
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมักถูกมองว่าเป็นคนละเรื่องในห้วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลแง่ลบต่อทั้งสองด้าน ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน ที่ร่างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมด้วยข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคม ได้ทลายแนวปฏิบัติเดิมนี้ลง โดยปฏิญญานี้ซึ่งได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ถือเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคฉบับแรกที่เชื่อมโยงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกับสิทธิมนุษยชนในอาเซียนเข้าด้วยกันอย่างเป็นทางการ
มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) จึงได้เชิญชวนสมาชิกรัฐสภาในภูมิภาคอาเซียนได้ลงนามในเอกสาร เพื่อให้คำมั่นสัญญาในการนำปฏิญญาดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติในประเทศของตนเอง และได้อำนวยการลงนามคำมั่นสัญญาระดับภูมิภาคต่อประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสมาชิกรัฐสภาจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันแสดงการสนับสนุนปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน (ADER) ที่เพิ่งได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิก
ประเทศไทย นอกเหนือจากสมาชิกรัฐสภาได้ลงนามแล้ว ยังมีสมาชิกพรรคการเมืองส่วนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาได้ร่วมลงนามด้วย อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์
แถลงการณ์ที่ลงนามโดยสมาชิกรัฐสภาในประเทศอาเซียน ที่จะนำหลักการของ ASEAN Declaration on the Right to a Safe, Clean, Healthy and Sustainable Environment ไปใช้ในประเทศของตน และลงนามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 อาเซียนได้ก้าวสู่หน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการรับรอง “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน” (ASEAN Declaration on the Right to a Safe, Clean, Healthy, and Sustainable Environment: ADER) ซึ่งนับเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคฉบับแรกที่บรรจุสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในโครงสร้างสิทธิมนุษยชนของอาเซียน ปฏิญญาฉบับนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางการเมืองของภูมิภาคในการเชื่อมโยงความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมเข้ากับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนมักถูกมองว่าเป็นคนละเรื่องในห้วงเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลแง่ลบต่อทั้งสองด้าน ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน ที่ร่างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) และเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมด้วยข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคม ได้ทลายแนวปฏิบัติเดิมนี้ลง โดยยืนยันว่าสิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ การดื่มและใช้น้ำที่ปลอดภัย และอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่มั่นคงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองอาเซียนทุกคน
สิทธิเหล่านี้ไม่สามารถถูกแปรรูป ทำให้เป็นประเด็นการเมือง หรือยืดระยะเวลาออกไปได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความหลากหลายทางชีวภาพ (loss of biodiversity) และบริการทางระบบนิเวศ (ecosystem services) กำลังสูญเสียอย่างรวดเร็ว และวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ยืนหยัดบนหลักการระดับโลก
ในก้าวย่างที่มีวิสัยทัศน์นี้ อาเซียนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระดับภูมิภาคที่สำคัญซึ่งได้กำหนดรูปแบบของประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม (environmental democracy) ทั่วโลก ทั้งอนุสัญญาออร์ฮูส (Aarhus Convention) ในยุโรป (1998) และข้อตกลงเอสกาซู (Escazú Agreement) ในละตินอเมริกา (2018) ต่างสร้างฉันทามติระดับภูมิภาคในด้าน “สิทธิในการเข้าถึง” (access rights) ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม (access to environmental information) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ (public participation in decision-making) และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (access to justice) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อต้านการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางธรรมชาติ ปฏิญญาอาเซียนได้นำหลักการเดียวกันนี้มาใช้ ซึ่งเสริมด้วยพันธะในการปกป้องสิทธิในที่ดินของชนเผ่าพื้นเมือง การมีส่วนร่วมของพลเมือง และนักปกป้องสิ่งแวดล้อม
ภูมิภาคอาเซียนมีความหลากหลายในด้านการปกครอง ประเพณีทางกฎหมาย และพื้นที่ของภาคประชาสังคมนั้นล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงต้องมีการปรับใช้หลักการเหล่านี้ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสอดคล้องกับบริบททางการเมืองของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สัญญาประชาคมใหม่สำหรับภูมิภาค
ปฏิญญาฉบับนี้คือสัญญาประชาคมเพื่อประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อม หากนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิญญานี้จะสามารถเชื่อมประสานสถาบันภาครัฐและประชาชน ชุมชนเมืองและชนบท ผ่านความโปร่งใสและการดูแลรับผิดชอบร่วมกัน (shared stewardship) เสริมสร้างความเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศของอาเซียน และสร้างเวทีร่วมสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นธรรม (green and just transition) ของภูมิภาค โดยส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนและระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นี้
ในปีที่ผ่านมา รายงานการสังเกตการณ์ประชาธิปไตยด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (ASEAN Environmental Democracy Observatory) ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ยังมีช่องว่างในหลายด้าน เช่น ความโปร่งใสของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การเยียวยาจากกระบวนการยุติธรรม และการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง ในการปิดช่องว่างเหล่านี้รัฐบาลต่าง ๆ จะต้องทำให้ปฏิญญา ADER เป็นมากกว่าข้อความแสดงความมุ่งมั่น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานที่มีชีวิต ถูกนำไปปฏิบัติใช้จริง เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายและการบริหารงานระดับชาติ
สิ่งที่สมาชิกรัฐสภาต้องทำ
การรับรองปฏิญญาฉบับนี้ไม่ใช่ปลายทางแต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของกระบวนการ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องจัดการกับช่องว่าง โดยบรรจุหลักการของปฏิญญา ADER เข้ากับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนระดับชาติ ตรวจสอบการดำเนินการของฝ่ายบริหารเพื่อให้แน่ใจว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทย นำบรรทัดฐานของอาเซียนไปเป็นกรอบการทำงานภายในประเทศที่มีสภาพบังคับใช้จริง รับประกันการคุ้มครองนักปกป้องสิ่งแวดล้อมตามหลักการของปฏิญญาที่ว่าสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ผลักดันกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลที่สอดคล้องกับพันธสัญญาของอาเซียน เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนสามารถตรวจสอบความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขา และประสานงานในระดับภูมิภาค ผ่านกลไกกลุ่มสมาชิกรัฐสภาและเวทีสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) เพื่อติดตามความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาค (Regional Plan of Action) ที่กำลังจะมีขึ้น การดำเนินการตามพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศในเอกสารการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 3.0 (Third Nationally Determined Contributions – NDCs 3.0) ภายใต้ความตกลงปารีส ซึ่งถือเป็นโอกาสในสร้างความมั่นใจว่าความพยายามในการกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรานั้นสอดคล้องกับหลักการของปฏิญญา ADER
จากปฏิญญาสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง
ด้วยปฏิญญาฉบับนี้ อาเซียนประกาศว่าความเจริญรุ่งเรืองและสุขภาพของโลกเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ แต่ประวัติศาสตร์ได้ย้ำเตือนเราว่า เอกสารลายลักษณ์อักษรเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แต่การนำไปปฏิบัติอย่างแน่วแน่ต่างหากที่จะทำได้
ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราขอแสดงความชื่นชมต่อหมุดหมายสำคัญฉบับนี้ และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนคำมั่นสัญญาในปฏิญญา ADER ให้เป็นจริยธรรมระดับภูมิภาคที่มีชีวิต ซึ่งจะเป็นแนวทางของกฎหมายและการกำหนดนโยบายของเรา รวมทั้งสร้างความเป็นพลเมืองสิ่งแวดล้อม (environmental citizenship) อย่างแท้จริงสำหรับศตวรรษที่ 21 ปฏิญญานี้แสดงการมีส่วนร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในบทสนทนาระดับโลก โดยตอบสนองต่อความท้าทายที่ถูกพูดถึงในการประชุมครั้งก่อน ๆ ที่ออร์ฮูสและเอสกาซู ด้วยการนำเสนอรูปแบบสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมที่หยั่งรากจากผู้คน วัฒนธรรม และความยืดหยุ่นร่วมกัน (collective resilience) ที่พัฒนาขึ้นภายในภูมิภาค
บัดนี้ ขึ้นอยู่กับพวกเรา ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ชุมชน และเครือข่าย ที่จะเปลี่ยนปฏิญญาฉบับนี้ให้เป็นรากฐานประชาธิปไตยของศตวรรษแห่งอาเซียนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

รายนามสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกพรรคการเมืองที่ได้ร่วมลงนามในประเทศไทยได้แก่
- ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์
- สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- นพดล ทิพยชล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ภัสริน รามวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
- ชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยสร้างไทย
- รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- ชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- ต่อพงษ์ ไชยสาส์น รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- ชัยวัฒน์ หาญสมวงศ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- เทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- ธวัชชัย สุทธิบงกช รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
- ประวัฒน์ อุตตะโมช เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- ณัฐวัฒน์ พอใช้ได้ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- วรวุฒิ โตวิรัตน์ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- โรจนินทร์ ศิริเบญญาภิรมย์ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- ทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
- เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย
มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (Westminster Foundation for Democracy : WFD) เป็นองค์กรสาธารณะภายใต้การกำกับของกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลกผ่านโครงการ ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือระหว่างประเทศ



