ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มตัวแล้ว และมีการพูดกันบ่อยครั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ผมต้องขอแสดงความเห็นที่มองต่างมุมว่า นโยบายหาเสียงที่ได้มีการนำเสนอมานั้น น่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานและปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ เพราะส่วนใหญ่แม้ว่าจะถูกใจประชาชนและให้ผลประโยชน์กับประชาชนในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยงบประมาณของภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งหมายความว่า จะต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มขึ้นในอนาคต
บางเรื่องที่กล่าวถึง เช่น การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งการนำเอาเทคโนโลยีเอไอมาใช้ ก็ดูจะเป็นการพูดในเชิงกว้าง ทำให้ไม่สามารถเห็นได้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้ศักยภาพของประชาชนและเศรษฐกิจไทยจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้อย่างไร และมักจะไม่มีตัวเลขสนับสนุนว่า สิ่งที่จะต้องทำไปนั้น มีค่าใช้จ่ายเท่าไร จะส่งผลในเชิงบวกอย่างไร และมีความคุ้มค่าในการใช้จ่ายและลงทุนดังกล่าว มากน้อยเพียงใด
ปัญหาพื้นฐานคือจีดีพีขยายตัวช้าลง
ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย คือการขยายตัวของของจีดีพีที่ลดลงจากเฉลี่ย 4.02% ต่อปีในช่วง 2004 ถึง 2013 มาเหลือเพียง 2.61% ต่อปีในช่วง 2014 ถึง 2025 (ทั้งนี้ผมได้ตัดเอาการหดตัวของจีดีพีที่มากถึง 6% ในปี 2020 ออกไป) การขยายตัวในระดับต่ำดังกล่าว น่าจะเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพ (growing below potential growth) แต่ในขณะเดียวกัน ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็น่าจะลดลงด้วย เช่น ในอดีต เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละ 7% แต่ ณ วันนี้ ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงสุด หากสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ (potential growth or full employment growth) ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปีเท่านั้น
ณ ขณะนี้ ก็ยังไม่มีพรรคการเมืองใด นำเสนอแนวนโยบายทางเศรษฐกิจที่กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการจะขับเคลื่อนให้จีดีพีของประเทศไทย สามารถขยายตัวได้ 4% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง
มาถึงวันนี้ คนไทยคงจะมีความเห็นสอดคล้องกันแล้วว่า ไม่อยากให้จีดีพีขยายตัวปีละเพียง 2.0-2.5% และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง
ภาคบริการนำการขยายตัว ภาคอุตสาหกรรมถูกท้าทาย
ในช่วง 2004 ถึง 2024 ภาคเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงและเป็นหัวจักรหลักของเศรษฐกิจคือภาคบริการ เห็นได้จากการที่ผลผลิตของภาคบริการ คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 52.81% ในปี 2004 มาเป็น 53.15% ในปี 2014 และเพิ่มขึ้นอีกเป็น 59.18% ของจีดีพีในปี 2024
ในขณะเดียวกัน ผลผลิตของภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่องจาก 29.42% ในปี 2004 มา เป็น 27.5% ในปี 2014 และลดลงต่อไปอีกเป็น 24.33% ในปี 2024
สำหรับภาคเกษตรนั้น ในช่วง 2004 ถึง 2014 ดูเสมือนว่าจะทรงตัว คือผลผลิตประมาณ 9-10% ของจีดีพี และหลังจากนั้นก็ลดลงเหลือ 8.7% ในปี 2024 คือแทบจะไม่ได้พัฒนาดีขึ้นเลย เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของภาคเกษตรนั้น ผมเห็นว่าค่อนข้างจะน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมาก ดังที่ได้มีการยกตัวเลขให้เห็นว่า ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียง 8-9% ของจีดีพี แต่ใช้แรงงาน 30% ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ กว่า 40% ของที่ดินของประเทศ และ 80% ของทรัพยากรน้ำของประเทศ นอกจากนั้น ก็ยังเป็นภาคที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนปีละ 60,000 ล้านบาท ถึง 100,000 ล้านบาทมานานนับ 10 ปี และได้มีการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรนับครั้งไม่ถ้วน
ภาคเกษตรที่ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ
แต่จะเห็นได้ว่า มาตรการต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่ได้ส่งผลให้ผลิตภาพของชาวนาไทยดีขึ้นเลย กล่าวคือ ผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวนาไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 2,719 กิโลกรัม (ต่อ hectare) ในปี 2000 มา เป็น 3,071 กิโลกรัมในปี 2023 ซึ่งต่ำกว่าผลผลิตของจีนและ เวียดนามอย่างที่เทียบกันไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้มีพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง ข้อมูลเกี่ยวกับพืชอื่นๆ ผมยังหาข้อมูลให้ครบถ้วนไม่ได้ แต่สำหรับพืชหลักนั้นก็น่าจะไม่ได้พัฒนาดีขึ้นมากนัก ในขณะเดียวกัน ภาคที่ทำได้ดีแม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากนัก คือผักและผลไม้ เช่น ทุเรียนและข้าวโพดหวาน
สรุปคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยนั้น จะต้องอาศัยการขยายตัวของภาคบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นเครื่องยนต์หลัก ตามมาด้วยการปฏิรูปและพัฒนาภาคเกษตรกรรม โดยการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการที่เรียกว่าเกษตรแม่นยำ (precision agriculture) ซึ่งจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากภาวะอากาศและโลกร้อน รวมทั้งการมีเมล็ดพันธุ์ที่ตรงตามความต้องการของตลาด การจัดสรรน้ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม (คือใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่พยายามแจกให้ฟรี เพราะจะเป็นการทำลายสภาวะสิ่งแวดล้อม และเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้า)
แต่ในภาพใหญ่นั้น น่าจะมีนโยบายและการวางแผนให้ภาคเกษตรไทย ลดการผลิต สินค้าเกษตรประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีราคาต่ำกว่า แล้วหันมาเพิ่มการผลิตโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงกว่า (เช่น ไทยส่งออกเนื้อไก่ และอาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก) นอกจากนั้น จะต้องมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มผลผลิตของแรงงานภาคเกษตร (labor productivity in agriculture) ไม่ใช่การประกันราคา ไม่ใช่การประกันรายได้ ไม่ใช่การประกันกำไร ซึ่งผมจะขอขยายความต่อไป
…………
1.หากต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างทางการค้า
ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าและบริการของไทยรวมกันเท่ากับ 138% ของจีดีพี หากเอาภาคบริการออกไป การส่งออกและนำเข้าเฉพาะสินค้า คิดเป็นสัดส่วน 105% ของจีดีพี การค้าระหว่างประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
โครงสร้างการส่งออกกับการนำเข้าของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ หลังจากการระบาดของโควิด 19 สิ้นสุดลง ดังเห็นได้จากรูปข้างล่าง
Post-Covid surge in Thai exports to US and Thai imports from China

การเกินดุลการค้า กับสหรัฐฯ
จะเห็นได้ว่าอาเซียนยังเป็นตลาดหลักของไทย (แต่บางส่วนของการส่งออกดังกล่าว น่าจะเป็นการส่งวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่จะถูกนำไปแปรรูป หรือผลิตในประเทศอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ 3) แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากคือ การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นจาก 24,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น 71,300 ล้านเหรียญในปี 2025 ทำให้การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 9,300 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น ประมาณ 50,500 ล้านเหรียญในปี 2025
การเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวย่อมจะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมรับได้ยาก แต่พรรคการเมืองไทยก็ไม่ได้นำเสนอนโยบายที่จะปรับดุลการค้าดังกล่าวกับสหรัฐ เพราะย่อมจะเป็นเรื่องยากมากที่จะหาตลาดอื่นมาทดแทนตลาดส่งออกสหรัฐ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทเป็นเดิมพัน
การขาดดุลการค้ากับจีน
ในอีกด้านหนึ่งคือ การขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 38,500 ล้านเหรียญ ในปี 2014 มาเป็น 106,100 ล้านเหรียญในปี 2025 ในขณะที่การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามากจาก 25,000 ล้านเหรียญไปเป็น 40,000 ล้านเหรียญ ในช่วงเดียวกัน ดังนั้นการขาดดุลการค้ากับจีนจึงเพิ่มขึ้น จาก 15,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มา เป็น 67,100 ล้านเหรียญในปี 2025 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 52,100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่มีพรรคการเมืองใดกล่าวถึงปัญหานี้แต่อย่างใด (รายละเอียดดูได้จากตารางข้างล่าง)
นอกจากนั้น ตรงนี้ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และอีกส่วนหนึ่งคือการทะลักเข้ามาของสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ที่พรรคการเมืองก็ไม่ได้นำเสนอทางออกแต่อย่างใด
เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะยังเร่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าจีนในตลาดโลกต่อไปอีกในอนาคต เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของ Financial Times (วันที่ 2 January 2026) “Why China is doubling down on its export-led growth model. The country plans to reinforce its dominance of global manufacturing, despite persistent deflation at home and rising tensions abroad” ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ว่า จีนต้องการเป็นเจ้าตลาดทั้ง อุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็กกล้าและของเล่นเด็ก) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น หุ่นยนต์และเอไอ)
การแข็งค่าของเงินบาท
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือค่าเงิน ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเงิน หยวนของจีนและเงินบาทของไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง 15.69% เทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้า (trade-weighted terms) (ช่วง กรกฎาคม ปี 2022 ถึงปัจจุบัน) ในขณะที่ประเทศไทยนั้น ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้ปล่อยให้เงินบาทเทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้าแข็งค่าขึ้นไป 13.91% (เห็นได้จากรูปข้างล่าง)
Yuan depreciation vs. Baht appreciation (2022-2025)
เจอแบบนี้ อุตสาหกรรมไทยจึงประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้มีคำตอบให้กับปัญหานี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทน้อยมากในการควบคุมการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบกับทั้งอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย (ที่ต่ำกว่าเป้ามานานนับ 10 ปี) และกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตลอดมา นอกจากนั้น ก็ยังคงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาพูดว่า อาจจะต้องหาแนวทางที่จะจำกัดการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะบางประเทศ เช่นสหภาพยุโรปและแคนาดา ก็ได้มีมาตรการ จำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีน หลังจากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อย่างเต็มรูปแบบในปีที่แล้ว
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้มีการประเมินว่า การส่งออกของจีน โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 8% ทำให้จีนมีการเกินดุลการค้า สูงถึงหนึ่งจุด 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปี 2024 ที่เกินดุล 992,000 ร้านเรียน โดย การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญของจีน ประมาณการณ์ความเปลี่ยนแปลง ดังนี้
- ไปสหรัฐฯ ลดลง ประมา ณ 20-25%
- ไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25-27%
- ไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 7-8%
- ไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 13-15%
- มาไทยเพิ่มขึ้น 30% (การนำเข้ารวมของไทยจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 12.5%)
กล่าวโดยสรุปคือ ประเทศไทยจะต้องปรับโครงสร้างการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางค้ากับสหรัฐอเมริกา และจีน ให้เร็วที่สุด ซึ่ง ในความเห็นของผม การปรับโครงสร้างภาคเกษตรของไทย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และน่าจะเป็น หนึ่งเสาหลักที่สำคัญ ใน ในกาล สร้างความแข็งแกร่งและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ในยุคที่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีแคนาดา นาย Mark Carney กล่าว เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ที่ เมืองดาวอส ในงาน World Economic Forum เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ของโลกว่า ว่า This is not a transition but a disruption.
…….
2.หากต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะต้อง เริ่มจากการปฏิรูปภาคการเกษตร
ภาคเศรษฐกิจของไทย ที่จะต้องปรับปรุงพร้อมกันไปกับการปรับโครงสร้างภาคการค้าระหว่างประเทศกับภาคอุตสาหกรรม คือ ภาคเกษตรของไทย ดังที่ผมได้เคยนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมาก (ดูรูปข้างล่าง) และแทบจะไม่ได้พัฒนาเลยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะได้นำเงินภาษีของประชาชนมาอุดหนุนภาคเกษตรของไทยในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอด
ผมจะขอเริ่มโดยการนำเอาข้อมูลของประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีประชากร 18 ล้านคน แต่เป็นประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร (ซึ่งรวมถึงการอาหารที่ถูกจัดให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม) สูงถึง 135,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรองประเทศเดียวคือสหรัฐอเมริกาที่มีประชากรมากถึง 340 ล้านคน และยังมีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่มากมายกว่าเนเธอร์แลนด์หลายสิบเท่าตัว รายละเอียดขอให้ดูตารางข้างล่าง
เนเธอร์แลนด์ลงทุนเพื่อใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ทันสมัย ทำให้คนดัตช์ไม่ถึง 200,000 คนที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรเป็นแรงขับเคลื่อนและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ สามารถส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าเกือบ 3 เท่าของไทย ประเทศไทยของเรามีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรเกือบ 13 ล้านคน แปลว่าคนดัตช์นั้นมีผลผลิตต่อหัวมากกว่าคนไทยกว่า 30 เท่าตัว
ที่สำคัญคือ ภาคเกษตรของเนเธอร์แลนด์ใช้แรงงาน 2.0% จากแรงงานทั้งหมดเพื่อผลิตสินค้าเกษตร คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 1.7% ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศไทยใช้คนถึง 30% ของแรงงานทั้งหมด เพื่อผลิตสินค้าเกษตรคิดเป็นมูลค่า 8.7% ของจีดีพี
หากดูรายละเอียดที่สำคัญอื่นๆ ก็จะเห็นว่าเนเธอร์แลนด์นั้นใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 54% ของพื้นที่ทั้งหมด มากกว่าประเทศไทยซึ่งใช้พื้น 46% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่เนเธอร์แลนด์ใช้น้ำน้อยมาก หรือเพียง 1.6% ของน้ำที่ใช้ทั้งประเทศ เทียบกับไทยที่ภาคเกษตรใช้น้ำคิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของการใช้น้ำทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะระบบเกษตรของเนเธอร์แลนด์มุ่งมั่นที่จะใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มีชลประทาน และที่สำคัญ คือปลูกพืชมูลค่าสูงโดยใช้ระบบเกษตรปิด ในหลายกรณีปลูกในเรือนกระจก (green house) เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำ มากที่สุดอย่างนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็น precision agriculture อย่างแท้จริง
สินค้าเกษตรของเนเธอร์แลนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด 4 อันดับแรกคือ
- ผลิตภัณ์นม เนย และไข่ไก่ มูลค่าส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี เทียบกับการส่งออกข้าวของไทยที่ประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี
- ดอกไม้ เช่น ทิวลิป และกุหลาบมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาทต่อปี
- เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวและเนื้อไก่ ประมาณ 320,000 ล้านบาทต่อปี
- ผัก เช่น มะเขือเทศ มันสำปะหลัง หัวหอม พริกหยวก และแตงกวา มูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อปี
จะเห็นได้ว่าเนเธอร์แลนด์เลือกที่จะปลูก ผลิต และขายสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง คือ ไม้ประดับ อาหารประเภทโปรตีน หรือที่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น มะเขือเทศ โดยใช้เทคโนโลยีควบคุมการผลิตให้เป็นการทำการเกษตรแบบแม่นยำ และที่สำคัญคือ เพื่อให้ประหยัดแรงงาน ทำให้ผลผลิตต่อคนของเกษตรกรสูงมาก ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นได้จริงสำหรับเกษตรกร ไม่ใช่การประกันราคา การประกันรายได้ การประกันกำไร หรือการล้างหนี้ให้เกษตรกร ที่พรรคการเมืองของไทยพยายามโฆษณาว่าจะทำให้เกษตรกรหายจน
ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เนเธอร์แลนด์กลายเป็นมหาอำนาจด้านการเกษตรคือ ประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ ถูกกองทัพนาซีปิดกั้นการนำเข้าอาหาร ทำให้คนดัตช์อดตายไปประมาณ 22,000 คน ประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาคเกษตร ส่วนหนึ่งโดยการจัดตั้งมหาวิทยาลัย Wageningen University & Research (WUR) ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการภาคเกษตรจะรู้กันว่าเป็นสถาบันที่เป็นผู้นำในด้านการเกษตรของโลก
ผมไม่ได้ต้องการให้ไทยต้องไปลอกแบบเนเธอร์แลนด์ เพราะเราได้เปรียบเนเธอร์แลนด์อย่างมากในเรื่องของพื้นที่ ปริมาณน้ำ และแม้กระทั่งภูมิอากาศ ที่เรามีแดดเกือบทั้งปี แต่เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นว่า มาตรฐานขั้นสูงของโลกนั้นอยู่ที่ตรงไหน และยังมีอีกหลายประเทศที่ทำการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ออสเตรเลีย (ซึ่งมีผลผลิตข้าวต่อไร่ที่สูงที่สุดในโลก) และนิวซีแลนด์ (ที่มีมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรฯ รวมทั้งอาหาร มากกว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย แม้จะมีประชากรแค่ 3 ล้านคน) ดังนั้น หากไทยต้องการปฏิรูปภาคเกษตรจริง เราทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกวิธี (อ่านต่อตอน 2 : เปลี่ยนภาคเกษตรไทยจากผู้ผลิตธัญพืชมาเป็นผู้ผลิตอาหาร)



