1721955

“ทุกประธานาธิบดีมีความแปลกและหมกมุ่นต่างกัน โรนัลด์ เรแกนชอบให้มีเจลลีบีนทุกที่ คาลวิน คูลิดจ์ขอให้มีม้าไฟฟ้าในห้องนอนและเขาจะขี่มันสามครั้งต่อวัน”
ประโยคนี้ปรากฏในตอน 7 ของมินิซีรีส์ 8 อีพีจบในเรื่อง The Residence (2025) อันเป็นที่มาของบทความนี้ที่ทำให้เราย้อนกลับไปสืบค้นข้อเท็จจริงที่ว่า ทำเนียบขาว คือบ้านของประธานาธิบดีสหรัฐที่จะย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ตลอดช่วงชีวิตการบริหารประเทศของเขา ซึ่งในซีรีส์ดังกล่าวได้เล่าถึงพฤติกรรมแปลก ๆ ทำให้เราอยากจะสืบหาต่ออีกสักนิดว่าแล้วประธานาธิบดีคนอื่น ๆ ล่ะ จะเคยมีเรื่องแปลก ๆ ที่เขาเคยสั่งทำเป็นการเฉพาะเจาะจงในช่วงที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไร และต่อไปนี้คือ เรื่องแปลก ๆ ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐเคยทำในทำเนียบขาวที่ในซีรีส์ The Residence ไม่ได้เล่าหรือขยายความ
เจลลีบีนแมน
ในอดีต โรนัลด์ เรแกน เคยมีบางครั้งถูกเรียกว่า “เจลลีบีนแมน” เขาเคยตอบคำถามสื่อว่า “ผมเสพติดเจลลีบีน แต่ผมว่ามันเป็นการเสพติดที่ไม่อันตรายอะไร” อาการเสพติดของท่านอดีตประธานาธิบดีคนนี้เลื่องชื่อว่าเขาจะกินอย่างน้อย 2-3 กำมือทุกวัน และทั่วทั้งทำเนียบขาวเวลานั้นล้วนมีโถเจลลีบีนที่ต้องเติมให้เต็มอยู่ตลอด เพื่อเวลาเขาจะเดินไปตรงไหนก็จะหยิบได้เลย แม้แต่บนโต๊ะประชุม หรือในรถประจำตำแหน่ง ขนาดที่ว่าในพิธีสาบานตนสมัยแรกที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม 1981 บริษัทเจลลีบีนได้จัดทำรุ่นพิเศษสีธงสหรัฐแดงขาวน้ำเงิน จำนวน 3.5 ตัน (3,500 กิโลกรัม) ส่งตรงไปร่วมยินดีแก่เขาถึงทำเนียบ

ในปี 1992 สมัยแรกของของ บิล คลินตัน ตอนนั้นเรแกนหิ้วกระปุกเจลลีบีนสีธงชาติ และเรียกมันว่า “ของฝากเบา ๆ” แม้ทั้งคู่จะมาจากพรรคคนละขั้วกัน (เรแกน-รีพับลิกัน / คลินตัน-เดโมแครต) มีภาพถ่ายที่ระลึกด้วยความยินดีอย่างชื่นมื่น ขณะที่นักข่าวแอบเก็บวินาทีรีแอ็คแรกที่คลินตันเห็นโถนั่นจากเรแกนที่เวลานั้นอายุปาไป 81 ปีแล้ว ส่วนคลินตันเพิ่งจะ 46ปี ก็กลายเป็นภาพที่บอกความรู้สึกจริง ๆ มากกว่าอาการสร้างภาพบนหน้าข่าว
ในพิธีอำลาตำแหน่ง เจลลีบีนได้ทำภาพเหมือนของเรแกนเป็นของขวัญซึ่งทั้งภาพทำขึ้นมาจากเจลลีบีน โดยศิลปินชื่อว่า ปีเตอร์ โรชา และในปี 2004 เจลลีบีนก็ได้ทำอีกภาพหนึ่งภายในชั่วข้ามคืนหลังมีคำประกาศว่าเรแกนเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนในปีนั้นด้วยสิริอายุ 93 ปี
หลายคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าเรแกนเคยเป็นนักแสดงมาก่อน และเขาเคยเป็นพรีเซนเตอร์บุหรี่ยี่ห้อเชสเตอร์ฟิลด์ในช่วงยุค 40-50s ตรงนี้น้อง ๆ หนู ๆ สมัยนี้อาจไม่เก็ท บุหรี่ยุคพ่อยุคปู่เรานั้นเคยถูกโฆษณาเป็นของเท่ ๆ แม้แต่ในบ้านเราสมัยก่อนสามารถสูบได้ทั้งในที่ทำงาน ร้านอาหาร หรือแม้แต่ในโรงหนัง แต่หลังจากโลกรู้ถึงพิษภัยบุหรี่ การสูบบุหรี่ก็ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นตั้งหมายว่าจะเป็นสุภาพบุรุษหมายเลข 1
ดังนั้นในปี 1966 ทศวรรษนั้นเรแกนได้เลิกเป็นพรีเซนเตอร์บุหรี่และพยายามเลิกสูบไปป์โดยเด็ดขาด ระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าของร้านชำ รัส อัลเบอร์ส ได้แนะนำเจลลีบีนรสใหม่ที่วางขายในร้านของเขาตอนที่เรแกนแวะผ่านไป แล้วเรแกนก็ชอบมาก
นับแต่นั้นผู้ผลิตถึงกับอวยยศว่า “เรแกนทำให้เจลลีบีนดังชั่วข้ามคืน” เจลลีบีนกลายเป็นขนมฮิตที่มีคนสั่งซื้อจนเคยมีครั้งหนึ่งผลิตล่าช้าไปนานถึง 77 สัปดาห์เนื่องจากยอดจำหน่ายที่ทะลักจนผลิตไม่ทัน บริษัทรวยเป็นสองเท่าจนต้องขยายโรงงาน แล้วส่งเจลลีบีนฟรี ๆ ให้เรแกน 720 ปอนด์ (หรือ 327 กิโลกรัม) อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้เขานำไปแจกจ่ายให้แขกเหรื่อผู้มาเยือนทำเนียบขาว
นักการเมืองยุคนั้นต่างให้ความเห็นว่า “เจลลีบีนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับรัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว ถึงขั้นที่ว่าตอนนั้นเราแทบจะเริ่มประชุม หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ไม่ได้เลย หากไม่มีใครส่งกระปุกเจลลีบีนให้เรแกน” เอฟซีเรแกนมองว่าเขามีสีสันและเข้าถึงง่ายเหมือนเจลลีบีน แต่ฝั่งตรงข้ามก็สาปว่า “หัวกลวง โลกสวย หวานเยิ้ม” เหมือนเจลลีบีนด้วยเช่นกัน
เจลลีบีนกับปัญหาทางการเมือง
เมื่อแบรนด์กลายเป็นตัวแทนของผู้นำโลก ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเจลลีบีน ในช่วงปลายสมัยที่สอง อันเป็นสมัยสุดท้ายของเรแกน ขนมหวานประจำทำเนียบขาวถูกเปลี่ยนจากเจลลีบีนไปเป็น m&m’s แทน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสมัยเคเนดี้ อย่างที่เราบอกไปว่าก่อนหน้านี้บุหรี่เป็นของเท่ สมัยเคเนดี้ทำบุหรี่แจกบนเครื่องบินส่วนตัว “แอร์ฟอร์ซวัน” แต่บุหรี่เหล่านั้นก็เหลือจำนวนมากหลังจากเจเอฟเคถูกลอบฆ่า พร้อม ๆ กับภาพลักษณ์ของบุหรี่ที่เปลี่ยนจากของเท่กลายเป็นพิษร้าย
เรแกนชื่นชอบไอเดียกล่องบุหรี่นี้ แต่บุหรี่ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ดีในยุคเขา เขาจะหาทางกำจัดกล่องที่เหลืออยู่จากสมัยเคเนดี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันในปี 1988 เป็นครั้งแรกที่เรแกนจะไปเยือนมอสโก แม้ว่าเขาจะเคยพบ มิคาอิล กอร์บาชอฟมาก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว แต่เรแกนไม่เคยไปเยือนโซเวียต อันเป็นช่วงเวลาสำคัญในการลดความตึงเครียดสมัยสงครามเย็น ทีนี้เขาจึงอยากจะได้ขนมหวานสำหรับแจกเด็ก ๆ แต่ติดตรงที่ เจลลีบีนผูกติดภาพลักษณ์ของเรแกนเกินไป อาจถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ส่วนบุคคล ไม่เหมาะสมทางการฑูต ขณะที่เจลลีบีนละลายได้ เหนอะง่าย ในที่สุดกุนซือก็เสนอ m&m’s ที่ดูเป็นสากลและไม่ละเอียดอ่อนทางการเมือง (ภายหลัง m&m’s จึงชูธงโฆษณาว่า “ละลายในปากไม่ละลายในมือ”) สี่วันล่วงหน้าก่อนการเดินทาง เรแกนจึงต่อสายตรงไปหา m&m’s เพื่อให้ผลิตรุ่นพิเศษแดง-ขาว-น้ำเงิน
นับแต่นั้นเรแกนก็เลยเสนอให้เอากล่องบุหรี่ที่เหลือจากสมัยเคเนดี้มาบรรจุใหม่ แล้ว m&m’s ก็กลายเป็นขนมหวานประจำทำเนียบขาว แซงหน้าเจลลีบีนไปเฉย จากนั้นมาจนบัดนี้ทำเนียบขาวจึงมี m&m’s รุ่นพิเศษไว้แจกและขาย เนื่องจากทำเนียบขาวมีการเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมและมีร้านค้าของที่ระลึก อีกทั้งหลังสมัยเรแกนมีการลงลายเซ็นประธานาธิบดีแต่ละสมัย และดีไซน์การ์ตูนเม็ดตัวเอ็มชูธงชาติก็จะถูกออกแบบต่างกันไป ส่วนเจลลีบีนก็งอนเลิกส่ง 720 ปอนด์ไปทำเนียบขาวนับแต่นั้นด้วยเช่นกัน
ประธานาธิบดีม้าเหล็ก
คาลวิน คูลิดจ์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐผู้ได้ฉายาว่า “คาลจอมเงียบ (Silent Cal) ด้วยบุคลิกเงียบ ๆ สุขุม แต่เขาก็แอบมีมุมเด็ก ๆ ในบางครั้ง โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดกับ “ม้าโยกไฟฟ้า” ที่เขาเจาะจงให้มีในทำเนียบขาว
ครั้งหนึ่งลูกสาวของเท็ดดี้ รูสเวลด์เคยกล่าวว่า “หน้าตาบูดบึ้งของคาลเหมือนเพิ่งหย่านม หรือกินแตงกวาดอง แต่ถึงคูลิดจ์จะดูขรึม แต่พอเวลาส่วนตัวเขากลับดูสนุกสนานมาก” ในปี 1925 ผู้บริจาคไม่ประสงค์ออกนามได้ส่งม้าไฟฟ้ามายังทำเนียบขาว มีรายงานว่าคูลิดจ์หัวเราะอย่างคลั่งเมื่อเห็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับคนหนึ่งขี่ม้าตัวนี้ จากนั้นเขาก็ทดลองด้วยตนเอง แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะขี่มันวันละสามครั้งเป็นอย่างน้อย
คูลิดจ์ได้ชื่อว่ารักม้ารักกิจกรรมกลางแจ้ง เขาเคยแขนหักตอนเด็กเพระตกม้าแต่ก็ยังชอบขี่ม้า แล้วพอเขาได้เป็นประธานาธิบดีในปี 1923 น้ำหนักของเขาก็ขึ้นมาแปดปอนด์ เจ้าม้าเหล็กตัวนี้จึงเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักให้เขาเป็นอย่างดีที่ระหว่างวันเขาจะแวะไปควบขี่มันเพื่อผ่อนคลาย
ประดิษฐกรรมจากหมอคลั่งศาสนาผู้ต่อต้านการชักว่าว
ความน่าสนใจคือเจ้าม้าไฟฟ้าสำหรับออกกำลังกายนี้ผลิตโดย จอห์น ฮาร์วีย์ เคลลอกก์ ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์คอนเฟลกส์สุดยอดอาหารที่ชาวอเมริกันเขาโปรให้ทั่วทุกบ้านยัดสิ่งนี้เป็นอาหารเช้า (แม้ปัจจุบันความรู้สมัยใหม่บอกเราให้ตาสว่างว่ามันคือ แป้ง น้ำตาล และไขมัน ที่กินเยอะเกินไปอาจเป็นโทษ และข้ามมาขายบ้านเราในราคาแสนแพง) แต่ในยุคหนึ่งคอร์นเฟลกส์ถูกโปรโมทว่ามีคุณสมบัติลดกำหนัดได้ชะงัดนัก
เว็บ mentalfloss เล่าว่า ‘อดีตสมัยศตวรรษที่ 18-19 ทั่วโลกต่างตระหนกและหวาดกลัวต่อพิษภัยของการตกเบ็ด/ชักว่าว พวกเขาเชื่อว่าการสำเร็จความใคร่คือบาปหนาราคีมารที่ชาวยิวและคริสต์แท้คนดีย์ทั้งหลายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ศีลธรรมสมัยวิคตอเรียน จนแม้ยุคตื่นรู้ (Great Awakening) ยุคฟื้นฟูศาสนา ได้ก่อกระแสคลั่งแนวคิดนี้อย่างรุนแรง มีหนังสืออย่าง Ononia : Or, the Heinous Sin of Self-Pollution, and all its Frightful Consequences (In Both Sexes) Consider’d (1730) และ Treatise on the Diseases Produced by Onanismของ Samuel Tissot (แปลจากภาษาฝรั่งเศสในปี 1766) ได้วางรากฐาน “ความโฉดชั่วอันเปล่าเปลี่ยว” นี้ว่า “เป็นโรคร้าย” ในไม่ช้าการช่วยตัวเองจึงไม่ถูกมองว่าเป็นแค่ความล้มเหลวทางศีลธรรมอีกต่อไป แต่มันคือความเจ็บป่วยทางกายและใจที่ต้องรับการบำบัด (เหมือนอย่างเกย์ในยุคเรา)’
แม้อเมริกาจะเป็นผู้นำโลก แต่หนึ่งในเสียงต่อต้านการชักว่าวตกเบ็ดที่โด่งดังที่สุด คือ จอห์น ฮาร์วีย์ เคลล็อกก์ แพทย์และนักบวชเซเวนธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสต์สายเคร่งจากรัฐมิชิแกน นอกจากเขาจะเป็นเจ้าของคลินิกผ่าตัดแล้วยังเป็นบ.ก.นิตยสาร Good Health (สุขภาพดี) ของคริสตจักรผู้สนับสนุนแนวคิดตกยุคของเคลล็อกก์ เช่น การงดกินเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ ยาสูบ คาเฟอีน ออกกำลังกายได้รับอากาศสะอาดซึ่งก็ดูดีแหละนะ
แต่หมอคนนี้เชื่ออย่างฝังหัวว่าการปั่มปั๊มรวมถึงสาวว่าวหรือเกี่ยวเบ็ดเป็นอันตรายทั้งต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ ราวกับว่าถ้าคุณทำเรื่องบัดสีเช่นนี้ เท่ากับคุณยื่นส้นเท้าลงขุมนรกไปแล้ว หมอคนนี้แยกห้องนอนกับเมีย และมีลูกบุญธรรมแปดคน กับอุปการะเด็กกำพร้าอีก 34 คน
ในหนังสือ Plain Facts for Old and Young : Embracing the Natural History and Hygiene of Organic Life ของเขาเมื่อปี 1877 เคลล็อกก์ได้ระบุ 39 อาการที่สืบเนื่องจากความกำหนัดเรื้อรัง เช่น ทำให้เกิดความเจ็บป่วย พัฒนาการบกพร่อง อารมณ์แปรปรวน ใจสั่น ไม่กล้าแสดงออก บุคลิกไม่ดี ข้อต่อแข็ง ชอบทานอาหารรสจัด สิวเห่อ หัวใจเต้นแรง และลมชักบ้าหมู ฯลฯ ซึ่งไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใดใดยืนยัน
เคลล็อกก์จึงเสนอวิธีแก้อาการทุกข์ทรมานเหล่านี้ด้วยการกินแต่อาหารสุขภาพ และสิ่งนั้นก็คือ ซีเรียล ที่อาจช่วยลดความคันจากความหงี่ทางเพศได้ อันเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจากนักบวชเพรสไบทีเรียนสมัยศตรรษที่ 19 ซิลเวสเตอร์ เกรแฮม ซึ่งในช่วงแรกเคลล็อกส์ได้คิดค้นอาหารสำหรับผู้ป่วยด้วยข้าวโอ๊ต แป้งข้าวโพดบดเป็นชิ้นเรียกว่า “กรานูลา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กราโนลา (ที่ยังคงนิยมอยู่ในหมู่ชาววีแกนทุกวันนี้)”
อีกหนึ่งแนวคิดคือการสวนรูทวารด้วยโยเกิร์ตครึ่งไพน์เพื่อทำความสะอาดลำไส้ แล้วต่อมาเขาก็คิดค้นอาหารซีเรียลจากธัญพืชเกล็ดที่พัฒนาเป็นคอร์นเฟล็กส์ในทุกวันนี้ แต่ต่อมา วิลล์ น้องชายของเขาคิดว่าถ้าเติมน้ำตาลจะทำให้ขายง่ายกว่า ที่สุดสองพี่น้องตีกัน แต่บริษัทเคลล็อกกส์ยังคงขายดี และมีทั้งแบบเติมกับไม่เติมน้ำตาล
ในนิตยสารสุขภาพของเขาระบุองค์ความรู้ที่ประหลาดมาก เช่น “สำหรับสาว ๆ การทากรดคาร์โบลิกที่คริสตอริสเป็นวิธีดีเยี่ยมในการบรรเทาความตื่นเต้นผิดปกติ สำหรับผู้มีอาการนิมโฟมาเนีย(ติดเซ็กซ์รุนแรง) ผมแนะนำให้แช่น้ำในอ่างเย็น แล้วสวนน้องสาวด้วยน้ำเย็น งดอาหาร ทาสารงดการระคายเคืองตรงน้องสาว หรือให้ดีก็ตัดปุ่มคลิตอริส ขลิบแคมเล็ก’
ส่วนเจ้าม้าเหล็กไฟฟ้านี้ เป็นเครื่องบำบัดเพราะมันจะปล่อยไฟฟ้าอ่อน ๆ ที่ช่วย “สั่น-สะเทือน และช็อกจนหายดี” มันคืออุปกรณ์การออกกำลังกายอัตโนมัติ เลียนแบบการขี่ม้า บริหารร่างกายเช่นเดียวกับการเดินเท้า และคลายกำหนัด ปัจจุบันม้านี้ถูกจัดแสดงในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ประธานาธิบดี คาลวิน คูลิดจ์ ในเมืองนอร์แทมป์ตัน รัฐแมสซาชูเซตส์
เสกทำเนียบขาวเป็นสวนสัตว์
ข้อมูลจากเว็บไลฟ์สไตล์ Treehugger มีบทความน่ารู้เล่าว่า ‘ในยุคประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ความนิยมเลี้ยงสัตว์ในทำเนียบไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ รูสเวลต์ นั้น “พุ่งทะยาน” ไปอีกขั้น จนทำเนียบขาวกลายเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อม เขามีสัตว์นานาชนิด ตั้งแต่ม้าไปจนถึงสัตว์ป่าแปลก ๆ อย่างไม่มีใครเทียบได้ในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐ
รูสเวลต์เริ่มต้นด้วย “สัตว์พื้นฐาน” เช่น ม้า ซึ่งเขามีมากกว่าแปดตัว รวมถึงม้าตัวโปรดชื่อ “เบลิสทีน” และสำหรับลูก ๆ ของเขาก็มีม้าโพนี่ชื่อ “นายพลแกรนท์ (General Grant)” และ “อัลกอนควิน” เพื่อให้เด็ก ๆ ขี่เล่น จากนั้นก็หมาแมว ครอบครัว รูสเวลต์ รักสุนัขหลายสายพันธุ์ เช่น “พีท (บูลเทอร์เรีย-ที่ขึ้นชื่อเรื่องดุร้าย)” และเคยถึงกับถูกอัปเปหิไปนอกทำเนียบชั่วคราวเพราะดันไปกัดขาแขกเหรื่อจนงานประชุมล่ม และยังมีสุนัขพันธุ์อื่น ๆ อีกมากหลาย
แต่สัตว์เลี้ยงของรูสเวลต์ยังรวมถึงงู แก๊งหนู (เช่น จิงโจ้หนู, หนู “โจนาธาน” และกระรอกบิน) โดยบุตรชายของเขาเควนติน เคยเอางูหลายตัวเข้าไปในทำเนียบ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักการเมืองที่กำลังประชุมอยู่อย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีเหล่านกและสัตว์ปีก เช่น นกแก้วมาคอว์ฮยาซินธ์ ในเรือนกระจก ถึงกับมีคำบรรยายว่า “การเข้าธรรมเนียบเวลานั้นเหมือนหลุดเข้าไปใน ‘Alice in Wonderland’ และยังมีนกฮูกคอก ไก่ขาเดียว และไก่บ้าน มีสัตว์ป่าอย่างหมี 5 ตัว, สิงโต, ไฮยีนา, เสือป่า, โคโยตี้, ม้าลาย, ตะกวด, หมูป่า และแรคคูน รวม ๆ แล้วมากกว่า 30 ชนิดและจำนวนมากถึงเกือบ 100 ตัว ทำเนียบขาวในยุคสมัยนั้นถูกเรียกว่า “สวนสัตว์ประธานาธิบดี”
นักสะสมฟอสซิลสัตว์โบราณ
โธมัส เจฟเฟอร์สัน ได้ชื่อว่าคลั่งใคล้ฟอสซิลโครงกระดูกสัตว์ใหญ่โบราณหนักมาก โดยเฉพาะบรรพบุรุษช้างอย่าง มาสโตดอน ซึ่งพบซากพวกมันได้ตามบ่อน้ำแร่โบราณในอเมริกา เช่น Big Bone Lick (แอ่งหรือโป่งที่มีแร่ธาตุหรือเกลือที่สัตว์ชอบมาเลียกิน) ในรัฐเคนทักกี
สำหรับ เจฟเฟอร์สัน ฟอสซิลเหล่านี้มีนัยเชิงสัญลักษณ์ เขาเห็นว่ากระดูกมหึมาของมาสโตดอน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ทวีปอเมริกา” ก็มีสัตว์ใหญ่สง่างาม ไม่แพ้ทวีปยุโรป ซึ่งเขาใช้เป็นข้อโต้แย้งกับนักธรรมชาตินิยมชาวฝรั่งเศส จอร์จ-หลุยส์ เล็คเลอร์ค, คอมเต้ เดอ บัฟฟอน ที่เคยกล่าวหาว่าสัตว์อเมริกันด้อยกว่า เจฟเฟอร์สันจึงแย้งด้วยการส่งตัวอย่างกระดูก ฟัน และงา ขนาดใหญ่ไปยังนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ในยุโรป เพื่อให้เปรียบเทียบและระบุสายพันธุ์ เขาต้องการให้โลกเห็นว่าอเมริกาก็มีมรดกธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ
เจฟเฟอร์สัน ตั้งคณะใน สมาคมปรัชญา-วิทยาศาสตร์อเมริกัน ให้สำรวจฟอสซิล เขาส่งคำสั่งให้คู่หูนักสำรวจ เมอริเวเธอร์ เลวิส กับ วิลเลียม คลาร์ก ที่กำลังเดินทางสำรวจฝั่งตะวันตกอยู่ให้แวะ Big Bone Lick เพื่อนำกระดูกกลับมาศึกษา ในปี 1807 วิลเลียม คลาร์ก นำกระดูกประมาณ 300 ชิ้นกลับมาที่บ้านมอนติเชลโลของ เจฟเฟอร์สัน เจฟเฟอร์สันแบ่งซากกระดูกที่ได้บางส่วนเก็บไว้ที่บ้านตัวเอง เพื่อแสดงในคอลเล็กชันส่วนตัว บางส่วนส่งไปฝรั่งเศส บางส่วนให้สมาคมปรัชญา-วิทยาศาสตร์อเมริกัน และบางส่วนจัดแสดงในทำเนียบ
หลัง เจฟเฟอร์สัน เสียชีวิต กระดูกหลายชิ้นถูกส่งต่อไปที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย และบางส่วนกลายเป็นของพิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยาในฟิลาเดลเฟีย ปัจจุบัน Big Bone Lick ถือเป็นจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของ ฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลัง (paleontology) ในอเมริกา และถูกกำหนดให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งชาติสำคัญทางประวัติศาสตร์
ในปลายศตวรรษที่ 18 เจฟเฟอร์สันได้รับตัวอย่างกระดูกที่ส่งมาจากถ้ำในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย โดยนักสำรวจ จอห์น สจวร์จ เดิมทีเขาคิดว่ากระดูกเหล่านี้เป็นของสัตว์คล้าย “สิงโตขนาดยักษ์” และตั้งชื่อว่า Megalonyx (กรงเล็บใหญ่) เพราะเห็นเล็บยาวชัดเจน แต่แล้วเมื่อตีพิมพ์บทความของเขาใน American Philosophical Society เมื่อปี 1799 เขากลับแก้ไขทฤษฎีของตัวเองหลังจากเห็นภาพโครงกระดูกสัตว์ในนิตยสารลอนดอน ที่คล้ายกับสัตว์ที่เขาเรียกว่า เมกะโลนิกซ์ แต่เขาเริ่มสงสัยว่ามันอาจเป็นญาติของ สลอธ มากกว่า
ในที่สุดนักธรรมชาตินิยม ดร.แคสเปอร์ วิสตาร์ ได้เข้ามาช่วยวิเคราะห์และชี้ให้เห็นว่ากระดูกนั้นเป็นของ “สลอธกราวด์ยักษ์” ชนิดหนึ่งจริง ๆ และภายหลังในปี 1822 นักวิทยาศาสตร์ แอนเซลเม เดสมาเรสต์ ได้ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ว่า Megalonyx jeffersonii เพื่อเป็นเกียรติแด่เขา
โครงกระดูกของ Megalonyx jeffersonii ได้ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ และตัว “เจฟฟ์” (ชื่อเล่นของโครงนี้) ถูกติดตั้งในลักษณะที่เหมือนยืน 2 ขา (แม้สัตว์จริงอาจเดินสี่ขา) ซึ่งสะท้อนมุมมองแรกเริ่มของ เจฟเฟอร์สัน ว่าสัตว์ตัวนี้อาจ “ลุกสองขา” แบบหมีหรือเหมือนสัตว์นักล่าใหญ่
บางคนยกย่องเจฟเฟอร์สันว่าเป็น “บิดาแห่งนักบรรพชีวินสัตว์มีกระดูกสันหลัง (vertebrate paleontology) อเมริกา” เพราะเขามีบทบาทสำคัญในการเก็บและวิเคราะห์ฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลังเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม นักบรรพชีววิทยาบางคน เช่น จอร์จ เกย์ลอร์ด ซิมป์สัน เคยวิจารณ์ว่า เจฟเฟอร์สัน ไม่ได้ทำงานตาม “หลักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์” เพราะแม้เขาจะเชื่อใน “การสูญพันธุ์” แต่เขาก็ยังตั้งสมมติฐานว่าสัตว์ยักษ์เหล่านี้อาจยังมีชีวิตอยู่ในแดนตกสำรวจ
ในงานเขียนของเจฟเฟอร์สันมักใช้คำว่า “bones (กระดูก)” แทนคำว่า “fossils (ซากดึกดำบรรพ์)” อันแสดงให้เห็นว่าเขามองสิ่งที่ค้นพบเป็นเพียงกระดูกที่หายไป ไม่ได้คิดถึงมุมวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงทางงสายพันธุ์ ด้วยเหตุว่าเจฟเฟอร์สันมีมุมมองทางศาสนาบางส่วนเกี่ยวข้องกับการทรงสร้างโดยพระเจ้า และไม่เชื่อในเรื่องวิวัฒนาการ เช่น คนกลุ่มนี้เชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์จึงไม่เชื่อว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง
ฟอสซิลมาสโตดอนกับเมกะโลนิกซ์ที่ เจฟเฟอร์สันรวบรวมไม่ใช่แค่ “ของเก่าโบราณ” แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกายุคใหม่ เขาใช้เป็นภาพลักษณ์ให้เห็นว่าแผ่นดินอเมริกามีพลัง ความเก่าแก่ ความยิ่งใหญ่ อารยธรรม และความสำคัญทางธรรมชาติเหมาะแก่การตั้ง “ชาติใหญ่ใหม่”
การส่งมอบตัวอย่างไปยุโรป ทำให้ชุมชนนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเกิดความสนใจต่อฟอสซิลอเมริกา และช่วยเพิ่มชื่อเสียงของอเมริกาในทางวิทยาศาสตร์ยุคต้น ในสมัยของเขา เจฟเฟอร์สันมีห้องหนึ่งในทำเนียบขาวสำหรับเก็บสะสมกระดูกสัตว์ยักษ์ ปัจจุบันถูกเก็บไว้ใน สถาบันแห่งธรรมชาติวิทยาศาสตร์ (ANSP) ฟิลาเดลเฟีย, มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนีย
ประชุมในห้องขรี้ไปเลยจ้า
ด้านบนนี้คือคลิปจากฉากหนึ่งในหนัง LBJ (2016) หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคของ แอลบีเจ หรือ ลินดอน บี จอห์นสัน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 36 ซึ่งฉากประชุมระหว่างที่เขานั่งอึ๊อยู่ในส้วมนี้ไม่เกินจริง ข้อมูลนี้ถูกบันทึกไว้ในห้องสมุดรัฐสภา
แอลบีเจ ได้ชื่อว่า “ท้าทายขนบ” มาก เขาไม่แบ่งแยกชีวิตส่วนตัวกับงานอย่างชัดเจน แต่กลับผสาน “ร่างกาย +อำนาจ +งาน” เข้าด้วยกันอย่างเปิดเผยโดยใช้เทคนิคที่แปลกและบางทีก็อาจจะ “อึดอัด” เพื่อควบคุมสถานการณ์และแสดงอำนาจของตนเอง การประชุมในห้องน้ำและการโชว์ “Jumbo (น้องชาย)” เป็นตัวอย่างของวิธีที่เขาทำให้คนอื่นอยู่ในสถานะที่เขามีอำนาจเหนือกว่า
มีพยานยืนยันว่าเขามักชวนผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาเข้าห้องน้ำเพื่อคุยเรื่องงานขณะที่เขาอึอยู่บนชักโครก “นั่งประชุม”แบบนั้นจริง ๆ จากหลายแหล่ง ถึงกับมีโทรศัพท์ติดตั้งในห้องน้ำของทำเนียบขาวด้วย เพื่อให้สามารถรับสายหรือคุยงานระหว่าง “การทำธุระ” ได้ บางครั้งเขาเรียกให้ผู้ช่วยเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อให้คุยได้ชัดขึ้น แต่ผู้ช่วยบางคนรู้สึกอึดอัดมาก
เว็บคนดัง people ระบุว่า “ไม่แค่นั้นเขาเคยให้คนนอกห้องน้ำรอฟังขณะเขายังแก้ผ้าอาบน้ำอยู่เพื่อคุยงาน เขามีพฤติกรรม “อวดร่างกาย” โดยไม่เขินอาย มีเรื่องเล่าว่าเขาเคยโชว์อวัยวะเพศให้คนอื่นดูในหลายสถานการณ์ และเรียกมันว่า “จัมโบ้”นิตยสาร Vanity Fair ระบุว่า ‘ในห้องอาบน้ำของทำเนียบขาว เขาขอให้ติดฝักบัวแบบหลายหัว และขอให้หนึ่งหัวฉีดพุ่งมาที่จัมโบ้ของเขา โดยเขาให้เหตุผลว่า “ถ้าผมเคลื่อนกองทหารได้ 10,000 นายในวันเดียว พวกคุณก็ควรจัดห้องน้ำให้แบบที่ผมต้องการ” นอกจากนี้เขายังมีนิสัยเปรียบเทียบขนาด “จัมโบ้” ของเขากับของเพื่อนร่วมงานอื่น เช่น ตอนชวนผู้ช่วยมาว่ายน้ำเปลือย ที่เขาเรียกว่า “skinny dip (จุ่มเนื้อหนัง)” ที่สระของทำเนียบขาว’
เว็บ History Collection กล่าวว่า “นักประวัติศาสตร์อเมริกาบางคน ระบุว่า แอลบีเจใช้พฤติกรรมนี้เป็น “เทคนิคอำนาจ” ต่อมาสิ่งนี้มีคำเรียกว่า “Johnson treatment (การบำบัดแบบจอห์นสัน-มาจากชื่อของอดีตประธานาธิบดีคนนี้)” คือการทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด ขยาด หรือเสียความเป็นส่วนตัว เพื่อข่มให้ตนมีอิทธิพลเหนือผู้ร่วมประชุม (และนี่คือที่มาของคำว่า “ไอ้จ้อน หรือจอห์นสัน” ในยุคนั้นที่ยังคงใช้มาจนบัดนี้)
พฤติกรรมนี้ไม่ใช่แค่ “จุดอ่อนทางศีลธรรม” แต่ถูกสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ภาวะผู้นำของเขา คือใช้วิธีแนบชิด, กล่าวถึงเรือนร่าง, และสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพื่อควบคุมฝ่ายตรงข้าม แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผู้มีอำนาจ เราอาจจะเคยเห็นฉากคล้ายกันนี้ในซีรีส์แฟนตาซีย้อนยุค Game of Thrones หรือในฉากฮ่องเต้จีนโบราณ และแม้ในราชสำนักเองก็มีนางสนมนางสนองต่าง ๆ มะรุมมะตุ้มรุมขัดสีฉวีวรรณเจ้าใหญ่นายโต
พฤติกรรมทรัมป์
มาถึงประธานาธิบดีสุดยี้คนปัจจุบัน โรนัลด์ ทรัมป์ ผู้อื้อฉาว เขาเสิร์ฟราคาเฉียดแสนด้วยจำนวนอาหาร 300 ชิ้นซึ่งทั้งหมดคือฟาสต์ฟูดล้วน ๆ อาทิ แฮมเบอร์เกอร์ทุกยี่ห้อทั้งจาก แม็คโดนัลด์, เวนดี้ และเบอร์เกอร์คิง พิซซ่า นักเก็ต เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2019 ระหว่างช่วงล็อคดาวน์โควิด หลังจากทีมเคลมสันไทเกอร์ เพิ่งชนะแชมป์อเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัย (NCAA) ทรัมป์เชิญทีมนี้มาจัดเลี้ยงด้วยฟาสต์ฟูดแบบอเมริกัน
ข่าวจากวอชิงตันโพสต์ระบุว่า ‘อาหารทั้งหมดถูกจัดบน “ถาดเงิน” เป็นภาพที่แปลกตา — อาหารจานด่วนแบบธรรมดามาปรากฏในบรรยากาศหรูของทำเนียบขาว ทรัมป์บอกว่าเขาจ่ายเงินเองทั้งหมด “paid for by me” คือตั้งแต่แนวคิดไปจนสั่งการทั้งหมดเพราะในช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐบางส่วนปิดทำการ ทำให้พนักงานทำเนียบขาวบางส่วนถูกสั่งพักงาน จึงไม่สามารถให้บริการอาหารแบบปกติได้’
ช่องข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ‘โฆษกหญิงของทำเนียบขาว(ซี่งต้องอวยรัฐบาลเป็นปกติ)กล่าวว่าเขาจัดเมนูนี้ “ตามใจ” เพราะต้องการเลี้ยงทีมแชมป์ให้สนุกขึ้น โดยเลือกเมนูที่ทุกคนชอบ ขณะที่คนในโซเชียลวิจารณ์อย่างหนัก — บ้างว่ามันเป็นเรื่องแปลก ที่เสิร์ฟฟาสต์ฟูดในงานทางการของทำเนียบ’ อย่างไรก็ตามช่องกีฬาอีเอสพีเอ็นระบุว่า “แต่ขณะเดียวกันคนในทีมเคลมสันดูเหมือนจะชอบใจ — บางคนถึงกับ “whooped (วี้ดวิ่วเป่าปากตื่นเต้น)ตอนเห็นอาหารมาเสิร์ฟ” รายงานจาก CNBC บอกว่า “อาหารหมดเกลี้ยงภายในชั่วโมงเดียว” วอชิงตันโพสต์สรุปว่า ‘ทรัมป์อ้างว่าเมนูนี้เป็น “อเมริกันแท้ (great American food)” และโยงฟาสต์ฟูดกับวัฒนธรรมอเมริกันและกับสโลแกนของเขาเอง (ทรัมป์ชนะเลือกตั้งมาได้ด้วยคำขวัญสุดอนุรักษ์นิยมว่า “Make America Great Again”)
ไม่แค่นั้น ด้วยรสนิยมเศรษฐีอย่างทรัมป์ผู้เป็นเจ้าของ ทรัมป์ทาวเวอร์สูงตระหง่าน 58 ชั้น (ตั้งแต่ชั้น 27-58 เป็นบ้านของทรัมป์ ส่วนชั้นล่างลงไปเป็นสำนักงานห้างร้าน) ใจกลางย่านช็อปปิ้งฟิฟธ์เอเวนู ซึ่งยอดตึก 3 ชั้นบนสุดเป็นเพนท์เฮาส์สุดหรูของทรัมป์ และมีวิวหลักล้านมองเห็นเซ็นทรัลพาร์คชัดเจน ภายในมีหินอ่อนตั้งแต่พื้น เสา จรดเพดาน ประดับด้วยทอง 24 กะรัต โคมไฟระย้าคริสตัล เพดานวาดเป็นภาพจิตรกรรมเทพเจ้ากรีกแบบยุคคลาสสิก ชิ้นหนึ่งเป็นตำนานรัก อีรอส-ไซคี อีกจุดเป็นเทพอะพอลโล (เทพแห่งแสงสว่างและสรรพวิชา) เพื่ออวดอ้างว่าตนเป็นดั่งเทพเจ้า
โดยนักออกแบบชื่อดัง ยุค 70-80 แองเจโล ดอนห์ไฮอา (เสียชีวิตในปี 1985) ในสไตล์อิทธิพลจากราชวังสมัยหลุยส์ 14 แห่งราชวงศ์ฝรั่งเศส ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ นานถึง 72 ปี (แต่ไม่รู้ทรัมป์จะรู้ไหมว่าหลุยส์ 14 ป่วยตายอย่างทรมานด้วยโรคที่สมัยนั้นเรียกว่า แกงกรีน (gangrene) หรืออาการขาบวม ติดเชื้อแบคทีเรีย เลือดไม่สามารถเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ทำให้เนื้อเน่าลามไปทั่วจนระบบทั้งร่างกายล้มเหลว-ปัจจุบันคือภาวะหนึ่งของโรคเบาหวาน หรือหลอดเลือดแดงแข็งตัว)
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทรัมป์จะยกเอารสนิยมสุดแพงนี้มาปรับแต่งทำเนียบขาวอันปัจจุบันเป็นบ้านอีกหลังของเขาด้วย ตั้งแต่ห้องทำงานรูปไข่ มีรูปปั้นทอง มงกุฎทอง กระจกทองสมัยยุคร็อคโคโค่ เหรียญทองประดับด้วยทอง 24 กะรัตคุณภาพสูง ลามตั้งแต่ห้องทำงานไปยันห้องประชุมคณะรัฐมนตรี นักวิจารณ์ต่างมองว่ารสนิยมของเขาฟุ่มเฟือยเกินเหตุในขณะที่ชาวบ้านเผชิญปัญหารุมเร้าอดอยาก นักออกแบบภายในต่างค่อนแคะว่า “แม้จะราคาแพงแต่ดูไม่แพงเลย เพราะประโคมทองเยอะเกินจนราคาถูก (over-the-top)”
ทรัมป์มีคลับบ้านตากอากาศสุดหรูในปาล์มบีช ฟลอริด้า ชื่อ มาร์อะลาโก (Mar-a-Lago) ที่ตกแต่งด้วยทองหรูทั่วทุกพื้นที่
ล่าสุดทรัมป์ยังมีโครงการขยายปรับปรุงพื้นที่ห้องบอลรูปในปีกตะวันออกของทำเนียบขาวมูลค่าหลายร้อยล้าน และประโคมด้วยธีมทองคำเช่นเคย รวมถึงปรับปรุงห้องน้ำลินคอล์น โดยใช้หินอ่อนและอุปกรณ์ทองคำทั้งหมด ซึ่งตัวแทนทำเนียบขาวระบุว่าทั้งหมดทรัมป์ไม่ได้ใช้เงินภาษีแต่จ่ายด้วยเงินส่วนตัวหรือมีผู้บริจาคให้
วกกลับมาเนื้อหาในฉบับนี้ The Residence เป็นซีรีส์สืบสวนสอบสวนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือรวมบทบันทึกและสัมภาษณ์ The Residence: Inside the Private World of the White House โดย เคท แอนเดอร์เซน บราเวอร์ นักข่าวและนักเขียนสายการเมือง เคยเป็นผู้สื่อข่าวทำเนียบ(บลูมเบิร์ก)มาก่อน ตัวหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แนวฆาตกรรมแต่อย่างใด แต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จากปากคำผู้อยู่เบื้องหลังทำเนียบขาว ตั้งแต่พนักงาน คนเปิดประตู คนขับรถ คนสวน คนครัว เจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว โดยเฉพาะคนเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ยุค 60s เห็นการผันเปลี่ยนของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกับครอบครัวมาหลากรุ่น
แต่ไม่ได้เล่าเฉพาะประธานาธิบดีอย่างเดียว เล่าไปยันพนักงานตัวเล็กตัวจ้อยเหล่านี้ด้วย แสดงให้เห็นถึงเชิงลึกของทำเนียบที่มีอีกปีกเป็นบ้านอาศัย มีพนักงานใกล้ชิดตลอดเวลา ความรัก ความผูกพัน มิตรภาพ ความตึงเครียดและความลับเท่าที่เปิดเผยได้ไปจนเรื่องซุบซิบนินทาต่าง ๆ เรื่องดราม่าบ้าง อื้อฉาวบ้างในช่วงปมเดือดทางการเมืองสมัยต่าง ๆ ไปจนเห็นถึงโครงสร้างทั้งตัวอาคารเอง และความซับซ้อนสัมพันธ์ของพนักงาน ไปจนห้องหับในอาคารหลังโอ่อ่า เจาะลึกโลกส่วนตัวในทำเนียบขาวอันโด่งดังที่ผู้คนต่างรู้จัก…ในแง่มุมที่คนทั่้วไปเคยไม่รู้จักมาก่อน ดังนั้นมันจึงเป็นหนังสือสารคดีไม่ใช่นิยายแนวสอบสวนแต่อย่างใด
ซีรีส์ถูกดัดแปลงเป็นบทแนวสืบสวนสอบสวนโดย พอล วิลเลียม เดวีส์ ผู้เป็นโชว์รันเนอร์ของซีรีส์นี้ด้วย เขาสร้างชื่อจากการเป็นโปรดิวเซอร์ ซีรีส์ Scandal (2012-2018 เล่าเกี่ยวกับอดีตผู้อำนวยการบลูมเบิร์กประจำทำเนียบขาว ที่หันมาเปิดบริษัทจัดการวิกฤตปัญหาส่วนตัวให้คนดังแวดวงการเมือง) และ ซีรีส์ For the People (2018-2019 ดราม่ากฎหมายในศาลรัฐบาลกลางเขตนิวยอร์กใต้ ตัวเอกเป็นทนายหน้าใหม่ทำคดีไฮโปรไฟล์ที่มีผลกระทบทางการเมืองและสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตส่วนตัว)
4 ตอนแรกกำกับโดย ลิซา จอห์นสัน เคยกำกับบางตอนให้กับซีรีส์ดัง ๆ หลายเรื่อง อาทิ Feud, American Horror Story, Silicon Valley, What We Do in the Shadows, The Last of Us, The Diplomat ส่วนครึ่งหลังกำกับโดย จาฟฟาร์ มาห์มูด เคยกำกับซีรีส์ About a Boy (2014-2015), Modern Family (2009-2020), Hot Mess Holiday (2021), As We See It (2022), Killing It (2022), Young Sheldon (2017-2024), Dear Edward (2023)
ตัวซีรีส์เล่าทะลุให้เห็นโครงสร้างชนชั้นทั้งตัวอาคารและผู้อาศัย ทั้งที่อยู่มานานหลายยุคสมัย และที่เพิ่งเข้ามาอาศัยในบ้านใหญ่หลังนี้อันเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักประธานาธิบดีแต่ละคน ไปจนถึงอาคารด้านสาธารณะและชั้นส่วนตัว ให้เห็นเบื้องลึกและเบื้องหลัง ทั้งฟากผู้บริหารอาคารที่อยู่มานาน และฝั่งเลขาประธานาธิบดีที่เพิ่งเข้ามาอยู่ แม่บ้าน คนครัว บัตเลอร์ เจ้าหน้าที่ทำเนียบ เลขาส่วนตัว ครอบครัวประธานาธิบดี อันเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อมีคนตายในช่วงที่มีแขกเหรื่อเยอะและยุ่งเหยิงมาก ทำให้มีผู้ต้องสงสัยที่มีเหตุผลพอจะเป็นฆาตกรได้หลากหลายคน แต่ใครจะเป็นฆาตกรตัวจริง เมื่อทุกอย่างค่อย ๆ คลี่คลายผ่านนักสืบหญิงคนดำ คอร์เดเลีย คัปป์ (อูโซ อะดูบา ผู้เคยคว้าเอ็มมี่อะวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงจากซีรีส์ Orange Is the New Black สองครั้ง กับ Mrs. America อีกหนึ่งครั้ง และเสนอชื่อเข้าชิงนักแสดงนำอีก 2 เรื่อง คือ In Treatment และ The Residence เรื่องนี้เองด้วย)
ความโว้กแล้วหนึ่งของซีรีส์นี้คือนอกจากจะย้ำประเด็นเสมอมาว่าทำไมประธานาธิบดีอเมริกาถึงไม่เคยเป็นผู้หญิงสักที(โว้ย)แบบตะโกนแล้ว หนังยังโว้กต่ออีกดอกด้วยการให้ซีรีส์นี้ไม่มีสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่มีสุภาพบุรุษหมายเลขหนึ่งถึงสองคน คือซีรีส์นี้ระบุให้ประธานาธิบดีเป็นเกย์และมีคู่รักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริงในสหรัฐ) อย่างไรก็ตามมีบางสิ่งที่ฮามาก ๆ เกี่ยวกับประธานาธิบดีคนนี้ เช่น ฉากฝักบัวอาบน้ำ ที่เขาหมกมุ่นกับความร้อนของน้ำ รวมไปถึงสั่งการพนักงานขณะแก้ผ้าอาบน้ำอยู่ เป็นไปได้ว่าดัดแปลงมาจากอดีตประธานาธิบดี แอลบีเจ ที่เราเล่าไปแล้ว และในซีรีส์เขายังมีน้องชายสุดแสบที่ความแสบทำให้น้องคนนี้ถูกบังคับให้กักบริเวณอยู่แต่ในทำเนียบ ตรงนี้มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ามันช่างสอดพ้องกับอดีตประธานาธิบดีบางคนเหลือเกิน
โรเจอร์ คลินตัน จูเนียร์
น้องชายต่างแม่ผู้อื้อฉาวของ บิล คลินตัน โรเจอร์ เคยเป็นนักร้องในวงชื่อ Politics (การเมือง) มีรหัสที่ตั้งโดยหน่วยราชการลับ (United States Secret Service หรือเจ้าหน้าหน้าที่ปกป้องและคุ้มกันครอบครัวประธานาธิบดี) ว่า “Headache (หัวจะปวด)” ปี 1984 โรเจอร์ ถูกตัดสินในคดีร่วมสมคบคิดค้าโคเคน เขารับสารภาพและถูกจำคุกหนึ่งปี ต่อมาในปี 1999 เขาถูกจับตาว่าเกี่ยวข้องกับมาเฟียอิตาเลียน โรซาริโอ แกมบิโน เขารับเงินใต้โต๊ะห้าหมื่นดอลลาร์เพื่อให้ช่วยล็อบบี้ให้ บิล ที่ตอนนั้นเป็นประธานาธิบดีแล้วช่วยเหลือคดีของพวกแกมบิโน โดยมีเอกสารจากสภาคองเกรสระบุว่า โรเจอร์ใช้พี่ชายเพื่อเข้าถึงคณะกรรมการพารอล (คณะกรรมการรัฐบาลกลางเฉพาะกรณีอภัยโทษ) เพื่อขอปล่อยตัวหลังจากโดนโทษไป 45 ปี (ต่อมาหลังจากเขาติดคุกไป 22 ปี ในปี 2009 โรซารินี ถูกเนรเทศกลับอิตาลี ก่อนที่จะศาลปาเลโมจะปล่อยตัวเขาเนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพในปี 2011 และ 2014 ศาลอุทธรณ์อิตาลียกฟ้องข้อหาค้ายาทั้งหมดแบบไร้มลทินมัวหมอง
โรเจอร์ต้องคดีเมาแล้วขับ (DUI) ครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2001 ถูกจับที่เฮร์โมซา บีช แคลิฟอร์เนีย หลังถูกจับกุมเขาได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางประกันและนัดขึ้นศาลในวันที่ 2 เมษายนปีนั้น ต่อมาสิงหาคมเขารับสารภาพผิดในคดีขับรถโดยประมาท หลังอัยการตกลงให้ลดข้อหาเมาแล้วขับสองข้อบวกกับข้อหาก่อความวุ่นวาย เขาถูกลดโทษเหลือคุมประพฤติ 2 ปีโดยห้ามขับรถหากมีแอลกอฮอลหรือยาในระบบ และเสียค่าปรับ 1,350 ดอลลาร์
คดีเมาแล้วขับอีกครั้งในวันที่ 5 มิถุนายน 2016 โรเจอร์ฉาวอีกครั้งในเมืองชายฝั่งใกล้แอลเอ ของเรดอนโด บีช แคลิฟอร์เนีย เขาไม่ปฏิเสธข้อหาขับรถขณะมึนเมา แต่ข้อหาขับโดยมีแอลกอฮอลเกินกำหนดถูกถอน ทำให้ถูกคุมประพฤติ 3 ปี ถูกจำคุก 2 วัน เสียค่าปรับ 390 ดอลลาร์รวมค่าธรรมเนียมอีกสองพันดอลลาร์ และต้องเข้าโปรแกรมบำบัดอีก 9 เดือน อีกทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียสั่งให้ติดอุปกรณ์ล็อคจุดสตาร์ทหากมีแอลกอฮอลในเลือดภายในรถเขาเป็นเวลาอย่างน้อยห้าเดือน
แต่สิ่งที่ไม่เคยปรากฎในเรื่องจริงคือ คลินตันไม่เคยให้น้องชายคนนี้มาอาศัยอยู่ในทำเนียบขาว นอกจากเขาจะเคยมาเยี่ยมเป็นบางครั้งในระหว่างที่บิลดำรงตำแหน่ง และในปลายสมัยของบิล เมื่อปี 2001 บิลเคยใช้อำนาจอภัยโทษให้โรเจอร์ ทำให้ บิล ถูกวิจารณ์ว่าบกพร่องทางกฎหมายและจริยธรรม
ฮันเตอร์ ไบเดน
กรณีช่วยเหลือญาติ สื่อเคยนำไปเปรียบเทียบกับ ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของ โจ ไบเดน ในปี 2018 ฮันเตอร์ถูกตัดสินความผิด “ให้ข้อมูลเท็จ” ระหว่างกรอกแบบฟอร์มซื้ออาวุธปืน โดยระบุว่าไม่ใช้ยาเสพติดทั้งที่เขามีปัญหาเสพยาอยู่ในช่วงนั้น เขาซื้อปืนรีโวลเวอร์ ครอบครองได้เพียง 11 วันก่อนจะถูกตรวจพบประวัติการใช้่สารเสพติด แต่ต่อมาไบเดนใช้อำนาจประกาศอภัยโทษแบบไร้มลทิน
ตั้งแต่ 2017-2018 ฮันเตอร์ ยังเคยสารภาพผิดในข้อหาเลี่ยงภาษีหลายข้อ ทั้งจ่ายไม่ครบ และเขียนแบบฟอร์มเท็จ
2023 อัยการตั้งข้อหาเขา 3 ข้อในคดีแบบฟอร์มปืน ปลายปีเดียวกันนั้นเขาถูกข้อหาเลี่ยงภาษีอีก 9 กระทง อย่างไรก็ตามภายหลังเมื่อ 1 ธันวาคม 2024 โจ ไบเดนใช้อำนาจส่วนตัวประกาศคำอภัยโทษเต็มรูปแบบและไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้ลูกชายตัวเองพ้นผิดโดยมีผลย้อนกลับไปล้างคดีทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในระหว่างต้นปี 2014 จนถึงปลายปี 2024
แลปท็อปจากนรก!
เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งในปี 2020 โดยครอบครัวไบเดนปฏิเสธและให้สัมภาษณ์สื่อว่าน่าจะเป็นการปล่อยข้อมูลเท็จจากรัสเซีย เรื่องคือมีข้อมูลจากโน้ตบุคส่วนตัวของฮันเตอร์ ไบเดน หลุดไปในโลกโซเชียลเมื่อเดือนตุลาคม 2020 ประกอบไปด้วยอีเมล์และภาพส่วนตัว พร้อมเอกสารที่อ้างว่าในนั้นระบุถึงธุรกิจในต่างประเทศของฮันเตอร์ และอาจส่งผลกระทบต่อ โจ ไบเดน ในฐานะผู้ชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในเวลานั้น ต่อมาหลังจากฮันเตอร์พบว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นของจริง เขาจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในปี 2019 เขาเคยเอาแลปท็อปไปซ่อม จากหลักฐานเหล่านี้ชี้ว่าเขาหมกเม็ดเรื่องภาษี อันนำไปสู่คดีที่เราเล่าไปแล้วที่สุดท้ายโจ ใช้อำนาจระหว่างเป็นประธานาธิบดีอภัยโทษเขาทั้งหมด
เช่นเคย เราขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยถ้อยคำจากในหนังสือและซีรีส์นี้ว่า “การเป็นประธานาธิบดีหมายถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางสาธารณะ แต่ทำเนียบขาวเตือนพวกเขาว่าภายในกำแพงเหล่านี้ พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ และยังคงเป็นครอบครัว…แขกเหรื่อผู้มาเยือนอาจเห็นความยิ่งใหญ่และอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐ แต่พวกเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวจ้อยต่างรู้ซึ้งถึงการเดินละเมอยามดึก คราบน้ำตา และเสียงหัวเราะ อันเป็นสิ่งกำหนดชีวิตจริง ๆ ภายในทำเนียบขาว…พนักงานในทำเนียบรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับนิสัย รสนิยม และสิ่งที่ประธานาธิบดีไม่ชอบ พวกเขาคือมือที่มองไม่เห็นที่ทำให้บ้านหลังนี้ดำเนินไป”



