…..
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคมจัดการบรรยายทางวิชาการเรื่อง “ทำอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจไทยล้มเหลว” โดย ศ. ดร.ปราณี ทินกร ราชบัณฑิตประเภทวิชาเศรษฐศาสตร์ และ ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่กำลังพาไปสู่ความ “ล้มเหลว”
ดร.ปราณีกล่าวว่า ถ้าพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์ ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจหมายถึงสถานการณ์ความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน ระบบการเงินการธนาคารล้มเหลว การค้าขายและธุรกิจไม่สามารถดำเนินไปตามปกติ อัตราการว่างงานสูง มีคนว่างงานจำนวนมาก และตามมาด้วยความไม่สงบและความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม ทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพ แต่หากนิยามความล้มเหลวตามหนังสือ Why Nations Fail ผู้เขียนสื่อว่าชาติที่ล้มเหลวคือชาติที่ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองและไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน
ที่พูดถึงหนังสือเล่มนี้มาก เพราะแม้ผู้เขียนจะเขียนมาตั้งแต่ปี 2012 แต่มาได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2024 ก็เลยทำให้ผู้คนนำประเด็นของเขามาพูดกันมากมายในสื่อโซเชียลมีเดีย จนถึงขั้นว่าประเทศไทยจะล้มเหลวหรือไม่ ซึ่งตามนิยามในระยะยาวก็ดูน่ากลัวที่เราจะไม่มีความเจริญรุ่งเรืองและไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ แต่ในระยะเวลาสั้นหรือระยะกลาง เหตุการณ์ไม่น่ากลัวเท่ากับนิยามทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นโดยใช้ระยะเวลายาวนาน ก็เปิดโอกาสให้เราได้มีเวลาเข้าไปแก้ไขเช่นกัน
ดร.ปราณีกล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาหลายประการที่กำลังนำพาไปสู่ความ “ล้มเหลว” เห็นได้จากข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ล่าสุดสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า GDP ไตรมาส 3/2568 แม้จะขยายตัว 1.2% แต่ก็เป็นการชะลอตัวลงจาก 2.8% ในไตรมาส 2/2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาล (seasonal adjustment) แล้ว GDP ไตรมาส 3/2568 ลดลง 0.6% จาก GDP 2/2568
ถ้าหากนิยามภาวะเศรษฐกิจถดถอย (economic recession) ตาม NBER (National Bureau of Economic Research) ว่าเป็น “ a significant decline in economic activity spread across the economy, lasting more than a few months, normally visible in production, employment, real income, and other indicators”
เราเริ่มก้าวเข้าไปสู่ขั้นแรกแล้ว คือเริ่มมีการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถ้าหากลดลงเป็นเวลา 2 ไตรมาสติดต่อกัน เราก็จะเข้าสู่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า technical recession คือมีภาวะถดถอยทางเทคนิค แต่ตอนนี้คงต้องดูต่อไปว่าไตรมาส 4/2568 จะติดลบหรือไม่
นอกจากนี้ จากข้อมูลอัตราการเติบโตของ GDP ตั้งแต่ปี 2530-2567 ที่คำนวณจากข้อมูลรายได้ประชาชาติของสภาพัฒน์ฯ จะเห็นว่าก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง อัตราการเติบโตของประเทศไทยค่อนข้างดี บางปีสูงกว่า 10% มีการขยายตัวอย่างร้อนแรง จนกระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 จะเห็นว่าอัตราการเติบโตติดลบในปี 2540 และ 2541 หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา และสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียง 5%
แต่พอปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์หรือวิกฤติซับไพรม์ เศรษฐกิจเราก็โดนกระทบเหมือนกัน แต่ไม่มากนักและยังอยู่ในแดนบวก จนกระทั่งเกิดวิกฤติโควิด ปี 2563 เศรษฐกิจตกลงมาติดลบมากกว่า 5% นี่คือข้อมูลที่เห็นในระยะยาว และหากดูเส้นแนวโน้มมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าการเติบโตของเราต่ำลงมาเรื่อยๆ
เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาลองเฉลี่ยทีละ 10 ปี พบว่าปี 2531-2540 อัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.3 (ไม่รวมปี 2540), ปี 2541-2550 อัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.2 (ไม่รวมปี 2541), ปี 2551-2560 อัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.5 (ไม่รวมปี 2552) และปี 2561-2567 ลงมา 2.5 (ไม่รวมปี 2563) ข้อมูลตรงนี้บอกว่าเราค่อยๆ มีปัญหามาเรื่อยๆ
ปัญหาและความเสี่ยง
ดร.ปราณีกล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนรู้สึกว่าเรามีปัญหาเศรษฐกิจกันทั้งนั้น โดยมีปัญหา 2 อย่าง คือ “ปัญหารุมเร้า”และ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ซึ่งประกอบด้วย
1. ปัญหาเรื่องภาษีซึ่งเกิดจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Trump tax) ซึ่งเราถูกเก็บที่อัตรา 19% มีผลต่อการส่งออกอย่างมาก เพราะเราเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิด
2. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วบางแห่งและมีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัฐเซีย-ยูเครน, ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, การเผชิญหน้าระหว่างอเมริกากับเวเนซุเอลา, สงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีน ฯลฯ ความขัดแย้งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลต่อห่วงโซอุปทานและราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
3. ปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากทำให้เกิดผลทั่วโลกแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมรุนแรงและสภาวะแห้งแล้งรุนแรง ซึ่งย่อมส่งผลต่อการผลิตของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้การที่สหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษีคาร์บอน (CBAM) จะทำให้ต้นทุนการผลิตของเราสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะลดลง
4. ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก (export-oriented economy)
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภายในประเทศที่สำคัญก็คือ โครงสร้างการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งโครงสร้างของอุปสงค์มวลรวม และปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาความยากจน โดยข้อมูลสภาพัฒน์ฯ ปี 2567 ระบุว่า อัตราส่วนความยากจนของไทยอยู่ที่ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีคนประมาณ 3.4 ล้านคนที่ตกอยู่ในภาวะยากจน (มีรายได้ต่ำกว่า 3,078 บาท/คน/เดือน)
ส่วนปัญหาที่ประเทศไทยกำลังประสบอย่างหนักคือ “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูงมาก โดยไตรมาส 2/2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ประมาณ 86.8% ส่งผลต่อความสามารถในการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือน และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อีกปัญหาที่เลวร้ายสำหรับสังคมไทยอย่างมากก็คือ “ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน” โดยเมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) จัดอันดับ Corruption Perception Index พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศ และมีคะแนน 34 จาก 100 ประเทศไทยเราก็แย่ลงไปเรื่อยๆ
“การทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองหรือปัญหาทางด้านศีลธรรมเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะว่าการทุจริตคอร์รัปชันมีผลในการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้การลงทุนลดลง ส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เราจะต้องช่วยกันป่าวประกาศให้พวกนักการเมือง ข้าราชการทั้งหลายที่ทำการทุจริตคอร์รัปชันจากงบประมาณแผ่นดินว่าเขาเป็นตัวร้ายในการทำให้ประเทศไทยเติบโตช้า และอาจจะเป็นตัวที่ทำให้เศรษฐกิจไทยล้มเหลวตามสายตาของนานาชาติไปในที่สุด เราต้องช่วยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และผลักดันให้ภาครัฐแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง”
“ตอนนี้ ป.ป.ช. กำลังสอบแม้กระทั่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏในต่างจังหวัดแห่งหนึ่งที่โกงเงินค่าประเมินผลงานทางวิชาการ ไม่ใช่โกงแค่เคสเล็กๆ เขาโกงสะสมมาเป็นเวลานานพอสมควรจนกระทั่งจำนวนเงินที่ทุจริตไปนับเป็น 10 ล้านบาท จน ป.ป.ช. ต้องเข้าไปตรวจสอบ พวกศาสตราจารย์ทั้งหลายถูกแอบอ้างชื่อว่าเป็นผู้ไปประเมินผลงานวิชาการให้เขาและได้รับเงิน ทั้งที่ในความเป็นจริงคือไม่ได้ประเมินและไม่ได้รับเงิน แต่มีชื่อปรากฏ”
เพราะฉะนั้น เรื่องคอร์รัปชันไม่ได้เกี่ยวพันกับนักการเมืองอย่างเดียว ข้าราชการก็เป็นตัวหลักเหมือนกันที่จะไปทำเรื่องพวกนั้น ฉะนั้น ทำอย่างไรไม่ให้ระบบราชการเข้าไปมีปัญหากับการทุจรติคอร์รัปชัน

สัญญาณเตือนของ “วิกฤติการคลัง”
ดร.ปราณียังกล่าวว่า ได้มองเห็นถึงสัญญาณเตือนของวิกฤติการคลัง ซึ่งใกล้เข้ามาค่อนข้างมากใน 2 ประเด็นสำคัญคือ 1. พบว่ารายจ่ายรัฐบาลสูงกว่ารายได้ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นปี 2548) 2. สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ “แก่ก่อนรวย”
ทั้งนี้ ประเด็นรายจ่ายรัฐบาลสูงกว่ารายได้ตั้งแต่ปี 2540 จากข้อมูลพบว่า ก่อนปี 2550 มีการขาดดุลงบประมาณ แต่มีขนาดไม่มากเท่ากับที่พบในปัจจุบัน ซึ่งช่องว่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายรัฐบาลค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นมาก ที่น่าวิตกก็คือ แนวโน้มของรายได้รัฐบาลที่คิดเป็นร้อยละของ GDP ลดลงมาเรื่อยๆ ในขณะที่แนวโน้มของรายจ่ายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ผลก็คือดุลเงินงบประมาณติดลบมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนอยู่ในระดับประมาณไม่เกินร้อยละ 3 แต่ตอนนี้ถ้าไม่นับปี 2552 ซึ่งเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มันลงมาเรื่อยๆ เราขาดดุลการคลังมาเรื่อยๆ
จะเห็นว่ารายได้รัฐบาลซึ่งเดิมอยู่ประมาณร้อยละ 17-18 ของ GDP ปัจจุบันมันลงมาเรื่อยๆ ประมาณร้อยละ 15 ซึ่งนับว่าน้อย ในขณะที่รายจ่ายประมาณร้อยละ 18-19 ก็น่าเป็นห่วง เราก็ต้องไปกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล ซึ่งพบตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างมโหฬาร แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงบ้าง แต่ก็ยังนับว่าสูงอยู่ เมื่อคุณขาดดุล ก็ต้องไปกู้เงิน และเมื่อคิดเป็นร้อยละของ GDP มันก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น มันทำให้เราต้องเป็นหนี้ เพราะต้องกู้เงินมาเพื่อใช้จ่าย
ดังนั้น การที่ประเทศมีหนี้สาธารณะระดับสูง มีผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกเว้นว่าเรานำหนี้นั้นมาทำการลงทุน สร้างศักยภาพในการเติบโต และทำให้ GDP ขยายตัว สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะลดลง แต่ถ้าหากทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรากู้หนี้มาใช้เพื่อการบริโภค GDP ก็ไม่โต หนี้ก็สูงขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็ต้องสูงไปเรื่อยๆ มีผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เพราะเวลารัฐบาลกู้เงินก็ต้องกู้เงินจากตลาดการเงิน ทำให้มีแรงผลักให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นก็ไปกระทบต่อการใช้จ่ายภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุน เมื่อการลงทุนภาคเอกชนน้อยลง ย่อมมีผลต่อศักยภาพในการเจริญเติบโตในอนาคต เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลเป็นหนี้มาก ย่อมไม่ดีต่อภาคเอกชน
นอกจากนี้ หนี้สาธารณะในระดับสูงย่อมก่อให้เกิดภาระหนี้ในระดับสูง เพราะรัฐบาลต้องเอาเงินมาจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งหมายถึงการต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหรือลดการใช้จ่ายรัฐบาลลง หากเป็นการลดรายจ่าย ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือกในการลดการลงทุน หรือลดการใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ ก็จะส่งผลต่อศักยภาพการเจริญเติบโตในอนาคตเช่นกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ ที่ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ต้องเข้าไปจัดการ
ส่วนประเด็นเรื่องสังคมสูงวัย จากรายงานข้อมูลทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 พบว่ามีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13.4 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 65.6 ล้านคน เพราะฉะนั้น ผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนร้อยละ 20.4 แสดงว่าประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (completely age society) ไปแล้ว สถานการณ์นี้ย่อมไปเพิ่มรายจ่ายรัฐบาลในด้านการรักษาพยาบาล การจ่ายบำนาญ รวมทั้งเรื่องที่เป็นสวัสดิการ
ประชากรในวัยทำงานก็มีสัดส่วนน้อยลง ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้รัฐบาลจากการจัดเก็บภาษีน้อยลง ส่วนแรงงานที่อยู่ในวัยชรา ถึงจะผลักให้เขาไปทำงานต่อ ซึ่งก็ควรทำ แต่อย่างไรก็ตามเขาย่อมมีผลิตภาพที่ลดลงด้วยไปตามวัย
ทั้งนี้ ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปสำหรับปีงบประมาณ 2568 แสดงข้อมูลงบประมาณรายจ่ายเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุจำนวน 356,174.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของงบประมาณรายจ่ายรวม (3,752,700 ล้านบาท) และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลปี 2561 พบว่างบสวัสดิการผู้สูงอายุมีเพียง 258,593.4 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.7% ต่อปี ในขณะที่อัตราเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 2.5% เท่านั้น
คำถามคือจะทำอย่างไรเราถึงจะหารายได้เพิ่มให้ GDP ของเราโตทันจำนวนผู้สูงวัยที่โตขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเรื่องสังคมสูงวัยเกี่ยวพันถึงงบฯ ขาดดุล เกี่ยวพันกับหนี้สาธารณะ และเกี่ยวพันไปถึงความสามารถในการเติบโตของประเทศ
ทำอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจไทยล้มเหลว?
ดร.ปราณีกล่าวว่า จากข้อมูลที่นำเสนอมาพบว่าปัญหาเรามีเยอะมาก แต่ปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงและนำเราไปสู่วิกฤติคือปัญหาเรื่องงบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะ กับปัญหาสังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันเราก็มีปัญหาภายนอกรุมเร้า ถามว่าจะทำอย่างไร
ทั้งนี้ ปัญหาต่างๆ สามารถแยกเป็น 2 ส่วน คือปัญหาจากภายนอก เช่น ปัญหาจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราคาดเดาผลกระทบได้ และสิ่งที่เราควรทำคือ เตรียมการบริหารความเสี่ยง เช่น เรื่องราคาน้ำมัน เราก็ควรจะ diversify หรือกระจายความเสี่ยงในเรื่องแหล่งพลังงานของเรา และพยายามใช้พลังงานทางเลือก
หรือหากเป็นเรื่อง export เราก็ต้อง diversify ตลาดของเรา อย่าทุ่มการส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรปเพียงอย่างเดียว เราต้องกระจายไปให้ทั่วโลก ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีปัญหากับเรา ไข่เราก็แตกไปแค่ใบสองใบ ไม่ใช่แตกไปเยอะ
เรื่องโลกร้อนก็เช่นเดียวกัน เราควรหาทางอุดหนุนการลดการใช้พลังงานจาก fossil fuel เพื่อช่วยไม่ให้โลกร้อนไปกว่านี้ ขณะเดียวกัน ถ้าเราไม่ต้องพึ่งคาร์บอนมากนัก ก็ไม่ต้องไปเสียภาษีคาร์บอนให้กับสหภาพยุโรป ต้นทุนการผลิตของเราก็อาจจะดีขึ้น แล้วก็จะแข่งขันได้
ส่วนปัญหาจากปัจจัยภายในประเทศ เราต้องรีบหาทางแก้ไข โดยเรื่องที่จะต้องแก้อย่างเร่งด่วนคือเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ เราต้องหาทางเพิ่ม productivity ให้แรงงาน ซึ่งการแก้วันนี้ไม่ได้หมายความว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็นผล มันอาจจะไปเห็นผลอีกประมาณ 6-7 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้าก็ได้ เหมือนกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เราเห็น มันใช้เวลาตั้ง 20-30 ปี ก่อนจะมาโผล่ให้เราเห็นว่ามันหนักหนาสาหัสแล้ว อันนี้เราต้องหาทางแก้ ทำยังไงที่จะเพิ่ม productivity ให้แรงงานและภาคเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยีในการผลิต
ส่วนเรื่องขาดดุลงบประมาณที่เรื้อรังสะสมจนเป็นหนี้สาธารณะ เราก็ต้องหาทางลดรายจ่ายรัฐบาลและเพิ่มรายได้ ยกเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น ลดคนลดงานที่ซ้ำซ้อน ซึ่งอันนี้ต้องนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการ
เช่นเดียวกับเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เลวร้ายและซึมลึกไปทั่ว เราต้องถามตัวเองว่าทำไมประเทศอื่นเขาแก้ได้ ทำไมเรายังแก้กันไม่ได้ แถมยังมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านี้เราจำเป็นต้องแก้ไข รัฐบาลต้องจริงจังเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการว่าจะลดรายจ่ายยังไง แล้วจะเพิ่มรายได้หรือไม่อย่างไร
รัฐนิ่งเฉย – เศรษฐกิจชะงักงัน – สภาวะกบต้ม
ด้าน ดร.วิรไท สันติประภพ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงรัฐล้มเหลวหรือเศรษฐกิจล้มเหลวอาจมองได้แตกต่างกัน ในทางรัฐศาสตร์อาจเกิดได้จากสาเหตุสงครามกลางเมือง การปฏิวัติ การยึดอำนาจ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงกรอบกติกา จนทำให้การปกครองของประเทศไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของคนทั่วไป แต่คำนึงถึงประโยชน์ของชนชั้นผู้ปกครองเป็นหลัก และมักมีการใช้อำนาจทหารเข้ามา เป็นตัวอย่างของรัฐล้มเหลวแบบหนึ่ง
อีกแบบหนึ่งก็คือ ไม่มีรัฐบาลเลย มีการต่อสู้กันของชนกลุ่มน้อยหรือของกองกำลังต่างๆ ทำให้ไม่มีกลไกในการบริหารจัดการบ้านเมือง ผลเสียคือประชาชนไม่สามารถที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ หากขยายความจากที่อาจารย์ปราณีได้แสดงตัวเลขสถิติหลายตัวสะท้อนว่า ปัญหาความยากจนในกรณีของประเทศไทยก็อาจเป็นสัญญาณที่นำไปสู่ความกังวลหรือไม่ว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ซึ่งมาจากรัฐที่ล้มเหลวในระดับหนึ่ง เพราะไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน
ส่วนตัวยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เศรษฐกิจที่ล้มเหลว และรัฐไทยยังไม่ได้เป็นรัฐที่ล้มเหลว แม้จะมีสัญญาณหลายอย่างที่ทำให้กังวลมากขึ้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจไทยหรือรัฐไทยมีลักษณะเป็นสภาวะเป็น “รัฐนิ่งเฉย” และเป็นเศรษฐกิจที่ “ชะงักงัน”
ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจชะงักงัน ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราไม่เห็นปัญหาหลากหลายด้านที่กำลังไหลลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ ขณะเดียวกันก็มีหลายด้าน เช่น เรื่องคอร์รัปชันที่คะแนนดิบเราไหลลงเองด้วยซ้ำไป ไม่ต้องไปเทียบกับประเทศอื่น
สภาวะแบบนี้อาจนึกถึงสภาวะที่เรียกว่าเป็น “สภาวะกบต้ม” คือเมื่อนำกบใส่หม้อน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นเรื่อยๆ กบก็จะปรับอุณหภูมิของตัวเอง ไม่ได้รู้สึกร้อนจนกระทั่งน้ำเดือด เมื่อถึงเวลาอยากกระโดดออกจากหม้อ ก็กระโดดไม่ได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงเรื่อยๆ นี่เป็นสิ่งที่เราคงไม่อยากให้เกิด แต่ถ้าวันนี้เรายังนิ่งเฉย ชะล่าใจ หรือชะงักงัน ถึงเวลานั้นก็จะช้าไปและกระโดดไม่ได้
ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส–คนจนข้ามรุ่น–และธุรกิจสีเทา
ดร.วิรไทชี้ว่า ปัจจุบันมีสัญญาณหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าน้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ด้านทรัพย์สิน ทั้งเรื่องเงินฝาก การถือครองที่ดิน อีกเรื่องที่มีความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ คือความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส จนมีสภาวะที่เรียกว่าเป็น “คนจนข้ามรุ่น” ไม่สามารถที่จะออกจากความยากจนได้ เป็นสิ่งที่สืบต่อกันระหว่างรุ่น เอสเอ็มอีก็มีการแข่งขันยากขึ้น ไม่สามารถที่จะยกระดับธุรกิจของตัวเองให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส
ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐก็ดูจะถดถอยลง หากมองชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนนอนในแต่ละวัน ต้นทุนการใช้ชีวิตของเราขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ เราใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้การขนส่งสาธารณะ ถ้าหน่วยงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพต่ำ ก็แปลว่าต้นทุนการใช้ชีวิตและต้นทุนการทำธุรกิจของเราสูงขึ้น มีผลโดยตรงกับเรื่องผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ปัญหาใหญ่มากของความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาสที่ทำให้เกิดความยากจนข้ามรุ่น ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นบันไดทางสังคมที่สำคัญมากในระบบสังคมไทย
แต่คุณภาพการศึกษาของเราทุกวันนี้เป็นโจทย์ใหญ่มาก แม้จะใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละปี แต่คะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไปจนถึงคุณภาพของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่เราไม่สามารถยกระดับให้เท่าทันกับคู่เทียบ ความเหลื่อมเหลื่อมทางการศึกษาก็สูงมากขึ้น
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส และอาจจะนำไปสู่เรื่องของความเห็นต่าง ความแตกแยกในสังคมของคนในอีก 10-20 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ เพราะว่ามาจากพื้นฐานทางการศึกษาที่ต่างกันมาก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การใช้อำนาจตลาดเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ประเด็นเรื่องหลักนิติรัฐ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้สะท้อนมาในสิ่งที่เราพูดกันตลอดว่าสีของสังคมไทย สีของเศรษฐกิจไทย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น “สีเทา” มากขึ้น
เพราะว่าเมื่อมีคอร์รัปชัน มีหลักนิติรัฐที่ไม่เข้มแข็ง ก็จะดึงดูดให้ธุรกิจสีเทาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่เก่งและดีก็จะไม่เข้ามา เพราะรู้ว่าไม่สามารถที่จะมาแข่งขันกับธุรกิจสีเทาได้อย่างเป็นธรรม ก็จะเป็นผลที่กลับมาทำให้เศรษฐกิจสังคมไทยถดถอยลงได้เร็วขึ้น
นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายในซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิในหม้อน้ำของเราที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ปราณีก็ได้เน้นย้ำให้เห็นแรงกดดันจากอุณหภูมิภายนอกที่ร้อนมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ภาวะโลกรวน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร พัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว หรือเรื่องของ AI Transformation จะเป็นเรื่องใหญ่มาก มีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่จำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจไทยอ่อนลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นฐานะการคลังภาครัฐ หรือฐานะการเงินของครัวเรือนที่แสดงให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เรื่องเหล่านี้ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญและไม่จัดการอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้อยู่ในสภาวะกบต้มไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีกำลังท่าจะกระโดดออกได้ คำถามสำคัญคือมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้สถานะจากเศรษฐกิจชะงักงันกลายเป็นเศรษฐกิจล้มเหลว หรือมีปัจจัยอะไรที่จะเร่งให้รัฐนิ่งเฉยหรือรัฐกบต้มกลายเป็นรัฐล้มเหลว
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ “กินรวบ” มากขึ้น
ดร.วิรไทกล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่ากรอบแนวคิดของหนังสือเรื่อง Why Nations Fail เป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญมาก ว่าเราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างเชิงสถาบัน” ซึ่งได้แก่โครงสร้างทางเศรษฐกิจกับโครงสร้างทางการเมือง” โดยในแต่ละโครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
เริ่มจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจประเภทแรกเรียกว่า “inclusive” เป็นโครงสร้างที่คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ มีการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อีกด้านหนึ่งคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจประเภท “extractive” หรือโครงสร้างที่คนส่วนน้อยสามารถกินรวบได้
เช่นเดียวกับโครงสร้างสถาบันการเมืองก็แบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน คือโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เป็น inclusive คือกลไกภาครัฐที่ยึดผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลัก กับโครงสร้างสถาบันการเมืองที่ extractive คือรัฐเป็นผู้กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ได้ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชน
คำถามก็คือ เรามีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางการเมืองที่ inclusive หรือ extractive ซึ่งจากงานศึกษาของหนังสือ Why Nations Fail พบสภาวะคล้ายๆ กันว่า ประเทศที่ล้มเหลวหรือรัฐที่ล้มเหลวไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ มักจะมีสถาบันการเมืองที่ extractive และมีสถาบันทางเศรษฐกิจที่กินรวบ
แต่ประเทศไหนก็ตามที่มีสถาบันทางเศรษฐกิจลักษณะที่เปิดกว้างแบบ inclusive และมีระบบโครงสร้างทางการเมืองที่ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็จะสามารถเติบโตได้ดี ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ รักษาความสามารถในการรแข่งขันได้ต่อเนื่อง นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง โครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจช่วยเสริมพลังซึ่งกันและกัน
สำหรับประเทศไทยวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจและทางการเมือง อาจจะไม่ได้มีลักษณะที่เป็น inclusive หรือกระจายผลประโยชน์ได้ดี แต่มีลักษณะหลายอย่างที่อาจจะ “กินรวบ” หรือเป็น extractive
ดร.วิรไทกล่าวว่า ถ้าดูจากในภาคเศรษฐกิจจะเห็นว่า ธุรกิจขนาดใหญ่มีอำนาจเหนือตลาดมากขึ้น เอสเอ็มอีแข่งขันได้ยากขึ้น เมื่อเอสเอ็มอีไม่สามารถแข่งขันได้ กำไรที่เอสเอ็มอีมีก็จำกัดลงเรื่อยๆ เราเห็นเอสเอ็มอีล้มหายตายจากมากขึ้น ก็ไม่มีทางที่จะมาเพิ่มรายได้ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นลูกจ้างของเอสเอ็มอี
ในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น โทรคมนาคม พลังงาน เราจะเห็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดราคา ในด้านการเมืองช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นการพยายามผลักดันหลายนโยบายที่ไม่ได้ยึดโยงกับผลประโยชน์ในระยะยาวของประชาชนเป็นที่ตั้ง เราได้ยินการทุ่มเททรัพยากรเพื่อจะส่งเสริมนโยบาย เช่น คาสิโน, ซอฟต์พาวเวอร์, ไฟแนนเชียลฮับ หรือดิจิทัลวอลเล็ต เราเห็นข่าวการเมืองเป็นเรื่องของการแย่งอำนาจของคนที่มีบทบาททางการเมือง เราเห็นเรื่องฮั้ว สว. เป็นต้น
ในขณะที่ปัญหาใหญ่ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความกินดีอยู่ดีของประชาชนกลับไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น pm 2.5 เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งไม่มีคุณประโยชน์เลย มีแต่โทษ หลายประเทศมีการแบนโดยสิ้นเชิง แต่เราก็ไม่ได้จัดการอย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งกระทบกับชีวิตคนจำนวนมาก ก็ไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา
“ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เมื่อเรามีระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจที่เป็นลักษณะ extractive หรือกินรวบมากขึ้น ก็กลัวว่าจะเกิดสภาวะที่เรียกว่ารัฐโดนยึด หรือ state capture ซึ่งเป็นสภาวะที่มาจากการผนึกกำลังกันของกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษาประโยชน์ รักษาความสามารถในการแข่งขันของตัวเองให้กับกลุ่มของตัวเอง”
“สภาวะแบบนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อระบบราชการ รัฐราชการมีความอ่อนแอ ก็จะทำให้โดนยึดได้ง่าย จะเป็นวงจรอุบาทว์ที่น่ากลัวมาก ถ้าเราเกิดสภาวะแบบนี้ รัฐกบต้มก็จะเป็นรัฐล้มเหลวได้ง่ายขึ้น เศรษฐกิจชะงักงันก็จะกลายเป็นเศรษฐกิจที่ล้มเหลวได้ง่ายขึ้น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของเศรษฐกิจไทยก็จะแย่ลง”
“ปฏิรูประบบราชการ – กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น – ใช้ AI transformation
ดร.วิรไทกล่าวว่า โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรเราถึงจะป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเปลี่ยนสถานะจากรัฐนิ่งเฉยเป็นรัฐล้มเหลว หรือเศรษฐกิจชะงักงันเป็นเศรษฐกิจล้มเหลว ซึ่งถ้าใช้กรอบตามหนังสือ Why Nations Fail เป็นหลัก เราก็ต้องให้ความสำคัญไปที่สถาบันทางการเมือง สถาบันราชการ เพราะถ้าสถาบันการเมืองและรัฐราชการยังมีลักษณะที่นิ่งเฉย ก็ยากมากที่สถาบันทางเศรษฐกิจจะสามารถเปลี่ยนจากสถาบันเศรษฐกิจที่เป็น extractive กินรวบ มาเป็นกระจายผลประโยชน์ หรือ inclusive ได้
“ส่วนตัวผมให้ความสำคัญมากกับเรื่องการปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพสูง ยึดโยงกับประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะโครงสร้างระบบราชการเป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เราต้องทำหลายเรื่อง เช่น การยกเลิกกฎเกณฑ์กติกาที่ล้าสมัยที่ให้อำนาจหน่วยงานภาครัฐมากเกินควร”
“บทบาทของภาครัฐที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ regulator, policy maker, หรือ operator แต่ต้องเป็น “enabler” เป็นคนที่ส่งเสริมให้ประชาชน ให้ภาคธุรกิจ สามารถที่จะแข่งขันได้เก่งมากขึ้น มีความสามารถแข่งขันเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าภาครัฐ operator เอง สิ่งที่มักจะเห็นก็คือจะมีกฎเกณฑ์เยอะมากที่จะมาตีกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแข่งขัน”
เราจะต้องสร้างความโปร่งใส เน้นการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการกำกับดูแลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและการป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชันด้วย
เราจะต้องกระจายอำนาจจากหน่วยงานส่วนกลางที่รวมศูนย์ไปอยู่ที่การปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น จะเป็นการทำให้หน่วยงานของภาครัฐมีความยึดโยงกับประชาชนในท้องถิ่นได้เพิ่มมากขึ้น เพราะหลายนโยบายที่กำหนดโดยนโยบายส่วนกลางของระบบราชการไม่สามารตอบโจทย์ความท้าทายของท้องถิ่นได้
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ การปรับตัวให้เท่าทันกับสภาวะภูมิอากาศ นโยบายส่วนกลางไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการปรับตัวให้เท่าทันกับสภาวะภูมิอากาศได้ เพราะว่าในแต่ละพื้นที่ เราต้องเข้าใจบริบททางกายภาพ บริบททางภูมิสังคม ข้อจำกัดหลากหลายด้านของคนในพื้นที่ การทำเรื่อง climate change adaptation จะต้องทำในลักษณะที่เป็น bottom up จากล่างขึ้นบน ให้ความสำคัญกับแต่ละท้องถิ่น
เราจะต้องทำระบบราชการให้เล็กลง ส่วนราชการหลายแห่งมีภาระหน้าที่ทับซ้อนกัน เช่น เรื่องการจัดการน้ำ จะมีหลายหน่วยงานมากที่มีบทบาท ผลที่เกิดขึ้นก็คือจะไม่สามารถประสานการทำงานกันได้ เพราะแต่ละคนคำถึงไซโลของตัวเอง กล่องของตัวเอง
แล้วเวลาที่มีหน่วยงานราชการจำนวนมาก งบประมาณจะไปอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ ลักษณะที่เป็นหัวโต ก็จะเป็นปัญหา เราไม่สามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับข้าราชการระดับกลางหรือระดับล่างที่มีความสามารถสูงได้ ที่จะดึงข้าราชการเหล่านี้ให้อยู่ในระบบราชการ เพราะว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในเรื่องของโครงสร้างที่เป็นหัวโต ไปตอบโจทย์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
เราจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาในระบบราชการมากขึ้น ในวันนี้ภาคเอกชนไม่ได้พูดถึงเรื่อง digital transformation แล้ว แต่พูดเรื่องของ “AI transformation” ภาครัฐก็เช่นเดียวกัน อาจจะต้องทำเรื่อง AI transformation อย่างจริงจัง
ดร.วิรไทกล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องที่เป็นหัวใจของการปฏิรูประบบราชการก็คือ “การสร้างระบบคุณธรรมในภาครัฐ” การจัดการคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด ประเทศที่มีระบบราชการที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะเริ่มต้นด้วยการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ยอมรับเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือเวียดนาม ซึ่งมาทำเรื่องปฏิรูประบบราชการเมื่อไม่กี่ปีมานี้
ตัวอย่างความหวังที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในการปฏิรูปกลไกภาครัฐรวมไปถึงรัฐวิสาหกิจด้วย คือการฟื้นฟูบริษัทการบินไทย โดยแสดงให้เห็นว่าเมื่อออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ สามารถปฏิรูปได้ กลับมาแข่งขันได้ โดยไม่ต้องใช้เงินภาครัฐ ขณะเดียวกัน มูลค่าหุ้นกลับมาได้กำไรเพิ่มขึ้น เพียงแต่ปลดพันธนาการออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจและให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เราควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจอีกหลากหลายแห่งที่มีขนาดใหญ่แต่มีลักษณะที่ผูกขาดมากขึ้น
“ไม่ได้หมายความว่าเรามีแต่ปัญหาและไม่มีทางออก ถ้าเราช่วยกันส่งเสริมให้กลไกภาครัฐ กลไกภาคการเมืองมีลักษณะที่ inclusive มากขึ้น หวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังร่างก็จะมีลักษณะที่เป็น inclusive มากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมให้กลไกของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจมีลักษณะที่กระจายผลประโยชน์มากขึ้น ลดลักษณะที่เป็น extractive หรือกินรวบมากขึ้น ก็เชื่อมั่นว่าเราจะค่อยๆ ลดความกังวลจากการที่เราจะไหลลงจากรัฐนิ่งเฉยไปเป็นรัฐล้มเหลว หรือเศรษฐกิจชะงักงันไปเป็นเศรษฐกิจที่ล้มเหลวได้”


