“อนุทิน”ลงนาม ‘Joint declaration’ ย้ำไม่ใช่ ‘สัญญาสงบศึก’ แต่นำไปสู่การสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ ห้อง 406 – 407 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม KLCC ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

‘อนุทิน’ ลงนาม “Joint declaration” ย้ำไม่ใช่ ‘สัญญาสงบศึก’ แต่เป็นก้าวสำคัญสู่สร้างสันติภาพไทย-กัมพูชา ยันยังไม่เปิดด่านทันที – ไม่เสียดินแดน – ไม่ใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia) โดยมีนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนาย อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้อง 406 – 407 ชั้น 4 ศูนย์ประชุม KLCC ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia) โดยมีนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมลงนามเพื่อเป็นสักขีพยานของถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งพิธีลงนามในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ร่วมติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนมาก

โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์

สำหรับการลงนามในครั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยกย่องนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศที่ให้การตอบรับการเจรจา และยุติการหยุดยิงทันที เพี่อลดการสูญเสียชีวิต พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นตัวกลางในครั้งนี้

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายบทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นการก้าวเดินอย่างเป็นรูปธรรมไปสู่สันติภาพ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้แสดงบทบาทนำในฐานะประธานอาเซียน และพยายามอย่างแข็งขันในการธำรงไว้ ซึ่งความเป็นเอกภาพของอาเซียน  พร้อมแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางมาไกล ตั้งแต่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 การหารืออย่างต่อเนื่องนับแต่นั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์สำคัญ คือ การลงนามใน ถ้อยแถลงในวันนี้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีสหรัฐฯ สำหรับ คำแสดงความเสียใจที่ท่านให้แก่ประเทศของเราต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย คำแสดงความเสียใจนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพ ถ้อยแถลงฉบับนี้สะท้อนเจตจำนงของเราที่จะลดช่องว่างความแตกต่างโดยสันติ ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามถ้อยแถลงฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วน จะเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา ชุมชนชายแดนของทั้งสองประเทศถูกแบ่งแยกด้วยความขัดแย้ง และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ใหญ่หลวง ดังนั้น  ถ้อยแถลงฉบับนี้จึงกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่ทั้งสองฝ่ายให้ลงมือปฏิบัติ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เราสามารถบรรลุสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินเอื้อมได้ จึงยินดีต่อข้อตกลงที่ว่า ภายหลังการลงนามใน ถ้อยแถลงในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนโดยเร็ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนที่ไทยจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวจำนวน 18 นาย โดยเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและคุ้มครองความเป็นอยู่ของผู้คนตามแนวชายแดนร่วม

หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งที่ได้ตกลงกันในวันนี้ต้องถูกนำไปปฏิบัติจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้อย่างแท้จริง สร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้แก่ประชาชน จึงจะเป็นการบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งคือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และสมควรได้รับ “สันติภาพที่มาพร้อมศักดิ์ศรี”

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนมิตรประเทศร่วมกันสนับสนุนกระบวนการนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามถ้อยแถลงเป็นไปอย่างครบถ้วนและด้วยความจริงใจ นำไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งระหว่างไทยและกัมพูชา และทั่วทั้งภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีความยินดีอย่างยิ่งที่ในวันนี้เราได้ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย (Joint Statement on a Framework for a U.S. -Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเจรจาเรื่องภาษีสามารถบรรลุข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุที่มีความสำคัญ (MOU between our governments on cooperation on critical minerals) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมีคณะเข้าร่วม ได้แก่ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด , นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ก่อนการลงนามถ้อยแถลงดังกล่าวในเวลา 6.50 น. ของวันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไลฟ์สดผ่าน Face Book ก่อนเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า สวัสดีครับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมเดินทางมาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย วันนี้เรากำลังจะมีสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าจะเป็นผลดีกับประเทศไทย โดยจะมีการประชุมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย และในช่วงสายก็จะมีการลงนามในปริญญาหาแนวทางในการเจรจาและการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่สันติภาพระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งก็มีความวิตดกังวลว่าการเจรจาของพวกผมนั้นจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่

ผมจึงตัดสินใจมาพูดคุยกับทุกท่านในวันนี้ โดยการไลฟ์ลดผ่าน Facebook เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าในปฏิญญาที่เราจะลงนามในวันนี้กับรัฐบาลกัมพูชา ไม่มีข้อไหนที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบแม้แต่ข้อเดียว และปฏิญญาฉบับนี้ไม่ใช่สนธิสัญญา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปขอการรับรองจากรัฐสภา แต่ได้รับการรับรองจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า โดยมีหัวข้อหลัก 4 ข้อ ที่รัฐบาลกัมพูชาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไข ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไปหลายครั้งแล้วก่อนหน้านี้ คือ 1.  เรื่องการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน 2. เรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิด 3. เรื่องการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์ หรือ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี  และ 4. หาแนวทางการบริหารพื้นที่ทับซ้อนรวมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งทั้ง 4 ข้อตามที่กล่าวมานี้ พี่น้องประชาชนเห็นได้เลยว่าจะต้องมีการเริ่มจากทางฝั่งกัมพูชาก่อน เมื่อกัมพูชาเริ่มแล้ว ประเทศไทยถึงจะมาประเมิน และก็ดำเนินการต่อไปในเรื่องของการทำให้เกิดสันติภาพในความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง

“ยืนยันว่ายังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่มีนะครับที่เราจะดำเนินการใดๆที่จะทำให้เสียดินแดน หรือ จะสร้างรั้ว หรือ จะใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000  ซึ่งประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขตรงนี้เลย ปฏิญญาก็คือสิ่งที่จะนำไปสู่การปฏิบัติของทั้งสองประเทศที่จะทำให้เกิดสันติภาพ เกิดความสงบในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ และความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เราไม่ต้องการเป็นศัตรูกับใครเลย แม้แต่คนเดียว เรารักสงบอยู่แล้ว ในเพลงชาติก็บอกว่าไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด สิ่งที่ประเทศไทยได้ปฏิบัติมาโดยตลอด ตั้งแต่เรามีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา เราก็ยังยึดมั่นอยู่ในกรอบนี้ครับ”

นายอนุทิน กล่าวว่า ฉะนั้นก็ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลไทย กองทัพ และข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ เราทำงานอย่างหนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ ก็ขอให้ท่านมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรที่ผ่านมาผมก็มีประสบการณ์ในการเจรจามาตั้งแต่อยู่ภาคเอกชน ผมยังไม่มีมีความรู้สึกแม้แต่น้อยว่าในปริญญาที่เราจะลงนามในวันนี้กับประเทศกัมพูชา โดยมีนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนาย อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ผมยังไม่เห็นจุดใดที่จะทำให้ประเทศไทยเราเสียเปรียบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้มองของเรื่องของการเสียเปรียบได้เปรียบ แต่ผมมองในเรื่องของความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและการที่จะทำให้ประเทศไทย รักษาเกียรติภูมิ รักษาอธิปไตย และรักษาดินแดนของเราไว้ได้ทุกอย่าง การที่จะต้องไปตกลงในเรื่องเขตแดนต่างๆที่มีบางคนไปบอกว่าเรายอมที่จะใช้แผนที่ 1 ต่อ  200,000 นั้น ไม่เป็นความจริง เราไม่เคยยอมใช้แผนที่ 1ต่อ 200,000 แต่ตอนนี้มันมีเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า “Lidar” เพื่อนำไปสู่การเจรจาปักปันเขตแดนให้ครบ ก็จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ซึ่งแผนที่ 1 ต่อ  200,000 ก็จะหมดไปโดยปริยาย ซึ่งเราจะใช้การเจรจาตามหลักของความเป็นจริง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มากที่สุด ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันตามนี้ ก็ขอกำลังใจอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้ลงนามในปริญญานี้แล้ว

ขอย้ำนะครับการลงนามในปริญญานี้ ไม่ใช่สัญญาสงบศึก หรือ Peace Agreement แต่เป็น Joint declaration หรือ ที่เรียกว่าแนวทางที่จะดำเนินไปสู่การสร้างสันติภาพในดินแดนของทั้งสองประเทศ และก็ขอให้ความมั่นใจอีกครั้ง พวกเราทุกคนทำงานอย่างเต็มที่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เป็นการตกลงกันเพียงวันสองวัน มีการประชุมหารือหาข้อตกลงกันมาระยะหนึ่งแล้ว บางครั้งก็ล้มเหลว บางครั้งก็สำเร็จ แต่ในที่สุดผมเชื่อว่าด้วยการยึดมั่นในหลักของการถูกต้องของประเทศไทย เราจึงสามารถทำให้คู่กรณี  ยอมรับในเงื่อนไขที่เราได้เสนอไปทุกข้อ ก็ขอเรียนพี่น้องประชาชนเพียงเท่านี้ และก็หวังว่าการดำเนินการในปฏิญญาเกิดขึ้นแล้วทางผู้สื่อข่าวก็จะมีการรายงานให้กับประชาชนได้ทราบต่อไป หากอะไรที่มีความสำคัญจำเป็นผมก็จะขออนุญาตมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง และเมื่อลงนามเรียบร้อยแล้วก็จะรีบเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เพื่อกลับไปร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพ่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมกับพี่น้องชาวไทยทุกคน ผมมั่นใจเราจะต้องมีชัย และจะทำให้ดีที่สุด เพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา และพี่น้องประชาชน ซึ่งผมถือเสมือนว่าเป็นผู้บังคับบัญชาและเจ้านายของเรา ขอบคุณครับ” นายอนุทิน กล่าว