ถอดบทเรียนญี่ปุ่น: สู่การยกระดับบริษัทจดทะเบียนไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ชะลอตัว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการ “JUMP+” เพื่อยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่าน 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมการสนับสนุนจาก จากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ขยาย visibility ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมสื่อสารกับผู้ลงทุน  โดยที่โครงการ “JUMP+” เป็นโครงการระยะยาว บริษัทที่ร่วมโครงการจะต้องจัดทำแผนการเติบโต 3 ปี (2569-2571) ต้องใช้เวลาในการวัดผลความคืบหน้าของการดำเนินการ

แนวทางของโครงการ JUMP+ ได้ศึกษาตัวอย่างจากญี่ปุ่นและเกาหลี โดยเฉพาะกรณีญี่ปุ่นที่ใช้นโยบายปฏิรูปธรรมาภิบาลและให้บริษัทตั้งเป้าหมายชัดเจน ส่งผลให้ดัชนี Nikkei ฟื้นตัวจากระดับ 10,000 จุด และอยู่เหนือระดับ 50,000 จุดในปัจจุบัน

โครงการ JUMP+ เป็นกลไกในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทจดทะเบียน และเป็นจุดเริ่มต้นของการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำนักข่าวไทยพับลิก้า ขอยกเคสผลสำเร็จของโครงการ Corporate Value Improvement ที่ผลักดันโดยตลาดหุ้นโตเกียว หรือ Tokyo Stock Exchange ซึ่งเป็นต้นแบบของการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในหลายประเทศรวมทั้งโครงการ JUMP + ของไทย เพื่อให้เห็นว่า การเติบโตของ “บริษัทจดทะเบียน” ไม่เพียงบริษัทได้ประโยชน์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทก็จะได้ประโยชน์ ตลาดทุนจะได้ประโยชน์ ประเทศก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย

โครงการยกระดับมูลค่าองค์กรของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมากกับ การเพิ่มมูลค่าองค์กรของบริษัทจดทะเบียน เพราะถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม และต่อยอดไปสู่การเพิ่มศักยภาพความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวได้ริเริ่ม รางวัลการยกระดับมูลค่าองค์กร (Corporate Value Improvement Awards)” เพื่อสนับสนุนความพยายามของบริษัทจดทะเบียนที่เดินหน้าใช้แนวคิดการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าองค์กรเป็นหลัก

โดยการพิจารณารางวัลอ้างอิงจาก 4 องค์ประกอบหลักของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  1. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (Quantifiable Indicators) ตัวชี้วัดด้านผลการดำเนินงานและการจัดการ
  2. ระบบบริหารจัดการ (Management Systems) กลไกและโครงสร้างควบคุมภายใน
  3. แรงจูงใจขององค์กร (Motivation)  ระบบประเมินและตอบแทนที่สอดคล้องกับการสร้างมูลค่า
  4. กรอบความคิดและวัฒนธรรมองค์กร (Mindset)  การปลูกฝังแนวคิดด้านการเพิ่มมูลค่าและปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เอื้อต่อการเติบโต

นอกจากนั้น ยังพิจารณา ระดับการมีส่วนร่วมกับนักลงทุน (Engagement) หรือการสื่อสารอย่างมีคุณภาพกับผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน การเพิ่มมูลค่าองค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัทที่สามารถบริหารโดยคำนึงถึง ต้นทุนของทุน (Cost of Capital) และผสานองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน จะได้รับการยกย่องและมอบรางวัลจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE)

ต่อมาตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ได้ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียน ทั้งในตลาด Prime Market และ Standard Market นำแนวทาง การบริหารจัดการที่มุ่งสร้างมูลค่าองค์กร (Corporate Value-Focused Management) มาใช้มากขึ้น พร้อมนำเสนอกรณีตัวอย่างจากบริษัทที่มีการจัดการโดดเด่นและมีระบบบริหารที่แข็งแรง เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มมูลค่าองค์กรและต้นทุนของเงินทุน โดยเฉพาะบริษัทที่มีการซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (PBR) พร้อมเปิดเผยแผนการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุน ธรรมาภิบาล และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

โครงการนี้นำมาใช้กับบริษัททั้งหมดที่มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำกว่า 1 เท่า โดยกำหนดให้ต้องจัดทำแผนปรับปรุงภายในสิ้นปีงบประมาณ 2566 โดยที่ TSE ไม่ได้ระบุรายชื่อบริษัทนำร่องตั้งต้น แต่ เลือกใช้ การเผยแพร่รายชื่อรายเดือน (watchlists) ของบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตาม และเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 เพื่อกดดันให้ทุกบริษัทต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการ รวมถึงรายชื่อบริษัทที่มีความพร้อมในการสื่อสารกับนักลงทุนและมีการเปิดเผยข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 รายการดังกล่าวครอบคลุมการประเมินบริษัท 2,170 แห่ง

ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว จัดกลุ่มบริษัททั้งหมดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) เปิดเผยแผนการปรับปรุงแล้ว 2) อยู่ระหว่างหารือ/พิจารณาวิธีการปรับปรุง และ 3) ยังไม่เปิดเผยแผนการปรับปรุง ในรายงานระยะที่ 1 เกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนของบริษัทจดทะเบียน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567

ต่อมา TSE ได้เผยแพร่ข้อมูลอัปเดต ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยในกระดาน Prime Market มีบริษัท 786 แห่ง (ประมาณ 48%) ที่ประกาศมาตรการปรับปรุงแล้ว และอีก 183 แห่ง (ประมาณ 11%) อยู่ระหว่างหารือ ในกระดาน Standard Market มีบริษัท 219 แห่ง ที่ประกาศมาตรการแล้ว และอีก 129 แห่ง อยู่ระหว่างหารือ รวมกันคิดเป็นประมาณ 22% ของบริษัททั้งหมดในกระดานนี้

ในบรรดาบริษัททั้งหมด บริษัทที่มี PBR ต่ำและมีมูลค่าตลาดสูงมีความคืบหน้าในการเปิดเผยข้อมูลเร็วที่สุด ซึ่งสะท้อนแรงจูงใจที่สูงขึ้นในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เงินทุน

มาตรการสำคัญภายใต้โครงการนี้ได้แก่:

  • การเผยแพร่รายชื่อรายเดือน ของบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่อสาธารณะ
  • การยกระดับมาตรฐานดัชนี TOPIX ซึ่งจะตัดบริษัทที่มีผลการดำเนินงานต่ำออกภายในปี 2571
  • การเน้นย้ำ เป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE targets) การซื้อหุ้นคืน (share buybacks) และการลดการถือหุ้นไขว้ (reducing cross-shareholdings)

ผลของโครงการริเริ่มนี้เห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการทำ Share Buyback หรือการซื้อหุ้นคืนในปี 2567  จนทำสถิติสูงสุด มีกิจกรรมจากนักลงทุนเชิงรุก (activist investor)มากขึ้น และ การปรับปรุงอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี  โดยที่ 40% ของบริษัทในตลาด Prime Market ได้ประกาศแผนการปฏิรูปภายในต้นปี 2567 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของมูลค่าตามราคาตลาดในดัชนี Nikkei และ TOPIX โดยตรง และบริษัทที่สามารถปรับปรุง PBR ได้ มักเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมาย ROE นโยบายผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และกลยุทธ์การเติบโต

การซื้อหุ้นคืนเทียบมูลค่าตลาด ที่มาภาพ: https://www.franklintempleton.lu/articles/2025/equity/as-japanese-companies-change-investment-opportunities-bloom

นอกจากนี้ มีบริษัทบางแห่งที่มุ่งปรับปรุง ROE ประกาศลดปริมาณเงินสดส่วนเกินในงบดุลอย่างเป็นทางการ และเริ่มทยอยส่งคืนเงินสดส่วนเกินให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้วในรูปเงินปันผลกับการซื้อหุ้นคืน และยังมี การเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียว จำนวน 94 แห่งในปี 2567 ซึ่งเป็นความพยายามในการยกระดับ นับเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่ปี 2556 และเป็นการลดลงของจำนวนบริษัททั้งหมดในตลาดเป็นครั้งแรก

โครงการริเริ่มของ TSE  กลายเป็น แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ของมูลค่าองค์กรของญี่ปุ่น โดยเฉพาะมูลค่าตามราคาตลาดและมูลค่าหุ้น ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการผลักดันใน 3 ด้าน คือ

  • การปฏิรูปธรรมาภิบาล (governance reforms)
  • การซื้อหุ้นคืน (share buybacks)
  • การลดการถือหุ้นไขว้ (unwinding of cross-shareholdings)

หลายธุรกิจในญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน โดยมีบางบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจหลัก และทยอยขายธุรกิจที่ทำผลงานไม่ดีออกไป บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีการกระจายธุรกิจออกไปมากเกินไปในกิจการที่แทบไม่มีจุดร่วมกันด้านธุรกิจ (Business synergy) และสร้างผลตอบแทนที่มากพอ

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่เร่งการปฏิรูปองค์กรในญี่ปุ่น

  1. หน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานบริการการเงินของญี่ปุ่น (Financial Services Agency: FSA) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) เป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุง Corporate Governance Code หรือหลักการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียน ทั้งสองหน่วยงานได้แสดงท่าทีวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นต่อการถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Cross-shareholdings ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ลดความโปร่งใสและลดแรงจูงใจในการบริหารเพื่อผู้ถือหุ้น

แม้แต่บริษัทที่ดำเนินในรูปแบบดั้งเดิมเช่น Megabanks, KDDI, Kyocera และ Toyota Industries ก็ยังตอบสนอง

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Hitachi เดิมบริษัทมีบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดจำนวนถึง 22 แห่งในปี 2551 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่บริษัทขาดทุน 787 พันล้านเยน (ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) หลังจากนั้น Hitachi ได้ขายบริษัทย่อยทั้งหมดให้กับกองทุนไพรเวทอิควิตี้และผู้ซื้อในอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริษัทมีโครงสร้างที่กระชับ คล่องตัว และเติบโตเร็วขึ้น เน้นธุรกิจแกนหลักด้านพลังงานสีเขียว/ระบบราง และระบบ/บริการดิจิทัล ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 18.6% (ในสกุลเงินยูโร) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

อีกตัวอย่างคือ JSR ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุโฟโตเรซิสต์หรือฟิล์มไวแสงที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ในปี 2564 บริษัทได้ถอนตัวออกจากธุรกิจผลิตยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นธุรกิจวัฏจักรสูงและมีมาร์จิ้นต่ำ (ชื่อ JSR เดิมย่อมาจาก Japan Synthetic Rubber) และในปี 2567 บริษัทถูกซื้อกิจการโดยกองทุนไพรเวทอิควิตี้

ด้าน Toyota วันที่ 31 ตุลาคม 2567 ประกาศขายหุ้น 185 ล้านหุ้นใน DENSO

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือ สามบริษัทประกันภัยรายใหญ่ของญี่ปุ่นประกาศมุ่งขายหุ้น cross-shareholdings ออกทั้งหมด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและยกระดับผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

การถือหุ้นไขว้ (cross-shareholdings) โดยรวม ได้ลดลง 47% นับตั้งแต่ปี 2558  สัดส่วนบริษัทในดัชนี MSCI Japan ที่ถูกระบุว่ามีการถือหุ้นไขว้ลดลงเหลือ 36% ในปี 2566 จาก 43% ในปี 2562

การลดการถือหุ้นไขว้ ที่มาภาพ:https://am.jpmorgan.com/fi/en/asset-management/adv/insights/etf-perspectives/japan-corporate-governance-shareholder-value/
  • TSE ภายหลังประกาศนโยบาย การบริหารจัดการโดยคำนึงถึงต้นทุนเงินทุนและราคาหุ้น” (actions to implement management that is conscious of cost of capital and stock price) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวได้เผยแพร่รายชื่อบริษัทที่ได้เปิดเผยมาตรการด้านประสิทธิภาพเงินทุน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการดังกล่าว รายชื่อดังกล่าวประกอบด้วยบริษัทจำนวน 815 แห่ง หรือคิดเป็น 49% ของบริษัททั้งหมดในกระดาน Prime ของ TSE (และคิดเป็น 19% ของบริษัทในกระดาน Standard) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566

ต่อจากนั้น TSE ได้เดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนแปลง โดยเผยแพร่ ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) จากบริษัทที่มีการบริหารโดยตระหนักถึงต้นทุนเงินทุนและราคาหุ้น พร้อมทั้งระบุ ตัวอย่างแนวปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม (Bad Practices) ของบริษัทที่ดำเนินงานไม่สอดคล้องกับมุมมองของนักลงทุน

นอกจากนี้ TSE ยังประกาศ มาตรฐานใหม่สำหรับบริษัทที่ต้องการเป็นสมาชิกดัชนี TOPIX ซึ่งจะทำให้มีบริษัทประมาณ 1,000 แห่งถูกตัดออกจากดัชนีภายในเดือนกรกฎาคม 2571 เนื่องจาก TOPIX เป็นดัชนีหลักของญี่ปุ่น บริษัทจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีนี้

  • ผู้ถือหุ้น บริษัทที่ทั้งธรรมาภิบาลและผลประกอบการอ่อนแอได้รับการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้แรงกดดันนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้เพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น พร้อมทั้งปรับโครงสร้างคณะกรรมการให้มีความเป็นอิสระและมีความหลากหลายมากขึ้น

การสนับสนุนผู้บริหารระดับสูงจากผู้ถือหุ้นลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริหารถูกมองว่า ทำ ROE ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ถือหุ้นกำลังกดดันบริษัทให้บริหารเพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้นแก่ผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง

กำไรสุทธิและ ROE เพิ่มขึ้น ที่มาภาพ:https://am.jpmorgan.com/fi/en/asset-management/adv/insights/etf-perspectives/japan-corporate-governance-shareholder-value/

ผลต่อตลาด

ดัชนี Nikkei 225 และ TOPIX ได้ทะยานสูงขึ้น โดยเฉพาะดัชนี Nikkei ที่เพิ่มขึ้นถึง 13.7% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 เพียงไตรมาสเดียว  นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวขึ้นราว 25% มาที่ระดับ 50,000จุด ขณะที่ TOPIX ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีแรงหนุนจากการเข้าร่วมของหุ้นกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และหุ้นขนาดเล็กจำนวนมาก และยังนำไปสู่การเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดถึง 94 บริษัทในปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2556 ช่วยยกระดับคุณภาพตลาดและลดรายชื่อบริษัทที่มีมูลค่าต่ำ

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBR) เพิ่มขึ้นจาก 1.1 ในเดือนกรกฎาคม 2565 เป็น 1.4  ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นมาที่ 9% ในกลุ่มบริษัทที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ปฏิรูป อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBR) ของบริษัทใน  Prime Market เพิ่มขึ้นมาที่ 15.1 ทั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากการทำ ซื้อหุ้นคืนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และการ ลดการถือหุ้นไขว้ อย่างต่อเนื่อง

ภาคการเงินและประกันภัยเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านมูลค่าหุ้นมากที่สุดหลังตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประกาศโครงการ Corporate Value Up Program ในเดือนมีนาคม 2566 โดยได้แรงหนุนจากการเร่งลดการถือหุ้นไขว้และคำมั่นด้านธรรมาภิบาลจากบริษัทขนาดใหญ่

บริษัทและสถาบันการเงินของญี่ปุ่นลดสัดส่วนการถือหุ้น ที่มาภาพ: https://www.franklintempleton.lu/articles/2025/equity/as-japanese-companies-change-investment-opportunities-bloom

ธนาคารและบริษัทประกันภัย มีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBR) โดยเฉพาะเมื่อ 3 บริษัทประกันภัยรายใหญ่ที่สุดให้คำมั่นว่าจะยุติการถือหุ้นไขว้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวจากระดับตัวเลขหลักเดียวต่ำ ๆ ขึ้นสู่เลขสองหลัก

ภาคหลักทรัพย์ การค้าส่ง และอสังหาริมทรัพย์มีการเพิ่มขึ้น PBR รองลงมา โดยได้รับประโยชน์จาก มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน การซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และการปรับตัวในดัชนี TOPIX ของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ส่งผลให้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโดยรวมอย่างชัดเจน

อุตสาหกรรม ก่อสร้าง วัสดุ และพลังงาน เป็นกลุ่มที่ปรับตัวช้ากว่า โดย PBR ขยับขึ้นน้อยกว่า เนื่องจากมีการถือครองสินทรัพย์เชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและความยากในการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การมีส่วนร่วมที่กว้างขึ้นทั่วตลาดช่วยลดช่องว่างระหว่างกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะในภาคการเงินที่เป็นกลุ่ม PBR ต่ำในอดีต แต่กลับมี อัตราการเปิดเผยแผนปรับปรุงสูงที่สุด (48% ของบริษัทใน Prime Market ณ กลางปี 2567)

การปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลและการปรับโครงสร้างธุรกิจ ช่วยเร่งการเติบโตของกำไร กำไรของบริษัทญี่ปุ่นโดยรวมเติบโตเฉลี่ยปีละ 7% นับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับสองรองจากบริษัทในสหรัฐฯ เท่านั้นและยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทั้งในกระดาน Prime Market และ Standard Market กลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสการลงทุน จากการปฏิรูปกฎระเบียบและทัศนคติใหม่ของภาคธุรกิจ ซึ่งร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีศักยภาพสำหรับนักลงทุนที่จะทำผลตอบแทน

ความสำเร็จของการเพิ่มมูลค่าองค์กรในตลาดหุ้นญี่ปุ่นสะท้อนว่า ท่ามกลางการพัฒนาที่ต่อเนื่องของตลาดการเงินทั่วโลก การยกระดับมูลค่าบริษัทและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนในแต่ละประเทศได้ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับโครงการ JUMP+ของไทย ปัจจุบันได้รับความสนใจจากบริษัทจดทะเบียนยื่นเข้าโครงการแล้ว 100 บริษัท ทั้ง SET และ mai ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดทุนไทยให้แข็งแกร่ง และผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่เพียงบริษัทได้ประโยชน์ ผู้ถือหุ้นของบริษัทก็จะได้ประโยชน์ ตลาดทุนจะได้ประโยชน์ ประเทศก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย

อ้างอิง