คำต่อคำ ‘วรภัค ธันยาวงษ์’ แจงลาออกจาก รมช.คลัง ยันไม่เกี่ยว ‘สแกมเมอร์’ เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาพัวพันขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา ณ ห้องประชุม 401 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

คำต่อคำ ‘วรภัค ธันยาวงษ์’ ลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง ยันไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ในกัมพูชา – ภรรยาไม่เคยเปิดบัญชีรับเงินคริปโต เตรียมฟ้องหมิ่นประมาทผู้ที่ใส่ร้าย – เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจมาฟังแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องข่าวใส่ร้ายป้ายสีที่เกิดขึ้นกับตนในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา หากตนไม่มารับตำแหน่งทางการเมืองคงไม่เป็นข่าว  เพราะเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจและการลงทุน ช่วงสัปดาห์ก็ยุ่งอยู่กับการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยวันอาทิตย์ ก็พยายามเร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ไม่มีเวลามาดูเรื่องส่วนตัวมากนัก วันนี้ขอถือโอกาสชี้แจงเรื่องที่เป็นข่าวค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็ยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆ กับข่าวที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีผมว่าพัวพันกับแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น ฟอกเงิน และธุรกิจผิดกฎหมาย

ประการแรก ขอเล่าประวัติการทำงานของผม ผมมีประสบการณ์ในแวดวงการเงินการธนาคารมากว่า 30 ปี ถือว่าเป็นหนึ่งในคนไทยที่ได้รับโอกาส และความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เคยเป็นทั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ออฟอเมริกาประจำประเทศไทย เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธนาคารและบริษัท หลักทรัพย์เจ พี มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย อยู่ครบเทอม 4 ปีจนถึงปี 2559

ช่วงที่ทำงานธนาคารกรุงไทยก็ได้ทำการปฏิรูปธนาคารไปพอสมควร  หลังจากเกษียณจากกรุงไทยตอนอายุ 52 ปี ใครที่เป็นแฟน Facebook ของผม ก็จะรู้ว่าผมชอบเขียนและแชร์บทความเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ และการเงินการธนาคารมาอย่างต่อเนื่องหลายปี และได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทระดับโลก และธนาคารในภูมิภาคนี้อีกหลายธนาคาร ในปี 2567 ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมมาช่วยงานทางด้านการเมือง ถึงแม้จะยังไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเต็มตัว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปีนี้ ผมได้รับเกียรติให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อรับใช้ประเทศชาติ ทั้ง ๆที่ส่วนตัวไม่เคยมีความทะเยอทะยานทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น อยากเพียงแค่ใช้ความรู้ประสบการณ์ทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเท่าที่จะทำได้

หลังจากที่ผมเล่าประวัติส่วนตัวแล้ว ขอเข้าเรื่องส่วนที่ 2 ก็คือ ข้อเท็จจริงกรณีพาดพิงผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกม เมอร์ทั้งหลาย การฟอกเงิน และธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ก็มีกลุ่มบุคคลเผยแพร่ข่าวใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยพยายามเชื่อมโยงชื่อของผมกับเครือข่ายสแกมเมอร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทั้งหลาย ผมขอชี้แจงดังนี้

 1. กรณีกล่าวหาว่าผมเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือ ที่เรียกว่าสแกมเมอร์ในกัมพูชา ขอชี้แจงว่า “ผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กลับขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือ ธุรกิจผิดกฎหมายใด ๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในกัมพูชา หรือ ที่ไหนในโลกนี้ และมีความพยายามจะเชื่อมโยงบีไอซีกรุ๊ป และบีไอซีแบงก์กัมพูชา ไปเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมไม่อาจทราบได้ เพราะผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับบีไอซีกรุ๊ป และบีไอซีแบงก์กัมพูชา”

เรื่องนี้คงจะต้องให้กระบวนการยุติธรรมมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งผมเองไม่สนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมายใดๆ และจะไม่ปกป้องใครที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยทั้งสิ้น โดยส่วนตัวที่เคยพบกับผู้บริหารบีไอซีแบงก์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการของธนาคาร ชื่อมิสเตอร์ “เลียกยิม” หรือบางคนเรียก “ยิมเลียก” เคยพบกัน แต่ผมไม่เคยเป็นกรรมการ,กรรมการบริหาร หรือ ที่ปรึกษาใด ๆของบีไอซีแบงก์กัมพูชา ไม่เคยได้รับเงิน หรือ ผลตอบแทนใดๆ การที่ผมเอารูป และชื่อผมไปลงเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มธนาคารดังกล่าวนี้ ผมไม่เคยทราบมาก่อน แต่พอมีคนมาบอก ผมเข้าไปดูอีกทีก็ไม่มีแล้ว

นายวรภัค ชี้แจงต่อว่า “ส่วนมิสเตอร์เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ยอมรับว่ารู้จัก เพราะลูกเรียนโรงเรียนเดียวกันในเมืองไทย และผมเข้าใจว่าเขาอยู่ในเมืองไทยมากว่า 20 ปี บังเอิญลูกของเขากับลูกของผม เรียนโรงเรียนเดียวกัน วัยเดียวกัน ชั้นเรียนเดียวกัน รู้จักกันในฐานะผู้ปกครอง แต่ไม่เคยทราบลึกๆว่า เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ทำธุรกิจอะไรอย่างไร หรือ มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับมิสเตอร์เลียกยิมอย่างไร ตามที่ถูกพาดพิงในข่าว เพราะผมกับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เป็นผู้ปกครองนักเรียนวัยเดียวกัน ชั้นเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน ตั้งแต่เด็กจนวันนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้วทั้งคู่”

2. ข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นนอมินีเชื่อมโยงกับบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส และบริษัทฟิลกริม ฟินันซ่า ขอเรียนชี้แจงว่า ผมเคยเป็นทั้งผู้บริหารทั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่าในอดีต และเคยเป็นกรรมการกลุ่มฟินันเซียไซรัส และฟินันซ่า ก็มีความคุ้นเคยกับธุรกิจการเงินการธนาคารเป็นดี ส่วนหนึ่งในการทำงานของผม คือด้านวานิชธนกิจ และด้านหลักทรัพย์

ในปี 2564 กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมมีความประสงค์จะขายหุ้น 29% ออกมา ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่ามันเป็นโอกาส และการเข้าซื้อหุ้นฟินันเซีย ไซรัส 29% ของผมนี้ เป็นธุรกรรมที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯและก.ล.ต.ทุกประการ โดยมีการทำรายงานแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นการซื้อกิจการที่เรียกว่า “แมนเนจเม้นต์บายเอาต์”  โดยผมและนายช่วงชัย นะวงศ์ ซึ่งเป็น CEO ได้เห็นโอกาสการซื้อหุ้นกรณีที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มหนึ่งขายออกมาในราคาที่เหมาะสม สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทเติบโต และมีกำไรสูงขึ้น โดยผมหวังว่าราคาหุ้นในอนาคตจะดีขึ้น

ขณะนั้นมีผู้สนับสนุนทางการเงิน อาทิ ธนาคาร หรือ กองทุน ซึ่งมองเห็นว่า หุ้นที่ซื้อมาราคาไม่แพง และมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคตคุ้มกับความเสี่ยงในการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งธุรกรรมการกู้เงินมาซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นี้ ถือเป็นเรื่องปกติ หากธนาคาร หรือ ผู้กู้เข้าใจมูลค่าหุ้นที่นำมาวางเป็นหลักประกันโดยเฉพาะหุ้น 29% ที่ผมซื้อมา ถึงแม้จะมีสัดส่วนแค่ 29% แต่ความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะคอนโทรลลิ่งสเตคได้โดยผผมใช้เงินไม่กี่ร้อยล้านบาท ก็สามารถคอนโทรลบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ซึ่งขณะนั้นมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีทีมการตลาด ทีมวิจัย และมีแพลตฟอร์มพร้อม

บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ฟินันซ่า 100% ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจชั้นนำของเมืองไทยมากกว่า 20 ปี หลังจากที่ซื้อมาผม และนายช่วงชัยได้ตั้งบริษัทชื่อ บริษัท ฟิลกริม ฟินันซ่าขึ้นมา ผมถือหุ้นบริษัทนี้ในสัดส่วน 60% และนายช่วงชัยถือหุ้น 40% เพื่อมาซื้อหุ้น 29% ของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ซึ่งการซื้อหุ้นในครั้งนั้น ก็มีการทำคำเสนอซื้อหุ้นต่อผู้ถือหุ้นทั่วไป (Tender Offer) ตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ผมได้รับวงเงินสินเชื่อสนับสนุน 2 ส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่จะซื้อหุ้น และส่วนที่สองคือส่วนที่ต้องเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลืออีก 71% ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ และเวลาซื้อหุ้นเกิน 25% ต้องทำTender Offer และจะต้องมีวงเงิน Stand by Credit มารองรับ โดยวงเงินสนับสนุนทั้งสองส่วนนี้ ส่วนที่ผมใช้ซื้อหุ้น ผมได้เงินกู้จากกองทุนชื่อ แคปปิตอล เอเชีย อินเวสเม้นต์ ซึ่งแคปปิตอล เอเชีย อินเวสเมนต์ เป็นบริษัทจัดการกองทุนภายใต้กำกับดูแลของเอ็มไอเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสิงคโปร์ และส่วนที่ 2 เป็นวงเงิน Stand by Credit Facility จากบีไอซีแบงก์ประเทศลาว ซึ่งเป็นธนาคารที่ถือหุ้น 70% โดยกลุ่มนักธุรกิจชาวลาวชื่อ เอเชียอินเวสเมนต์ แอนด์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส ลิมิเต็ด และอีก 30% ถือหุ้นโดย บริษัท การไฟฟ้าลาว ที่เรียกว่า “อีดีแอล” สองกลุ่มนี้ถือหุ้นรวมกัน 100% ในบีไอซีแบงก์ลาว แต่ในที่สุดแล้วผมก็ไม่ได้กู้เงิน เพราะว่าไม่มีผู้ถือหุ้นรายอื่นขายออกมา

“บีไอซีแบงก์ลาวกับบีซีแบงก์กัมพูชาในอดีตมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ทำไมใช้ชื่อคล้ายกัน  ผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่าในปัจจุบันนี้ความเป็นเจ้าของ และการบริหารจัดการไม่เกี่ยวข้องกันเลย แยกกันโดยเด็ดขาด ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบีไอซีแบงก์ลาวเป็นกลุ่มธุรกิจชาวลาว และบริษัทการไฟฟ้าลาวอย่างที่ผมกล่าวข้างต้น และเท่าที่ผมหาข้อมูลได้บีไอซีแบงก์กัมพูชาที่อยู่ในประเทศกัมพูชามีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท อัปสราโฮลดิ้ง ถือหุ้นอยู่ 99% และมิสเตอร์เลียกยิมถือหุ้นอีก 1% ซึ่งคำว่า “อัปสรา” น่าจะมาจากคำว่านางอัปสรา เข้าใจว่าน่าจะเป็นกัมพูชาทั้งหมดที่ถือหุ้น” นายวรภัค กล่าว

หลังจากที่ผมและนายช่วงชัย ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ในปี 2564 ผมและนายช่วงชัยได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส โดยว่าจ้างบริษัทแมคแคนซี่มาเป็นที่ปรึกษา เพื่อทำโครงการดิจิตอลทรานฟอร์มเมชั่น เพื่อพัฒนาให้เป็นองค์กรดิจิตอลเปิดให้บริการลูกค้าในระบบออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย

แต่การปรับปรุงองค์กรก็ไม่ได้เร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ เวลาผ่านไป 3 ปี จนมาถึงปลายปี 2567 ผมได้ขายหุ้นทั้งหมดให้นายช่วงชัย หุ้นส่วนเดิมของผม และผมก็ลาออกจากตำแหน่งกรรมการทุกตำแหน่งในบริษัท หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งในแง่ของการถือหุ้น หรือ ในด้านการบริหารฟินันเซีย ไซรัส ส่วนนายโชคชัยจะขายหุ้นให้ใคร หรือ มีการเพิ่มทุนอีกหรือไม่ ผมไม่ได้ติดตามข่าว แต่ถ้าดูจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบันเข้าใจว่าจะมีการเพิ่มทุน ทำให้บริษัท ฟิลกริม ฟินันซ่าที่ถือหุ้นอยู่เดิม 29% Dilute ลงมาเหลือเพียง 17% เท่าที่ผมเช็คข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด

ดังนั้น การที่บุคคลใดจะนำชื่อผมในอดีตไปเชื่อมโยงกับบุคคลใด หรือ ใคร ๆในภายหลัง หรือ มโน ทึกทักกุเรื่องในความคิดของตัวเอง กล่าวหาว่าผมเป็นนอมินี หรือ เป็นฟันเฟืองสำคัญของขบวนการสแกมเมอร์ เป็นการใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือนข้อเท็จจริง ขบวนการใส่ร้ายป้ายสีผมล่าสุด ยังได้เหิมเกริมไปใส่ร้ายข้อมูลอันเป็นเท็จกับภรรยาของผมว่าได้รับผลประโยชน์เป็นเงินคลิปโตจำนวนหลายล้านเหรียญนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอยืนยันว่าภรรยาขงผมไม่เคยมีบัญชีคลิปโตใดๆทั้งสิ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เลย และขอเน้นย้ำว่าตอนที่ผมเข้าไปซื้อหุ้นของฟินันเซีย ไซรัส ผมซื้อเพราะผมเข้าใจว่าธุรกิจเป็นอย่างไร และถือหุ้นในสัดส่วน 29% ใช้เงินไม่เกิน 700 ล้านบาท สามารถคอนโทรลบริษัทที่ในอดีตเคยทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดูแล้วค่อนข้างคุ้ม

นายวรภัค กล่าวต่อว่า หลังจากลงทุนจ้างบริษัท แมคแคนซี่ ที่ปรึกษาระดับโลก ซึ่งปกติจะมีแต่บริษัทใหญ่ๆเท่านั้นที่กล้าจ้าง แต่บังเอิญผมเคยเป็นที่ปรึกษาของบริษัท แมคแคนซี่มาก่อน สามารถต่อรองจนได้เงื่อนไขที่ดีพอสมควร แทนที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมแพงกว่าบริษัทอื่นๆ ผมผูกค่าที่ปรึกษาเข้ากับเอาต์พุต กล่าวคือ ถ้าบริหารได้ดีมีประสิทธิภาพ ก็จะเพิ่มค่าธรรมเนียมให้ ซึ่งปกติบริษัทระดับแมคแคนซี่จะไม่ค่อยมาทำงานให้กับบริษัทหลักทรัพย์เล็กๆ

“วันนั้นที่เข้าไปเทคโอเวอร์ แบงก์ที่มาปล่อยกู้มองลักษณะของการทำธุรกรรมแบบนี้ว่าเป็นเมนเนจเม้นต์บายเอาต์  ก็คือฝ่ายจัดการซึ่งมีความรู้ความสามารถในการบริหารธุรกิจนี้ เห็นโอกาสซื้อหุ้น แต่ไม่มีเงินซื้อหุ้น ก็เลยต้องมาขอสนับสนุนทางการเงินจากกองทุน หรือ ธนาคาร กองทุนส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่อง แมนเนจเม้นต์บายเอาต์อย่างดี แต่สำหรับประชาชนทั่วไปก็ต้องทำความเข้าใจยากหน่อย ดังนั้นจึงมีผู้ที่ไม่หวังดี เอาความซับซ้อนของเรื่องดังกล่าวนี้มาบิดเบือน เพื่อใส่ร้ายป้ายสีผม วันนี้หากการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปได้รวดเร็วอย่างที่ผมคาดการณ์ไว้ เศรษฐกิจดี ตลาดหุ้นบูมอยู่ ป่านนี้ผมกำไรเยอะ เพราะในอดีตบริษัท ฟินันซ่า กำไรไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี ทำธุรกิจไอบี หรือวาณิชธนกิจ ในระดับต้นๆของเมืองไทย ซึ่งมีอยู่ 2 บริษัท คือบริษัทหลักทรัพย์ภัทรฯ กับ ฟินันซ่า ที่สามารถทำ M&A หรือ ดีลใหญ่ๆได้”

3. ผมขอชี้แจงจุดยืนส่วนตัวทางการเมือง ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือ มีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มบุคคล หรือ ขบวนการสแกมเมอร์ต่าง ๆ หรือ ขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงธุรกิจผิดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น ประวัติการทำงานผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้แต่นิดเดียว ผมมีประวัติการทำงาน และจรรยาบรรณที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตลอด 30 ปี ที่ผมทำงานในแวดวงการเงินทั้งในต่างประเทศ และในองค์กรของรัฐขนาดใหญ่ในประเทศไทย ใครที่เคยทำงานกับผมเป็นลูกน้องผม เป็นเพื่อนร่วมงาน หรือ เป็นลูกค้าของผม พวกนี้ยืนยันได้ว่าผมทำงานอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร และในปัจจุบันผมทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้าราชการที่ทำงานใกล้ชิดกับผมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สามารถยืนยันได้ว่าผมทำงานอย่างไร

ถามว่า ผมจะดำเนินการต่อไปอย่างไร  ประการแรก ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินทางกฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่บิดเบือน และเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำให้ผมเสียชื่อเสียง ผมพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเนื่องจากไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง ผมใช้เบอร์มือถือเบอร์เดียวมาตลอด ไม่เคยมีหลายเบอร์ ไม่มีความลับ  ใช้เครดิตการ์ดใบเดียวของเคทีซีเป็นหลัก บัญชีธนาคารก็ใช้ของธนาคารกรุงไทย ผมพร้อมที่จะให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากไม่มีสิ่งใดที่ต้องปิดบัง ผมเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม และจะยืนหยัดในความจริง เพื่อปกป้องชื่อเสียงส่วนบุคคลและเกียรติยศในตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับมอบหมาย และผมยืนยันว่าไม่เคย และไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฉ้อโกง หรือ เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใดๆในชีวิตการทำงานของผม ตลอด 30 ปี ยืนอยู่บนหลักความสุจริตโปร่งใส

ท้ายสุดที่ผ่านมาผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างเต็มกำลัง ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลาที่รัฐบาลนี้มีอยู่ค่อนข้างน้อย และความคาดหวังของประชาชนที่มีอยู่สูงมาก เมื่อมีโอกาสได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็สั่งให้ผมและดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปลงพื้นที่พบชาวบ้าน เวลาเห็นหน้าชาวบ้านแล้วจะทำให้เรามี Responsibility  นี่คือสาเหตุที่เราพยายามทุ่มเทเวลาช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนไม่มีเวลามาจัดการเรื่องส่วนตัว เพราะว่ามีหลายเรื่องที่ต้องทำ

อย่างไรก็ดีจาก สถานการณ์ที่ผมถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ผมคงต้องใช้เวลาและพลังเยอะมากในการดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของผมในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการคลังให้บรรลุผล และผมก็ไตร่ตรองอยู่นาน จึงได้ตัดสินใจว่าผมจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนบุคคลของผม กลายเป็นภาระ หรือ เงื่อนไขที่อาจกระทบต่อความคล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อยืนหยัดหลักความโปร่งใส และรักษาความเป็นอิสระของรัฐบาลในการบริหารประเทศ เพื่อให้ปราศจากข้อครหาและไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดนำเรื่องส่วนตัวของผมมาเป็นอุปสรรคต่อภารกิจของรัฐบาล ผมเชื่อมั่นว่าความโปร่งใส และความเป็นมืออาชีพ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่องในเวลาที่จำกัด

“ผมขอยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง และจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เพื่อปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงบนหลักความจริง และที่ทำทั้งหมดนี้ไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับภารกิจของรัฐบาลและท้ายที่สุดผมขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและข้าราชการทุกคนที่สนับสนุนการทำงานของผมในช่วงที่ผ่านมา” นายวรภัค กล่าวทิ้งท้าย