ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
หลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ในเดือนสิงหาคมและมีผลบังคับใช้มาแล้วราว 4–5 เดือน มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการส่งออกของประเทศต่าง ๆ โดยหลายประเทศ เช่น จีนและเยอรมนี มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่บางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและไทย กลับมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการค้าในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงปรับเปลี่ยนรายละเอียดของมาตรการภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในด้านหนึ่งมีการผ่อนคลายมาตรการภาษีสำหรับสินค้าบางรายการและยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้แก่ประเทศคู่ค้าที่บรรลุข้อตกลงในการเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากสหรัฐฯ
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการภาษีที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะมาตรการภาษีเฉพาะรายสินค้าและมาตรการต่อสินค้าสวมสิทธิจากจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯอย่างมีนัยสำคัญ
บทความนี้ชวนสำรวจสถานการณ์การค้าไทย–สหรัฐฯ และมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าไทย รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยในอนาคต จากนั้นจะประเมินว่าข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเจรจาจะช่วยลดภาระภาษีนำเข้าได้มากน้อยเพียงใด พร้อมเสนอแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมของเศรษฐกิจไทย
…….
- การส่งออกไทยหลังสหรัฐฯประกาศใช้ภาษีตอบโต้ ยังเติบโตได้ดีเกินคาด ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.6% ในเดือน ส.ค. -พ.ย. 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา Router ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีอยู่
- แต่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯบางรายการเริ่มชะลอตัว เช่น Hard Disk Drive หดตัว 17% ในเดือน ส.ค. -พ.ย. เมื่อเทียบกับปีก่อน
- อัตราภาษีนำเข้าโดยรวมที่ไทยเผชิญมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าในอัตราที่สูงกว่า 19% กับสินค้าที่ไทยส่งออกมาก เช่น รถบรรทุกและชิ้นส่วน (25%) ส่วนการยกเว้นภาษีตอบโต้สินค้าเกษตรช่วยลดผลกระทบได้จำกัด เพราะไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนต่ำ
- ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงสำคัญจากการถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 2 ประการ ได้แก่ (1) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเฉพาะสินค้า ซึ่งสหรัฐฯ กำลังสอบสวนและพิจารณาเก็บภาษีกับเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีโอกาสครอบคลุมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกหลักของไทย และ (2) ความเสี่ยงจากมาตรการภาษี “สินค้าสวมสิทธิ” ในอัตรา 40% ซึ่งแม้สินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยโดยมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อยมีสัดส่วนจำกัด แต่โครงสร้างการผลิตไทยพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนและอาเซียนในระดับสูง หากสหรัฐฯ นับว่าสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศต่ำ (เช่น ไม่เกิน 60% ของมูลค่าสินค้า) เป็นสินค้าสวมสิทธิ ก็อาจกระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของไทย รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- การเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ บรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้าย แต่ข้อตกลงนี้จะช่วยการส่งออกไทยได้จำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยอยู่ในบัญชีสินค้าที่สหรัฐฯ ยอมยกเว้นให้คู่ค้าไม่มาก โดยในปี 2024 มีสัดส่วนไม่เกิน 2.86% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ
- ในทางตรงกันข้ามกรอบข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ไทยต้องเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น อาทิ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกือบทุกรายการ แก้ไขกฎระเบียบที่กีดกันการค้า และในการเจรจาขั้นสุดท้าย ไทยอาจถูกกดดันให้ลดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ
- แนวทางรับมือของรัฐบาลเน้นเจรจาขอลดภาษีนำเข้า และหาตลาดส่งออกทดแทนสหรัฐฯ แต่ยังขาดความชัดเจนในการต่อรองภาษีสินค้าสวมสิทธิ ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามต่อรองขอคงมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เช่น โควตานำเข้าสินค้าเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ แต่วิธีนี้ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองขอลดภาษีน้อยลงและไม่เอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
- รัฐบาลควรเร่งเจรจาจัดการความเสี่ยงภาษีสินค้าสวมสิทธิ โดยต่อรองให้สหรัฐฯ มุ่งเป้าเฉพาะสินค้าที่ส่งผ่านไทยและมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อย หรือให้นับมูลค่าการผลิตในภูมิภาคอาเซียนเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งสอดคล้องกับการผลิตไทยที่พึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
- รัฐบาลควรใช้การเจรจาการค้าเป็นโอกาสยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น ทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าแบบเดิม
……….
4 เดือนแรกภาษีทรัมป์ การส่งออกไทยไปสหรัฐฯยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แต่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวในสินค้าบางรายการ
การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 เติบโตเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้นเป็น 4.62 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว (3.25 หมื่นล้านดอลลาร์) หรือเพิ่มขึ้นถึงราว 42.5%
สาเหตุหนึ่งมาจากการสั่งซื้อล่วงหน้า (front loading) ของผู้ประกอบการสหรัฐฯ ก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้จะมีผลในเดือนสิงหาคม แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเพราะการส่งออกในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน ยังคงขยายตัวได้ถึง 29.59% (ดูภาพที่ 1)
เมื่อพิจารณาข้อมูลการค้าในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน 2025 เทียบกับปี 2024 พบว่าการขยายตัวของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ เช่น คอมพิวเตอร์แบบพกพาเติบโตขึ้นเกือบ 13.8 เท่า ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์เติบโต 2.4 เท่า อุปกรณ์เครือข่าย (เช่น Router และ Network Switch) เติบโต 2 เท่า โดยสินค้าทั้งสามกลุ่มนี้มีสัดส่วนรวมกันราว 25% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯในปี 2025
การเติบโตของสินค้าทั้งสามรายการได้รับแรงหนุนจากการที่ยังได้รับยกเว้นมาตรการภาษีทรัมป์ ประกอบกับวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการลงทุนใน Data Center
อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญบางรายการเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มสินค้า HDD ที่แม้ว่ายังคงได้รับการยกเว้นภาษี แต่หดตัวลง 17% ในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน 2025 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 จากเดิมที่ขยายตัวถึง 26.4% ในช่วง 7 เดือนแรก ส่วนเครื่องประดับที่ประกอบด้วยโลหะมีค่าขยายตัว 19%ในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม แต่หลังการบังคับใช้มาตรการภาษีทรัมป์ ก็หดตัวราว 13%
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าบางกลุ่มที่หดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ครึ่งปีแรก (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) อันเป็นผลจากมาตรการภาษีอื่นที่บังคับใช้ก่อนมาตรการภาษีตอบโต้ ตัวอย่างเช่น ส่วนประกอบแผงโซลาร์เซลล์ (โฟโตวอลตาอิกเซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นโมดูลหรือทำเป็นแผง) ซึ่งการส่งออกลดลงถึง 60% ในช่วง 7 เดือนแรกและลดลงต่อ 20 % ในช่วงเดือน 4 ถัดมา เนื่องจากถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราสูงถึง 375%–972% ตั้งแต่เดือนเมษายน 20251
ขณะเดียวกัน การส่งออกยางรถยนต์ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะสำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ปรับตัวตัวลง 37% ในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม และ 50% ในช่วง 4 เดือนถัดมา (ดูภาพที่ 3)
แม้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการภาษีในสินค้าบางกลุ่ม แต่โดยรวม ไทยจะเจอภาษีนำเข้าหนักขึ้น
การผ่อนคลายภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการช่วยการส่งออกไทยได้ไม่มาก
อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บจากสินค้าไทยยังคงอยู่ที่ 19% นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน สหรัฐฯ ได้ประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตรกว่า 200 รายการจากทุกประเทศ เช่น ผลไม้เขตร้อน น้ำผลไม้ โกโก้ เครื่องเทศ กล้วย และส้ม2 เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพภายในประเทศ
การยกเว้นภาษีดังกล่าวช่วยหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยได้ในระดับหนึ่ง แต่จะมีผลจำกัดต่อยอดการส่งออก โดยในปี 2024 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกลุ่มนี้ไปสหรัฐฯ มูลค่าราว 1.15 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นเพียงประมาณ 1.73% ของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯทั้งหมด (ภาพที่ 4)
การขยายมาตรการภาษีเฉพาะสินค้าเสี่ยงกระทบการส่งออกไทยมากขึ้น
สำหรับสินค้านำเข้าบางรายการ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีเฉพาะภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมักกำหนดอัตราภาษีสูงกว่า 19% โดยจะมีการสอบสวนว่าการนำเข้าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ก่อนบังคับใช้
ก่อนเดือนสิงหาคม 2025 มาตรการนี้บังคับใช้กับสินค้าบางกลุ่ม เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลและชิ้นส่วน (25%) กลุ่มเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และทองแดง (50%) รวมทั้งกลุ่มสินค้าที่มีส่วนผสมของโลหะทั้งสาม (เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า) หลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ขยายรายการสินค้าภายใต้มาตรการนี้เพิ่มเติม ได้แก่ ไม้แปรรูปและไม้ท่อน (10%) ตู้ในครัว (25-50%) เฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะ (25-30%)3 รถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่พร้อมชิ้นส่วน (25%) และรถบัส (10%) ส่วนผลิตภัณฑ์ยาที่มีสิทธิบัตร แม้การสอบสวนจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังชะลอการบังคับใช้มาตรการภาษี โดยกำหนดอัตราไว้ที่ 100%
การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะถัดไป โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่พร้อมชิ้นส่วน ซึ่งในปี 2024 มีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึงราว 7 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด4
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ขยายรายการสินค้าที่เข้าข่ายถูกจัดเก็บภาษีตามมาตรา 232 ในกลุ่มสินค้าที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมหรือเหล็กกล้าจากราว 300 รายการเป็นมากกว่า 700 รายการ โดยการจัดเก็บภาษีจะคำนวณตามสัดส่วนส่วนประกอบ กล่าวคือ ส่วนที่เป็นอะลูมิเนียมหรือเหล็กกล้าจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 50% ขณะที่ส่วนประกอบอื่นใช้อัตราภาษี 19% ส่งผลให้อัตราภาษีที่ถูกจัดเก็บจริงสูงกว่า 19%
ทั้งนี้ มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าวในปี 2024 อยู่ที่ราว 9.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 14% ของการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ5 การถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงย่อมส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงมีแนวโน้มสูงกว่าที่ประเมินไว้ในเดือนสิงหาคม
เมื่อนำอัตราภาษีตอบโต้ อัตราภาษีเฉพาะสินค้า และการยกเว้นภาษีบางรายการ ณ เดือนพฤศจิกายน 2025 มาคำนวณโดยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าการส่งออกของแต่ละสินค้าในปี 2024 แล้ว จะพบว่าอัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (effective tariff rate) ที่ไทยต้องเผชิญอยู่ที่อย่างน้อยราว 15.8%6
ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวยังเป็นอัตราขั้นต่ำ เนื่องจากการคำนวณสมมติให้สินค้าที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมหรือเหล็กกล้าทั้งหมดถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% ในทางปฏิบัติ สินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า 19% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของส่วนผสมโลหะ เช่น หากสินค้ากลุ่มนี้มีส่วนผสมของโลหะประมาณ 30% อัตราภาษีที่ถูกจัดเก็บจริงสำหรับสินค้ากลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 28.3% และส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 17.1% (ดูภาพที่ 5)
ดังนั้น อัตราภาษีที่ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญในทางปฏิบัติจึงมีแนวโน้มสูงกว่าตัวเลขที่รายงานไว้ที่ 16.5% เมื่อเดือนสิงหาคม
ความเสี่ยงการขึ้นภาษีนำเข้ารออยู่ข้างหน้า
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกของไทยเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 232
ไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะการขยายรายการสินค้าภายใต้มาตรการภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าหลายรายการอยู่ระหว่างการสอบสวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์
ที่น่ากังวลคือการสอบสวนสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีขอบเขตครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องที่มีเซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะรวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกหลักของไทย7ที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นภาษีและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกในปี 2025 หากมีการจัดเก็บภาษีจริง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ การบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 232จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพราะอาศัยฐานอำนาจตามกฎหมายการขยายการค้าต่างจากมาตรการภาษีตอบโต้ที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงสุดว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหารหรือไม่ และคาดว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดออกมาในช่วงต้นปี 2026
ไทยเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษี‘ สินค้าสวมสิทธิ’ สูงถึง 40%
ความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 40% กับ ‘สินค้าสวมสิทธิ’ ซึ่งหมายถึงสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน แต่ถูกส่งผ่านประเทศในอาเซียนไปยังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า โดยไทยและเวียดนามถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าเป็นทางผ่านหลักของสินค้าสวมสิทธิจีน เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของทั้งสองประเทศไปสหรัฐฯ เติบโตในอัตราใกล้เคียงกับการนำเข้าจากจีน
ข้อมูลการค้าในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 ยังคงสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว โดยไทยนำเข้าสินค้าจากจีนราว 9.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 (7.34 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 29.5% (ดูภาพที่ 6) ขณะเดียวกัน การขาดดุลการค้าของไทยกับจีนก็เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่ผ่านมา (ดูภาพที่ 6)
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลการค้าสินค้าสำคัญ จะพบว่ายอดการส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีน ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน โดยในปี 2025 การส่งออกคอมพิวเตอร์พกพาและอุปกรณ์เครือข่ายของไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมาก แต่การนำเข้าสินค้ารายการเดียวกันจากจีนกลับค่อนข้างทรงตัว (ภาพที่ 7)
นอกจากนี้ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในกลุ่มแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของไทยเติบโต 4.4% และ 6.8% ตามลำดับใน 10 เดือนแรกปี 2025 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน8แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของการส่งออกไม่ได้มาจากการส่งผ่านสินค้าโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่มีการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นจริงด้วย
จากข้อมูลข้างต้น ปัญหาการสวมสิทธิในลักษณะส่งผ่านโดยไม่มีการดัดแปลงจึงอาจมีปริมาณค่อนข้างจำกัด สอดคล้องกับงานวิจัยของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2025) ซึ่งประเมินว่าสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนอย่างน้อยราว 4.3% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ9
ส่วนเหตุผลหลักที่ทำให้การส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมาจากโครงสร้างการผลิตของไทยที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนและอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศราว 50% และพึ่งพิงวัตถุดิบและส่วนประกอบจากจีนราว 13-15%10
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังไม่มีความชัดเจนในนิยามของ “สินค้าสวมสิทธิ” หากตีความอย่างแคบ โดยหมายถึงเฉพาะกรณีที่มีการดัดแปลงในไทยเพียงเล็กน้อยก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด แต่แนวโน้มการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทยและอาเซียนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้สหรัฐฯ ใช้นิยามที่เข้มงวดโดยอ้างอิงกกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เช่น กำหนดให้สินค้าที่ถือว่าผลิตในไทยต้องมีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 60% ซึ่งหากนำมาใช้จริง อุตสาหกรรมไทยที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีนและอาเซียนดังกล่าวจะเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษี 40% สูงกว่าประเทศคู่แข่ง และทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก
ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯอาจช่วยลดภาระภาษีนำเข้าให้ไทยได้เล็กน้อย
ปัจจุบัน ไทยและสหรัฐฯ ได้ลงนามกรอบข้อตกลงทางการค้าแล้ว อย่างไรก็ตาม การเจรจารายละเอียดเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ยังหยุดชะงัก เนื่องจากสหรัฐฯ กดดันให้ไทยลดความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา ส่งผลให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสุดท้ายได้ภายในปี 2025
สำหรับประเทศคู่ค้าที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้ มีโอกาสที่จะได้รับการลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% สำหรับสินค้ามากกว่า 1,900 รายการ ตามบัญชี Potential Tariff Adjustments for Aligned Partners (PTAAP) ซึ่งครอบคลุมสินค้าเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ อากาศยานบางประเภทและชิ้นส่วน และยาสามัญบางประเภทและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต11
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบต่อการส่งออกไทยได้จำกัด โดยหากไม่นับรวมกลุ่มชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งไทยแทบไม่ได้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน12 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยที่เข้าข่ายได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอยู่ที่ราวไม่เกิน 1.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 หรือ 2.86% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ13
ในขณะที่ กัมพูชาและมาเลเซียเป็นสองประเทศในอาเซียนที่สามารถลงนามข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ แล้ว โดยสำหรับมาเลเซีย มีการประเมินว่ามูลค่าสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษีมีมูลค่าราว 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่ากรณีของไทยอย่างมีนัยสำคัญ14 ส่วนอินโดนีเซียคาดว่าจะลงนามข้อตกลงในเดือนมกราคมปี 202515
ข้อตกลงจะผูกพันให้ไทยต้องเปิดเสรีมากขึ้นต่อสินค้าสหรัฐฯ
กรอบข้อตกลงการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ จะผูกพันให้ไทยเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น โดยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าราว 99% ของรายการสินค้า ลดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ ยกเลิกโควตาการฉายภาพยนตร์และลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯ และผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม16
นอกจากนี้ กรอบข้อตกลงยังกำหนดให้ไทยต้องจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ โดยแบ่งเป็นสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชจากการผลิตเอทานอล ราว 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สินค้าพลังงาน ได้แก่ LNG น้ำมันดิบ และอีเทน ประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเครื่องบินอีก 80 ลำ ราว 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ17
ทั้งนี้ สหรัฐฯ อาจผลักดันให้ไทยเปิดเสรีเพิ่มเติมอีกในการเจรจาขั้นสุดท้ายจากการขาดดุลการค้าต่อไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 โดยเฉพาะในประเด็นโควตานำเข้าและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าเกษตร ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคทางการค้ากับไทยมาอย่างต่อเนื่องในรายงานNational Trade Estimate Report on Foreign Trade Barriers ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
มาตรการรับมือของภาครัฐอาจช่วยลดผลกระทบได้จำกัด
รัฐบาลปัจจุบันมีแนวทางบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเตรียมจะเจรจาขอยกเว้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิตเอง และเร่งเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้า เช่น สหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ18
ส่วนการรับมือกับการเปิดตลาดเสรีและการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯตามกรอบข้อตกลง แนวทางปัจจุบันค่อนข้างเน้นไปที่การรักษามาตรการที่ไม่ใช่ภาษีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ และยอมผ่อนคลายเฉพาะส่วนที่จำเป็นตามกรอบข้อตกลง เช่น ยังคงใช้โควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO แต่ยอมขยายปริมาณโควตาจากเดิม 54,000 ตัน เป็น 1 ล้านตัน พร้อมลดอัตราภาษีนำเข้าภายในโควตาเหลือ 0% จากเดิม 20% เพื่อรองรับการนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯตามที่ตกลง ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดเงื่อนไขด้วยว่าผู้นำเข้าจะต้องจะต้องรับซื้อผลผลิตในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้า 1 ส่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์19
อย่างไรก็ตาม แนวทางข้างต้นมีข้อจำกัดหลัก 2 ประการ ประการแรก ยังไม่ความชัดเจนในแนวทางการเจรจาเรื่องกฎเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิกับสหรัฐฯ ประการที่สอง แม้การรักษามาตรการที่ไม่ใช่ภาษีดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ แต่ก็จะจำกัดความสามารถของไทยในการต่อรองขอสิทธิประโยชน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ และคู่ค้าอื่น
นอกจากนี้ การพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้ายังมีผลกระทบข้างเคียงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย เพราะบั่นทอนแรงจูงใจของผู้ผลิตในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะเดียวกันยังเพิ่มต้นทุนให้แก่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศในราคาสูง อีกทั้งมาตรการเหล่านี้มักมาพร้อมกลไกการบริหารหรือการจัดสรรโควตาที่ขาดความโปร่งใส เปิดช่องต่อการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มได้ง่าย
ลดความเสี่ยงภาษีทรัมป์ ต้องเตรียมเจรจาภาษีสินค้าสวมสิทธิและหาแต้มต่อการค้าเพิ่ม
ในการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ รัฐบาลควรเตรียมแนวทางต่อรองประเด็นสินค้าสวมสิทธิกับสหรัฐฯ โดยเสนอให้มุ่งเป้าไปที่สินค้าที่มีการดัดแปลงในไทยเพียงเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ หรือในกรณีที่สหรัฐฯ ต้องการใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า ก็ควรร่วมกับอาเซียนผลักดันให้สหรัฐฯยอมนับมูลค่าเพิ่มในภูมิภาคเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งจะช่วยผลกระทบจากมาตรการภาษีสวมสิทธิได้
ส่วนการหาแต้มต่อทางการค้าเพิ่มโดยเจรจาขอยกเว้นภาษีนำเข้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ สามารถขยายกรอบการต่อรองได้มากกว่ารายการสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต โดยอาจเสนอขอลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้ข้าวโพดและส่วนผสมสำคัญจากสหรัฐฯ เป็นวัตถุดิบ
ทั้งนี้ การเจรจาควรมีการปรึกษาหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจและหา แนวทางการบริหารจัดการที่ปฏิบัติได้จริง โดยไม่สร้างต้นทุนที่มากเกินไปต่อผู้ประกอบการ
เดินหน้ารับมือสงครามการค้า ต้องใช้ข้อตกลงการค้าเป็นโอกาสปฏิรูปเศรษฐกิจ
อีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยงานศึกษาของ TDRI (2025) ชี้ว่าการยกระดับคุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพการผลิตจะช่วยเปิดตลาดส่งออกใหม่และบรรเทาผลกระทบจากสงครามการค้าในยุคภาษีทรัมป์ได้อย่างมีนัยสำคัญ20
แนวทางหนึ่งคือการใช้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นโอกาสยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยยอมรับข้อตกลงที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในการขอสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และเอื้อต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น การทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อแลกกับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าแบบเดิม หรือการตกลงเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการโดยการผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติให้สามารถถือครองได้เกินร้อยละ 50 ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่และลดการผูกขาดในตลาดภายในประเทศ
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจบางประเด็นที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำข้อตกลงการค้าและเข้าถึงตลาดของประเทศคู่ค้าสำคัญ ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปอาจบรรจุบทบัญญัติด้านความยั่งยืนในข้อตกลง FTA กับไทย คล้ายกับ FTA กับอินโดนีเซียที่ลงนามล่าสุด ซึ่งกำหนดว่าหากประเทศคู่ค้าไม่ลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายภายใต้ความตกลงปารีส อาจถูกระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้าได้21
อ้างอิง
1.https://www.scbeic.com/th/detail/product/Tariffshock-Solar-250425
3.เดิมสหรัฐฯ ประกาศที่จะเพิ่มภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์หุ้มเบาะและตู้ในครัวเป็น 30%และ 50% ตามลำดับในวันที่ 1 มกราคม 2026 แต่ภายหลังได้เลื่อนการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวออกไป 1 ปี เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพระยะสั้น.ดูในhttps://www.whitehouse.gov/fact-sheets/2025/12/fact-sheet-president-donald-j-trump-adjusts-imports-of-timber-lumber-and-their-derivative-products-into-the-united-states/
4.Fitch Ratings. U.S. Effective Tariff Rate Monitor (ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2025)
5. ข้อมูลรายการสินค้าจาก Federal Register และข้อมูลการค้าจาก USITC DataWeb, คำนวณโดยผู้วิจัย
6. อ้างแล้วในเชิงอรรถ 3
7. Notice of Request for Public Comments on Section 232 National Security Investigation of Imports of Semiconductors and Semiconductor Manufacturing Equipment ระบุไว้ว่าการสอบสวนจะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง (Derivative products) และนิยามไว้ว่า “Derivative products include downstream products that contain semiconductors, such as those that make up the electronics supply chain.” ดูในhttps://www.federalregister.gov/documents/2025/04/16/2025-06591/notice-of-request-for-public-comments-on-section-232-national-security-investigation-of-imports-of
8.Notice of Request for Public Comments on Section 232 National Security Investigation of Imports of Semiconductors and Semiconductor Manufacturing Equipment ระบุไว้ว่าการสอบสวนจะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง (Derivative products) และนิยามไว้ว่า “Derivative products include downstream products that contain semiconductors, such as those that make up the electronics supply chain.” ดูใน https://www.federalregister.gov/documents/2025/04/16/2025-06591/notice-of-request-for-public-comments-on-section-232-national-security-investigation-of-imports-of
99. คำนวณจากดัชนีอุตสาหกรรมรายสาขาและรายผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ปรับผลกระทบของฤดูกาลในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (TSIC : 2610) และการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (TSIC : 2620) ↩︎
10. อ้างแล้วในเชิงอรรถ 7
12.https://www.cfr.org/article/guide-trumps-section-232-tariffs-nine-maps#chapter-title-0-1
13. ข้อมูลรายการสินค้าจากคำสั่งประธานาธิบดีที่ 14346 (วันที่ 5 กันยายน 2025) และข้อมูลการค้าจาก USITC DataWeb, คำนวณโดยผู้วิจัย ทั้งนี้ การคำนวณได้ตัดรายการสินค้าที่ซ้ำซ้อนกับรายการสินค้าเกษตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีตอบโต้ตามคำสั่งประธานาธิบดีที่ 14346
17. อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ 14
18.https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210317
19. https://www.thaigov.go.th/th/news/102155 และ https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info376-TH-Corn-FB-25-11-25.aspx
20.https://tdri.or.th/2025/08/trump-tariffs-thai-impact-review/



