
กลางเดือนมกราคม 2569 วันนัดหมายที่สื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งติดต่อขอสัมภาษณ์พรรคเพื่อไทย โดยมีผู้ร่วมพูดคุยคือนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
แต่ด้วยบรรยากาศหาเสียงก่อนโค้งสุดท้าย นายจุลพันธ์ติดภารกิจ ทำให้เหลือ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้เชิญคณะทำงานอีก 3 คนมาร่วมพูดคุยด้วย รวมการสัมภาษณ์-พูดคุยครั้งนี้ทั้งหมด 4 คน ได้แก่ (1) นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, (2) พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ (ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ) (3) วรวงศ์ รามางกูร ส่วนคนที่ 4 ไม่ประสงค์เปิดเผยต่อสาธารณะ
‘นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช’ หรือ ‘หมอมิ้ง’ ในนามของพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามตั้งแต่วิธีคิดของพรรค นโยบายเลือกตั้งรอบนี้ขายอะไร ผลงานรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ ความเชื่อมั่น และเพื่อไทยในวันที่ ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ เป็นผู้นำ แตกต่างจาก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ และ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ อย่างไร

ภาพเศรษฐกิจ จีดีพีโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง รัฐลงทุนน้อย
นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยคือเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและไม่โตตามศักยภาพ ติดกับดักการเติบโต (The Growth Trap) โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีดีพีขยายตัวเพียง 2-3% (ปี 2558-2562 โตเฉลี่ย 3.4% และปี 2563-2568 โตเฉลี่ย 2.3%) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการก้าวข้ามจากประเทศรายได้ปานกลาง
โดยเฉพาะช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2564 – 2568 นับว่าการฟื้นตัวเปราะบาง แม้ตัวเลขโดยรวมจะดูเป็นบวก แต่การขยายตัวยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกและฐานที่ต่ำจากช่วงโควิด
ปี 2547 – 2551 โตเฉลี่ย 5% แล้วมันตกต่ำเรื่อยๆ จนช่วงโควิด 2562 – 2566 ลงไป 0.4% ช่วงที่ผ่านมาเราพยายามทำให้กลับมา 2.5% ถือเป็นความพยายามในช่วงหลังที่เจอปัญหาหลายเรื่อง รวมทั้งเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
ส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือนจากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า มาตรการที่ผ่านมาและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น อาจยังไม่เพียงพอให้ระดับหนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่าระดับที่ต้องเฝ้าระวัง
- ปี 2553 – 2558 อยู่ระดับ ‘เร่งตัวแรง’ กราฟหนี้ครัวเรือนพุ่งไปแตะ 81.2% ต่อจีดีพี หรือระดับยั่งยืนที่ 80% อ้างอิงจาก Bank for International Settlements (BIS) สินเชื่อโตเร็วจากน้ำท่วมใหญ่ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ปี 2559 – 2562 เข้าสู่สถานการณ์ “จบหนี้เดิม เริ่มก่อหนี้เพิ่ม” เศรษฐกิจและสินเชื่อโตต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนค่อนข้างคงที่ (หนี้ปี 2562 ที่ 79.9%)
- ปี 2563 – 2564 “โควิดซ้ำเติม” เศรษฐกิจหดตัว หนี้ส่วนบุคคลและเกษตรกรโตเร็ว นโยบายพักหนี้ทำให้ยอดหนี้ไม่ลด โดยอัตราหนี้ครัวเรือนสูงสุดในปี 2564 ที่ 90.1% ต่อจีดีพี
- ปี 2565 เป็นต้นมา รัฐบาลต้อง “มองไปข้างหน้า” เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ระดับหนี้กลับสู่จุดที่มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่ม
นพ.พรหมินทร์ กล่าวต่อว่า การลงทุนของไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก และจากสถิติพบว่าถ้ารัฐลงทุน 1 เท่า เอกชนจะตามมาลงทุนอีก 3 เท่า ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนให้ถูกที่ถูกทางเพื่อทำให้เกิดการลงทุน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ถนน สนามบิน ท่าเรือ การสื่อสาร โลจิสติกส์ ระบบน้ำ ฯลฯ
“ขณะนี้การลงทุนภาครัฐเหลือเงินน้อยมากเพราะรายจ่ายโตขึ้นตลอด แต่รายรับของรัฐบาลต่ำ ภาษีเก็บได้ไม่ตรงเป้า เราต้องจัดการให้ถูกที่เรื่องการลงทุน” นพ.พรหมินทร์ กล่าว
แต่ภาพแบบนี้ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจ พูด Macro เยอะๆ คนเข้าใจยาก พูดง่ายๆ หนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้น เพราะคนต้องดำรงชีวิต เมื่อไม่สามารถหารายได้ให้พอค่าใช้จ่าย ที่อยู่ได้เพราะไปกู้เพิ่ม หนี้ถึงโตเรื่อยๆ
ขณะที่ นายพงศ์ศรัณย์ เสริมว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง แต่การลงทุนต่ำและค่อนข้างนิ่ง สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังกินบุญเก่าและพึ่งพาการลงทุน 20 ปีที่แล้วจนเป็นผลพวงถึงปัจจุบัน
‘ขายฝัน’ 57 นโยบาย 2.43 แสนล้าน – เป้าจีดีพี 5%
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานว่า พรรคเพื่อไทยส่งนโยบายหาเสียงทั้งหมด 57 นโยบาย แบ่งเป็น นโยบายที่ใช้งบประมาณทั้งหมด 41 นโยบาย และไม่ใช้งบประมาณ 16 นโยบาย รวมใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2.43 แสนล้านบาท ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าให้จีดีพีเติบโตที่ 5% ต่อปี
ทั้งนี้ เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย แสดงนโยบายหลักทั้งหมด 8 นโยบาย ได้แก่
- สร้างเศรษฐีเงินล้าน: ออกรางวัลทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มเข้าระบบ งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี
- นโยบายคนไทยไร้จน: เติมเงินให้ประชาชนถึงเส้นความยากจน โดยใช้เกณฑ์ 36,000 บาทต่อปี
- ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%: กลุ่มข้าว มันสำปะหลัง ยางและข้าวโพด โดยประกันกำไรขั้นต่ำทันที 30% ในปีแรก
- บ้านเพื่อคนไทย: สร้างบ้านให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางและ first jobber โดยพัฒนาบนที่ดินของรัฐ ผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาทต่อเดือน ไม่มีเงินดาวน์
- Feeder รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท: สร้างระบบ Feeder และรถเมล์ติดแอร์ ควบคู่กับการยกเครื่องระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงได้กว่า 40%
- รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
- พักหนี้–คืนชีวิตเกษตรกร: พักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ)
- ล้างหนี้ประชาชน: ประชาชนที่มีหนี้เสียไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาท ค้างชำระเกิน 1 ปี จ่ายหนี้ 10% ของยอดหนี้เพื่อปิดหนี้มาตรการเฉพาะกิจครั้งเดียวเพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้
นายพงศ์ศรัณย์ กล่าวถึงการประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ว่า นโยบายเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเงื่อนไขแรกคือลงทะเบียน ทำให้รัฐบาลรู้ข้อมูลทั้งหมด เช่น พื้นที่ปลูก ดิน อีกทั้งรัฐมีคูปองเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยโดยใช้กลไกของ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ทำให้ได้ปุ๋ยสั่งตัดที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จ 50% จากนั้นรัฐบาลประกันกำไรให้ 30% เพื่อให้เกษตรกรกล้าลองเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือฟังอบรมมากขึ้น
“ถ้าประกันเฉยๆ แค่หว่านเมล็ดไป เกษตรไม่ต้องทำอะไรเลย แต่รอบนี้ต้องลงทะเบียน รวมถึงเงื่อนไขการไม่เผาด้วย ทำให้เรารู้ตั้งแต่ต้นทางว่าเขาจะปลูกข้าวพันธุ์อะไร โรงสีกำหนดราคา ไม่ได้แทรกแซงกลไกตลาด และยกอุตสาหกรรมเกษตรเป็นอุตสาหกรรมอาหาร คิดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำว่าจะไปขายใคร” นายพงศ์ศรัณย์ อธิบาย
นพ.พรหมินทร์ ยังกล่าวว่า…’ที่ผมพูดทั้งหมดต้องขายฝัน ถ้าไม่ฝันไม่มีอะไรสำเร็จ’
ผลงานรัฐบาล “เศรษฐา-แพทองธาร” ดึง FDI สร้าง Digital Government
นพ.พรหมินทร์ เล่าว่า “สมัยนายกฯ เศรษฐาและแพทองธาร เราเดินทางต่างประเทศแบบเซลล์แมน สร้างความมั่นใจให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสมัยใหม่ เช่น รถ EV, Data Center หรือเอไอ โดย BOI ปีที่ผ่านมา 1.3 ล้านล้าน ปิดปลายปีที่ 1.54 ล้านล้าน และเกี่ยวข้องกับอนาคตทั้งสิ้น”
นพ.พรหมินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยมองคือการล้างหนี้ครัวเรือนผ่าน 4 – 5 มาตรการ เช่น หนี้เกษตรกร หนี้คนชรา หรือหนี้ที่ไม่เกิน 100,000 บาทที่ธนาคาร write-off แล้ว ส่วนกลุ่มที่หนี้ดีก็ต้องให้รางวัลในลักษณะผ่อนดีมีคืน
นายพงศ์ศรัณย์ เสริมว่า ภาพเศรษฐกิจมหภาคทำให้พรรคเพื่อไทยทั้งในปัจจุบันและรัฐบาลที่ผ่านมาวางแผนได้ เริ่มที่การดึงการลงทุนและภาคท่องเที่ยวกลับมา เห็นได้ชัดจากรัฐบาลนายเศรษฐาที่เดินสายต่างประเทศ จนวันนี้ผลงานเริ่ม ‘ออกดอกออกผล’ ตัวอย่างเช่นเทศกาล Tomorrow Land 2026 ตลอดจนตัวเลขการลงทุนที่ 1.54 ล้านล้าน นับเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ทั้งนี้ตัวเลขคำขอจริงอยู่ที่ 30-40%
ผมเป็นคนไปเจรจา ก่อนหน้านี้ Google ตัดสินใจลง Data Center ที่มาเลเซีย พอเรารู้ข่าวก็บินไปคุยที่อเมริกาให้เขาลองพิจารณาเมืองไทย และพาเขาบินมาเจอและตัดสินใจนัดสุดท้ายว่าขอลง hyperscale ที่บ้านเรา แต่ยังมีส่วนที่ยังไม่เปิดตัว
“พอดึงดูดบริษัทใหญ่ๆ ได้ มันเหมือน Queen Bee เราได้นางพญามาแล้ว คนก็เลยตามมา อย่างค่ายจีนเราดึง ByteDance (บริษัทแม่ของ Tiktok) ได้ data center ระดับ 3 อาจไม่ถึง hyperscale แต่ทำให้อุตสาหกรรมบ้านเราตื่นตัว” นายพงศ์ศรัณย์ กล่าว
เมื่อถามว่า ทำไมที่ผ่านมา ประชาชนยังมองว่าเศรษฐกิจไทยดูเงียบๆ นพ.พรหมินทร์ ตอบทันทีว่า “ไม่ใช่เงียบ” แล้วอธิบายว่า “การส่งเสริมการลงทุนต้องรอ ขณะนี้มันไหลเข้ามาเรื่อยๆ และเราเอา ‘ตัวจริง’ เข้ามาตลอด เช่น Data Center หรือชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ เข้ามา 27 โรงงาน และมีทอป 20 ของโลกเข้ามาด้วย และรัฐบาลเราได้ผ่านร่างกฎหมายการอำนวยความสะดวก (Ease of Doing Business) และกฎหมายต่างๆ แต่บังเอิญยุบสภาเสียก่อน…นี่เป็นตัวอย่าง”
นพ.พรหมินทร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามผลักดันเรื่อง Digital Government เพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน โดยพยายามเอาระบบต่างๆ เข้ามาใช้ โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตต่างๆ ทางออนไลน์
“ตอนปลายรัฐบาลที่ผมอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผมพยายามเอาระบบ Traffy Fondue (ระบบแจ้งเรื่องร้องเรียนของกรุงเทพมหานคร) มาใช้ แต่ต้องทำความเข้าใจกับคนของสำนักนายกฯ พอสมควร เขามีระบบโทรศัพท์ 1111 พอผมจะเอา Traffy Fondue เข้ามา เขาก็ยังรับโทรศัพท์เป็นหลัก น่าเสียดายที่ผมหมดโอกาสทำงานก่อน นี่คือตัวอย่างสำคัญของการปรับบริการภาครัฐให้เป็น Digital Government” นพ.พรหมินทร์ อธิบาย
เพื่อไทยยุค ‘ยศชนัน’ – “เงินหมื่น-แลนบริดจ์-สถานบันเทิงฯ” ทำต่อหรือไม่
เมื่อถามว่า ‘อาจารย์เชน’ (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เป็นอย่างไร นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ดีมาก”
“เราทำให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่กลไกและเครื่องจักรสำคัญคือภาคเอกชน ตัวอย่างเช่น การเกษตร ถ้าต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เปลี่ยนภาคเกษตรให้เป็นอาหาร เอาวิทยาศาสตร์เข้าไปใช้ แปรรูปเกษตรให้เป็นยาหรือสมุนไพร…แต่วันนี้มันแยกกัน คนวิจัยก็ทำไป แต่ไม่สามารถเอาความรู้มาสร้างมูลค่าและเชื่อมกับการลงทุน นี่เป็นหน้าที่ของรัฐ และถ้าเราเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีที่อาจไม่ได้วิลิศมาหรา แต่เราเอามูลค่าจากงานวิจัยและจับมือดีมานด์ตลาด ภาคเอกชนจะลงทุนต่อเนื่องได้ดี” นพ.พรหมินทร์ กล่าว
แล้วพรรคเพื่อไทยที่มี ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ มีนโยบายที่แตกต่างจากนายกฯ เพื่อไทยที่ผ่านมาอย่างไร นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า
ครั้งที่แล้วเสียงเราไม่ใช่อันดับ 1 รัฐธรรมนูญและ สว. ก็บีบ เกิดปัญหาต่างๆ ทำให้ไม่เป็นเอกภาพ แต่รอบนี้ถ้าเรานำ ทิศทางต้องชัดเจน
แต่คนทั่วไปติดภาพพรรคเพื่อไทยทำนโยบายแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เกิดความไม่เชื่อมั่นว่าเข้ามาแล้วทำได้จริงหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ดิจิทัลวอลเล็ต (ไม่แจกเหมือนที่หาเสียง) แลนบริดจ์ หรือกระทั่งสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ประชาชน จะแก้ปัญหาคาใจประชาชนอย่างไร นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “อุปสรรคสำคัญที่ผ่านมาเน้นการออกกฎหมาย หรือบางพรรคเน้นออกกฎหมายเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนต้องการให้สะดวกและทันสมัยขึ้น ข้อจำกัดเรื่องกฎหมายที่ให้อำนาจและลดอำนาจฝ่ายการเมืองที่ยึดโยงกับฝ่ายประชาชนโดยตรง แต่ให้อำนาจฝ่ายข้าราชการประจำเยอะ…”
ผู้สื่อข่าวแทรกทันทีว่า “คุณหมอตอบไม่ตรงคำถาม” ทำให้ นพ.พรหมินทร์ ตอบใหม่ว่า “ตอบตรงๆ ด้วยระบบกฎหมายที่มีอยู่ตลอด 10 ปีตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร เราเน้นการออกกฎหมายมาก เนื่องจากสภานิติบัญญัติเน้นการออกกฎหมายที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชน ทั้งยังออกกฎหมายที่เห็นว่าทำให้ภาคการเมืองไม่ตรงไปตรงมา”
เมื่อผู้สื่อข่าวค่อยๆ ทวนและไล่ถามใหม่ทีละประเด็น โดยเริ่มที่ดิจิทัลวอลเล็ต นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ถ้ามีงบพอก็จัดการเดินต่อ เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เราถูกแบ่งหารครึ่งไปแล้ว ต้องดูเรื่องงบประมาณ โจทย์ตอนนั้นมี 2 อันคือเอาคนเข้าระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจ พอมันถูก break down ทำนู่นนี่ไม่ได้ เราก็ไม่อยากฝืน”
ดิจิทัลวอลเล็ต เราดูกฎหมายครบ การจัดเรื่องนี้คนมีอำนาจคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่เราเหยียบเข้าไป ยังไม่ทันเป็นรัฐบาล มีความเห็นกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ และเอากฎระเบียบต่างๆ มา เรื่องหนึ่งคือวินัยการเงินการคลัง ทำให้ความเห็นเป็นใหญ่ เรื่องนี้ยังไม่ทันขยับเลย สตง.ก็มีความเห็นมาก่อนแล้ว
ประเด็นแลนบริดจ์ นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า ยังอยู่ในแผนเหมือนเดิม ถ้าเป็นรัฐบาลจะทำต่อเพราะมีคนมาลงทุน และได้ศึกษาความเป็นไปได้เรียบร้อยแล้ว (Feasibility Study) ทั้งบริษัทเรือ ท่าเรือก็จะมาร่วมลงทุนแบบ PPP (Public-Private Partnership) ส่วนกฎหมายต่างๆ ค่อยประเมินในอนาคต
ส่วน Entertainment complex นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ถ้าเป็นไปได้ เราก็ยังทำ แต่ต้องฟังเสียงประชาชน เราทำให้เศรษฐกิจใต้โต๊ะขึ้นมาบนโต๊ะ”
ตอบแบบกั๊ก สไตล์ ‘หมอมิ้ง’
เมื่อถามว่า คิดว่ารอบนี้จะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “คุณก็เห็นโพล นักคณิตศาสตร์ก็คำนวณว่าอย่างไรเราก็ได้อยู่ในรัฐบาล”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า เป็นเบอร์ 1 (ในการจัดตั้งรัฐบาล) นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ต้องทำให้ได้”
แล้วถ้าไม่ชนะที่ 1 จะเป็นอย่างไร นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน เขาจะอนุญาตอะไร”
ถามต่อว่า ถ้าเป็นรัฐบาลผสม นโยบายไหนของพรรคที่ ‘ต้องทำ’ ให้ได้ นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ถ้าคุณเลือกเราจนเป็นเสียงเด็ดขาด เราก็มีสิทธิทำได้เยอะ”
คะแนนเลือกตั้งจากประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้มานั่งบีบให้ตอบว่าจับกับใคร ผมว่าเป็นเรื่องตลก ไม่เคารพประชาชน
ถามต่อว่า ถ้าได้เข้ามาเป็นรัฐบาล จะดูเรื่องค่าเงินเป็นลำดับแรกๆ หรือไม่ นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ข้อเรียกร้องภาคเอกชนคือทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ต้องหารือร่วมกับคนที่เกี่ยวข้อง หน้าที่ของเราคือไปดูแลร่วมกับ ธปท. ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจโต สร้างระบบโปร่งใส สร้างคน”
พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าจีดีพีโต 5% คำถามคือค่าเงินบาทควรอยู่ที่เท่าไร นพ.พรหมินทร์ ปฏิเสธให้ความเห็น และบอกว่า “เป็นโจทย์ของท่านที่ต้องไปถามนักเศรษฐศาสตร์ อย่ามาถามผม”
เมื่อถามถึงรายละเอียดเรื่องเงินเฟ้อ นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “ไปถามนักเศรษฐศาสตร์”
อีกนโยบายสำคัญของพรรคคือ ‘ยิ่งกว่าพลัส 70:30’ โดยใช้หลักการแบบโครงการคนละครึ่ง แต่ในรอบนี้รัฐจะจ่าย 70% และประชาชน 30% คำถามคือ หลังจากเปิดตัวนโยบายนี้ เสียงตอบรับเป็นอย่างไร
แต่คำถามนี้ นพ.พรหมินทร์ ถามผู้สื่อข่าวกลับว่า “คุณคิดว่าไงล่ะ”
ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่านโยบาย 70:30 จะเอามาใช้กี่เดือน นพ.พรหมินทร์ “เดี๋ยวค่อยประเมินดูว่าจะใช้อย่างไรบ้าง แต่หลักใหญ่ๆ คืออะไรที่ดี…ทำต่อ”
ถามย้ำว่า นโยบายคนละครึ่งที่ผ่านมา (รัฐบาลอนุทิน) ใช้งบประมาณ 4.4 หมื่นล้าน แล้วของพรรคเพื่อไทยใช้เงินเท่าไร นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “เดี๋ยวดูว่าเรามีเงินอยู่เท่าไร”
เมื่อถามว่า มีการวางแผนพื้นที่ทางการคลัง (Budget Space) ไว้หรือไม่ว่ามีพื้นที่งบประมาณเหลือเท่าไรสำหรับนโยบายหาเสียง หลังถามจบ นพ.พรหมินทร์ ทวนคำว่า “พื้นที่ทางการคลัง” จากนั้นตอบอย่างตะกุกกะกักว่า “ไว้เลือกเราเป็นรัฐบาลก็เข้าไปดู…ทำได้หมด”
ถามต่อว่า รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาทำนโยบาย นพ.พรหมินทร์ ตอบว่า “มีวิธีหาเงิน ต้องทำให้เศรษฐกิจโต พอมันไม่โตเราก็ไม่ขัดขืน ต้องสร้างและใช้กลไกต่างๆ ทำให้ภาคเอกชนโต”
จากนั้น ผู้สื่อข่าวพูดติดตลกว่า ตอบแบบกั๊กทุกอย่าง นพ.พรหมินทร์ จึงบอกว่า “ไม่กั๊กได้ไง ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐบาล”



