Hesse004
หากมองซาอุดีอาระเบียในระยะยาว เราพบว่าประเทศนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงแต่ในบางยุค ซาอุฯ เปลี่ยนอย่างเงียบงัน และในบางยุค ซาอุฯ เปลี่ยนอย่างที่ทั้งโลกมองเห็น
ครั้งหนึ่ง ซาอุดีอาระเบียในสายตาคนนอกมักถูกย่อให้เหลือเพียงไม่กี่ภาพจำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน มักกะฮ์ ราชวงศ์ ศาสนา หรือความอนุรักษนิยม แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาพนั้นเริ่มขยับออกจากกรอบเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้การขับเคลื่อนของ Saudi Vision 2030 ซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับบทบาทนำของ Crown Prince and Prime Minister Mohammed bin Salman (MBS) ผู้ผลักดันการปรับโครงสร้างประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ของชาติในเวทีโลก
สาระสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน แต่ยังรวมถึงความพยายามสร้าง “สังคมที่มีชีวิตชีวา” ผ่านวัฒนธรรม ความบันเทิง กีฬา การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระดับชาติอย่างเป็นทางการ
เพราะฉะนั้น หากจะเข้าใจซาอุฯ ยุคใหม่ เราอาจมองผ่านราคาน้ำมันอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป เราสามารถมองผ่าน “จอ” ด้วย จอภาพยนตร์ จอสตรีมมิงและจอที่รัฐหนึ่งใช้ฉายภาพตัวเองให้โลกดู
…นี่คือเหตุผลที่การเติบโตของ Saudi film น่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์
ซาอุดีอาระเบียกลับมาเปิดโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์อีกครั้งเมื่อปี 2018 หลังจากห่างหายไปหลายทศวรรษ และต่อมาได้จัดตั้ง Saudi Film Commission เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านบุคลากร การผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รุ่นใหม่
ปี 2018 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก เพราะซาอุฯ เคยเป็นรัฐที่ “ระมัดระวังภาพ” แต่วันนี้พวกเขากำลังค่อยๆ กลายเป็นรัฐที่ “เข้าใจพลังของภาพ” มากขึ้น …จากเดิมที่อำนาจของประเทศตั้งอยู่บนทรัพยากรพลังงาน ศาสนา และภูมิรัฐศาสตร์ วันนี้ซาอุฯ กำลังเพิ่มอำนาจอีกแบบหนึ่งเข้าไป นั่นคือ อำนาจของเรื่องเล่า (story telling)
ไม่ใช่เรื่องเล่าที่เขียนโดยสายตาคนนอก แต่เป็นเรื่องเล่าที่ซาอุฯ เริ่มเขียนด้วยตัวเอง
ในบริบทนี้ Alkhallat+: The Series จึงน่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ซีรีส์ดูเพลินบน Netflix แต่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ของพัฒนาการครั้งใหญ่
Netflix ระบุว่าซีรีส์นี้เป็น anthology comedy 4 ตอน ที่เคลื่อนจากทะเลทรายสู่เมือง ผ่านเรื่องราวของความทะเยอทะยาน ความปรารถนา และความวุ่นวายในชีวิตร่วมสมัย โดยมี Ali Kalthami และ Mohammed Algarawi เป็นผู้สร้าง
เสน่ห์ของ Alkhallat+ อยู่ตรงที่มันไม่ได้อธิบายซาอุฯ แบบตำรา ไม่ได้พูดกับผู้ชมด้วยภาษาราชการ และไม่ได้โฆษณาประเทศอย่างแข็งทื่อ …ตรงกันข้าม มันใช้ความตลกร้าย ความย้อนแย้ง และความเหนือจริงในชีวิตประจำวัน มาเผยให้เห็นซาอุฯ ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีชั้นเชิง
ตอนหนึ่งทำให้เราเห็นเรื่องผู้หญิงขับรถ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชาย Gen Z กับพ่อ Gen X ผู้เคร่งศาสนา และคำถามใหญ่ของสังคมว่า “ประเทศจะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่สูญเสียรากของตัวเอง”
อีกตอนหนึ่งพาเราไปเห็นทะเลทรายในฐานะเวทีของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง สะท้อนซาอุฯ ที่กำลังเปลี่ยนจากรัฐน้ำมันไปสู่รัฐแห่งประสบการณ์
อีกตอนหนึ่งแตะโลกของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ แต่เล่าผ่านสายตาที่ดูจะให้คุณค่ากับสมดุลและการประนีประนอม… และอีกตอนหนึ่งพากลับไปหารากลึกของโลกอาหรับ ผ่านกวี บทเพลง เรื่องเล่า และญิน
เมื่อรวมทั้ง 4 ตอนเข้าด้วยกัน Alkhallat+ จึงเหมือนกำลังบอกผู้ชมว่า ซาอุฯ ในวันนี้ไม่ได้มีเพียงน้ำมัน เมกะโปรเจกต์ หรือภาพจำทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีวัฒนธรรมร่วมสมัย มีอารมณ์ขัน มีคนรุ่นใหม่ มีความทรงจำ และมีความสามารถในการแปลงอดีตให้กลายเป็นพลังของปัจจุบัน
ถ้าจะสรุปแบบง่ายที่สุด ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนวิวัฒนาการของซาอุดีอาระเบียจาก
tradition ไปสู่ transition
จาก oil power ไปสู่ soft power
จากรัฐที่โลก “รู้จัก” ผ่านทรัพยากร
ไปสู่รัฐที่โลกเริ่ม “เข้าใจ” ผ่านวัฒนธรรม
ตรงนี้เองที่ทำให้ชื่อของ MBS มีนัยสำคัญในทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของซาอุฯ แต่เพราะยุคของเขาคือช่วงเวลาที่รัฐพยายามปรับทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างทางจินตนาการของชาติไปพร้อมกัน
ซาอุฯ ไม่ได้แค่สร้างเมืองใหม่หรืออุตสาหกรรมใหม่ แต่กำลังสร้างภาพใหม่ของชาติด้วย
เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่ทรงอิทธิพล อาจไม่ใช่เพียงประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด… แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเล่าเรื่องตัวเองได้ดีที่สุด



