ถอดบทเรียนภาวะผู้นำของ ลอว์เรนซ์ หว่อง ท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ…จาก Covid-19 สู่ Energy Crunch

ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์

นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ที่มาภาพ : https://www.facebook.com/LawrenceWongST/

ในโลกยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นสถานะปกติ (New Normal) บททดสอบที่แท้จริงของผู้นำระดับประเทศมักไม่ได้อยู่ในยามสงบ แต่อยู่ที่ว่าพวกเขาสามารถประคองนาวาฝ่าคลื่นลมพายุแห่ง “วิกฤตการณ์” ไปได้อย่างไร

สิงคโปร์…ประเทศเกาะขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลับเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เราจะเห็น “DNA ของภาวะผู้นำ” ที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในยุคของทีมผู้นำรุ่นที่ 4 (4G) อย่างนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ที่พิสูจน์ฝีมือมาแล้วจากวิกฤติโควิด-19 และกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ นั่นคือ วิกฤติพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ผู้เขียนนั่งฟังสปีชล่าสุดของลอว์เรนซ์ หว่อง แล้วคิดว่ามีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่องที่สะท้อนวิธีคิดและวิธีการจัดการวิกฤติของสิงคโปร์ได้ดี

ผู้สนใจโปรดดูคลิปของ CNA

บทความนี้ขอพาทุกท่านไปถอดบทเรียนภาวะผู้นำของ ลอว์เรนซ์ หว่อง ว่าเขามีวิธีคิดและบริหารจัดการวิกฤติอย่างไร จึงสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้อย่างมั่นคง

  • ประการแรก…การสื่อสารในภาวะวิกฤติ (Crisis Communication) ที้โปร่งใส จริงใจ และให้ความหวัง

สิ่งหนึ่งที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้รับการถ่ายทอดมาจากอดีตนายกฯ ลี เซียน ลุง อย่างเต็มเปี่ยม คือ “ศิลปะแห่งการสื่อสารในภาวะวิกฤติ”

ในขณะที่ผู้นำหลายประเทศเลือกที่จะลดทอนความรุนแรงของปัญหาเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่สไตล์ของผู้นำสิงคโปร์คือการ “พูดความจริงที่เจ็บปวดอย่างมีวุฒิภาวะ” (Brutal Honesty with Empathy) ในวิกฤติโควิด-19 หว่องในฐานะประธานร่วมของคณะทำงานเฉพาะกิจฯ ออกมาแถลงสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา และในวิกฤติพลังงานล่าสุด เขาเลือกที่จะบอกประชาชนตรงๆ ว่าความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) กำลังใกล้เข้ามา และ “จุดที่เลวร้ายที่สุดอาจจะยังมาไม่ถึง”

แต่สิ่งที่ทำให้การสื่อสารนี้ไม่กลายเป็นการสร้างความตื่นตระหนก (Panic) แต่กลับเป็นการ “กางแผนที่” ให้ประชาชนเห็นเสมอว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ มีแผนสำรองอย่างไร และตอนจบของเรื่องนี้เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร ความสงบ นิ่ง และมีสติของผู้นำ คือสมอเรือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของสังคมในยามวิกฤติ

  • ประการที่สอง…การมองภาพรวมและวางแผนเชิงรุก (Strategic Foresight & Proactive Planning)

ผู้นำที่ดีย่อมไม่รอให้ไฟลามถึงหน้าบ้านแล้วค่อยหาน้ำมาดับ วิกฤติพลังงานล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึง “สายตาเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐบาลสิงคโปร์

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาแค่การพยุงราคาน้ำมันในประเทศ แต่พวกเขามองทะลุไปถึง “ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานระยะยาว”

[ภาพ]นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส (Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนาย ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสินค้าจำเป็น

หว่องได้สั่งการให้จัดตั้ง Homefront Crisis Ministerial Committee ทันที พร้อมกับขยับตัวในเวทีการทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy) เช่น เจรจากับออสเตรเลียเพื่อล็อกโควตา LNG และคุยกับนิวซีแลนด์เพื่อรักษาสายพานการผลิตอาหาร

นี่คือตัวอย่างของ Agile Government หรือรัฐบาลที่ปรับตัวไว ไม่ยึดติดกับซัพพลายเออร์เดิมๆ แต่พร้อมขยับตัวหาทางเลือกใหม่ (Alternative Sources) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้กับประเทศทันที

  • ประการที่สาม…การสร้างแนวร่วมจากทุกภาคส่วน (Fostering Social Cohesion)

บทเรียนสำคัญที่สุดที่สิงคโปร์เรียนรู้จากโควิด-19 คือ รัฐบาลเก่งแค่ไหนไม่สามารถแก้ปัญหาคนเดียวได้

ลอว์เรนซ์ หว่อง มักเน้นย้ำถึงคำว่า “Tripartite Partnership” หรือ ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง และ “National Resilience” (ความเข้มแข็งของชาติ)

ในแถลงการณ์เรื่องวิกฤติพลังงาน เขาไม่เพียงแต่บอกว่ารัฐบาลจะอุดหนุนค่าไฟ (U-Save rebates) อย่างไร แต่เขายังเรียกร้อง (Call to Action) ให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องช่วยกันประหยัดพลังงานด้วย

การทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของสมการในการแก้ปัญหา” ไม่ใช่แค่ผู้รอรับการช่วยเหลือนับเป็นกุศโลบายที่สร้างทั้งความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility) และความสามัคคี ซึ่งเป็นเกราะป้องกันทางสังคมที่แข็งแกร่งที่สุดของสิงคโปร์

  • ประการสุดท้าย…การทำงานเป็นทีมและพึ่งพาระบบ (Institutionalizing the Response)

ลอว์เรนซ์ หว่อง ไม่ได้ทำตัวเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” ที่โชว์เดี่ยวแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่เขาเลือกที่จะใช้ “ระบบ” และ “ทีมเวิร์ค”

ในวิกฤติโควิด เขาทำงานร่วมกับรัฐมนตรีหลายกระทรวงภายใต้ Multi-Ministry Taskforce และในวิกฤติล่าสุด เขาตั้งคณะกรรมการระดับรัฐมนตรี โดยดึงคนที่มีประสบการณ์สูงอย่าง เตียว ชี เฮียน (Teo Chee Hean) มาเป็นประธาน และมี กาน คิม หยง (Gan Kim Yong) เป็นที่ปรึกษา การจัดทีมแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำที่ฉลาด คือ ผู้นำที่รู้จักใช้คนเก่ง บริหารจัดการผ่านโครงสร้างที่ชัดเจน และสร้างกลไกที่ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน

กล่าวโดยสรุปแล้ว…จากโควิด-19 ถึงวิกฤติพลังงานโลก ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำในโลกยุค BANI (Brittle, Anxious, Non Linear, Incomprehensible) ไม่ได้ต้องการผู้นำที่สมบูรณ์แบบที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการผู้นำที่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง สื่อสารอย่างมีวุฒิภาวะ วางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ และสามารถร้อยรัดใจคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

วิกฤตการณ์อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเรื่อยๆ แต่หลักการบริหารจัดการที่เน้นความโปร่งใส ความพร้อมรับมือ และความร่วมมือของคนในชาติ คือ “สูตรสำเร็จ” ที่ทำให้สิงคโปร์สามารถยืนหยัดและเติบโตได้ ไม่ว่าคลื่นลมในเวทีโลกจะแปรปรวนรุนแรงเพียงใดก็ตาม