ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์
โลกทัศน์แบบตะวันออกสอนให้เราเข้าใจถึงวัฏจักรของการเติบโต แตกดับ และการเปลี่ยนผ่าน
ระเบียบโลก (World Order) ที่ถูกจัดวางมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 กำลังเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรงที่สุด
เมื่อไม่นานมานี้ มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจาก Prof. Jiang Xueqin ที่นำกรอบคิดเรื่อง “ทฤษฎีเกม” (Game Theory) ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ มาอธิบายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลา 30 วันนับจากนี้คือ “หน้าต่างแห่งการตัดสินใจ” ที่อาจเปลี่ยนสมการโลกไปตลอดกาล
ความน่าสนใจของทฤษฎีเกมในสมรภูมินี้ คือ ลักษณะของ “สงครามอสมมาตร” (Asymmetric Warfare) ฝ่ายหนึ่งไม่ได้ต้องการชนะด้วยกำลังทหาร แต่ต้องการยืดเยื้อความขัดแย้งให้คู่แข่งเผชิญกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงจนรับไม่ไหว ผ่านการคุกคามจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 20% ของโลก
หากวิกฤตินี้ลุกลามและยืดเยื้อ แรงสั่นสะเทือนจะไม่หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่กระแทกเข้ากับโครงสร้างแห่งอนาคต 3 ด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ
หนึ่ง..สมดุลที่หายไปของ Energy Trilemma
โจทย์ท้าทายที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษนี้ คือการรักษาสมดุลของ “สามเหลี่ยมพลังงาน” (Energy Trilemma) ทว่าภัยสงครามจะบีบให้สมการนี้บิดเบี้ยวไปอย่างสิ้นเชิง
ผลของสงครามทำให้รัฐทั่วโลกคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงานต้องมาก่อน…เมื่อเส้นทางพลังงานถูกปิดกั้น โลกย่อมเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) ประเทศต่างๆ จะต้องหันกลับไปพึ่งพาฟอสซิล ถ่านหิน หรือพลังงานดั้งเดิมเพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้า
หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะสร้างภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและก่อให้เกิด “ความยากจนด้านพลังงาน” (Energy Poverty) ในหลายภูมิภาค
ท่ามกลางวิกฤตินี้ การผลักดันนโยบายหรือสมุดปกเขียว (Green Paper) เพื่อขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น นโยบายระยะยาวอาจถูกพับเก็บเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สอง…Climate Action ที่ถูกแช่แข็ง
สงคราม คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและตรงไปตรงมาที่สุด
การเคลื่อนกำลังพลและการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐาน ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลในระดับที่ข้อตกลงปารีสไม่ได้คำนวณเผื่อไว้
ด้วยเหตุนี้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในกองทุนกลุ่มความยั่งยืน (ESG) หรือโครงการลดโลกร้อน จะถูกชะลอหรือโยกย้ายไปสู่การใช้จ่ายด้านกลาโหมและการฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลและนักลงทุนเลือกกอดสภาพคล่องและลงทุนในสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ “ความมั่นคงทางกายภาพ” มากกว่า “ความยั่งยืนทางสภาพอากาศ”
ยิ่งไปกว่านั้น หากโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงกลั่นน้ำทะเล (Desalination Plants) ในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกโจมตี โลกจะไม่ได้เห็นแค่วิกฤติพลังงาน แต่จะลุกลามเป็นวิกฤติขาดแคลนน้ำจืดซึ่งเป็นหายนะทางนิเวศวิทยาโดยตรง
สาม…จุดสะดุดของคลื่นปัญญาประดิษฐ์ (The AI Wave Bottleneck)
ในรอบสามปีที่ผ่านมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่กำลังทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วอาจต้องสะดุดลงด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากร
วิกฤติต้นทุนประมวลผลเกิดจาก โมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องการกระแสไฟฟ้ามหาศาล หากต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น การฝึกฝน (Training) และการใช้งาน AI จะมีต้นทุนที่แพงจนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจไปต่อได้ยาก
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ถูกพยุงด้วยหุ้นเทคโนโลยี (Magnificent Seven) มีเม็ดเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกองทุนความมั่งคั่ง (Sovereign Wealth Funds) ของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หากรายได้จากเปโตรดอลลาร์หดหาย เงินทุนเหล่านี้จะถูกดึงกลับเพื่อรักษาเสถียรภาพในประเทศ นำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นเทคโนโลยี
ขณะที่ทรัพยากรและสมองกลที่เหลืออยู่ จะถูกเปลี่ยนทิศทางจากการพัฒนาเพื่อธุรกิจหรือการใช้ชีวิต ไปสู่เทคโนโลยีทางการทหาร (Weaponization of AI) เช่น โดรนไร้คนขับ หรือการวิเคราะห์ทางยุทธวิธี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาวะสงคราม
ในห้วงเวลาที่ความผันผวนถาโถมและเหตุการณ์ระดับมหภาคล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอย่างสิ้นเชิง…สิ่งสำคัญที่สุด คือ การตั้งรับด้วยความมีสติ การตระหนักรู้ถึงพลวัตที่กำลังเปลี่ยนไป และการเตรียมความพร้อมทั้งในระดับปัจเจกและระดับชาติ เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ในระเบียบโลกที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ผู้สนใจโปรดดู https://youtu.be/hLHdOAE2p2c?si=xL8pCqhCfLFMsKDF



