล็ก ๆ ที่บอกเราว่า…

เราเปลี่ยนไปแล้วก็จริง แต่เราไม่ได้หายไป เรายังอยู่ในจังหวะเปียโนที่นุ่มนวลขึ้น ช้าลง แต่มั่นคงกว่าเดิม