
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) สถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีรากฐานอันแข็งแกร่งในประเทศไทย ได้ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจในการสร้างสมดุลของการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) และบทบาทของธนาคารในการส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจแบบมีส่วนร่วมด้วยการเงินที่ยั่งยืน และพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อมุ่งสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืนและสังคมคาร์บอนต่ำ
ในงาน GCNT Expo 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมกับองค์กรสมาชิก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา UOB ได้ร่วมนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจถึงการดำเนินการของสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมและการมีส่วนร่วม ตลอดจนยังแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากโครงการริเริ่มข้ามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการจัดหาเงินทุนเพื่อการค้าการลงทุนที่ยั่งยืนและการพัฒนาพันธบัตรสีเขียวระดับภูมิภาค
เงินทุนต้องไหลไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ Designing Finance for Thailand’s Green Future โดยสะท้อนความคิดเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศและความรับผิดชอบของคนรุ่นต่อรุ่น พร้อมเน้นย้ำว่าความก้าวหน้าที่ยั่งยืนต้องสอดประสานกัน
“เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้รับคำถามว่า “โลกแบบไหนที่เรากำลังจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง” ซึ่งเป็นคำถามที่ทรงพลังมาก และทำให้ผมตระหนักมากขึ้นว่า สิ่งที่เราทำตอนนี้ไม่ใช่แค่ผลประกอบการที่ดี แต่คือความรับผิดชอบต่อคนรุ่นต่อไป” ริชาร์ดกล่าว
ริชาร์ดย้ำว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติสีเขียว และจำเป็นต้องมีการลงทุนมหาศาล โดยต้องการเงินลงทุนมูลค่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยเองได้ให้คำมั่นอย่างแข็งขัน ถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนสุทธิภายในปี 2593

“เป้าหมายนี้ไม่สามารถบรรลุได้จากภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่การขับเคลื่อนจากเยาวชนส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงลำพัง การปฏิวัตินี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และที่สำคัญคือต้องอาศัยเงินทุนที่ไหลไปในทิศทางที่ถูกต้อง” ริชาร์ด กล่าว
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มยูโอบี ธนาคารชั้นนำในอาเซียน ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2542 มีศูนย์บริการลูกค้ากว่า 140 แห่ง ให้บริการลูกค้ากว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งนอกจากมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับความก้าวหน้าของประเทศ ไทยแล้ว ยังมีความรับผิดชอบในการกำหนดอนาคตที่ยั่งยืน
ริชาร์ดกล่าวว่า “ภาคการเงินต้องเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะการแก้ไขสภาพภูมิอากาศไม่สามารถที่จะบรรลุผลได้ในระดับใหญ่หากไม่มีเงินทุน ธุรกิจทุกภาคส่วนต้องมีเงินทุนเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม และเพื่อความอยู่รอดในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และธุรกิจกำลังถูกผลักดันจากนักลงทุน นโยบาย และสังคมให้ลงมือทำ”
“UOB ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลงมือทำ ด้วยความมั่นใจ ชัดเจน และเป็นระบบ” ริชาร์ดกล่าว

กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของ UOB ตั้งอยู่บนเสาหลัก 4 ประการ ได้แก่1)ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน 2) ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 3) สร้างบุคลากรผู้ชำนาญการ 4) ตั้งมั่นบนพื้นฐานรู้รับผิดชอบ และยึดถือหลักการนี้ ในค่านิยมหลักของวัฒนธรรมยูโอบี คือ คุณธรรม สร้างสรรค์ เป็นหนึ่งเดียว และมุ่งมั่น
UOB มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยมุ่งเน้นไปที่ 6 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ พลังงาน ไฟฟ้า ยานยนต์ น้ำมันและก๊าซ อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง ซึ่งคิดเป็น 60% ของพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อลูกค้าธุรกิจของ UOB
นอกจากนี้ ยังมีกรอบการทำงานเพื่อการจัดหาเงินทุนอย่างรับผิดชอบของแต่ละภาคส่วน เพื่อให้สามารถสนับสนุนเงินทุนได้อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และวัดผลได้ รวมไปถึงเครื่องมือออนไลน์อย่าง UOB Sustainability Compass ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศจะช่วยนำพาธุรกิจให้สามารถก้าวไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจขั้นตอนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและวางแผนขั้นตอนต่อไปและเครื่องมือนี้ไม่เพียงพร้อมให้บริการแก่ลูกค้ายูโอบีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกบริษัทที่สนใจด้านความยั่งยืนและต้องการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วย

“เราเชื่อในการร่วมมือและเลือกเดินเคียงข้างลูกค้าเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างมีเป้าหมาย เพราะความสำเร็จจะเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวไปด้วยกัน” ริชาร์ดกล่าว
ริชาร์ด ปิดท้ายด้วยการย้อนไปที่คำถาม “เรากำลังส่งต่อโลกแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลัง และกล่าวย้ำว่า “เรารับฟัง เราลงมือทำ และเราลงทุนเพื่ออนาคต UOB เชื่อว่าทุกการตัดสินใจควรนำไปสู่โลกที่ดีขึ้น และเราหวังว่าทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ คนรุ่นใหม่ และภาคประชาสังคม จะร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”
โซลูชันทางการเงินที่ยั่งยืนหลากหลาย
ด้านเชา วง ยวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ Capital for Change: Unlocking Sustainable Finance for Global Impact ให้ความเห็นว่าธนาคารไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการขับเคลื่อนการเงินที่ยั่งยืน แต่ตลอดทั้งสมการ มี 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ 1)ธนาคารและสถาบันการเงิน 2)องค์กรธุรกิจ และ 3)รัฐบาล
เชา วง ยวน กล่าวว่า การนำการเงินยั่งยืนมาใช้(Sustainable Finance Adoption) เป็นเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินมีบทบาทด้านอุปทาน องค์กรธุรกิจมีบทบาทด้านอุปสงค์ ขณะที่รัฐบาลเป็นผู้ขับเคลื่อนทั้งอุปสงค์และอุปทาน พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าธนาคารมีโซลูชันทางการเงินที่ยั่งยืนขั้นสูงที่สามารถดึงทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ แต่หากองค์กรธุรกิจไม่ต้องการ และไม่มีแรงผลักดันที่จะนำเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมาใช้จริง ก็จะไม่เลือกการเงินที่ยั่งยืน
เชา วง ยวน ขยายความว่า การเงินที่ยั่งยืน เริ่มต้นที่สิงคโปร์ในปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดทำแนวทางการจัดหาเงินทุนอย่างมีความรับผิดชอบ หลังจากนั้นประมาณสองถึงสี่ปีต่อมา ประเทศไทยได้เริ่มใช้ และตอนนี้พัฒนาตามทันแล้ว กลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ออกพันธบัตรรัฐบาลยั่งยืน และเป็นผู้ออกพันธบัตรที่ยั่งยืนหรือพันธบัตรสีเขียวมากที่สุดเป็นอันดับสองในอาเซียน ตลอดจนยังมีพันธบัตรสีอื่นๆ อีกมากมาย
“ไทยมีนวัตกรรม ทั้งจากภาคธุรกิจ และจากรัฐบาล โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออก Thailand Taxonomy หรือมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ทั้ง 3 ฝ่าย กำลังทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการเงินที่ยั่งยืน และไทยอยู่แถวหน้าในประเทศอาเซียน” เชา วง ยวน กล่าว
เชา วง ยวน กล่าวว่า UOB ได้ประกาศพันธสัญญาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากพอร์ตสินเชื่อในปี 2565 และมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งจากการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อและการลงทุนตามแนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) ทั้งขอบเขตที่1,2 และ3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ของสถาบันการเงิน มีค่ามากกว่าขอบเขต 1 และ 2 รวมกันถึง 700 เท่า
UOB ได้เริ่มพัฒนากรอบการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มกระบวนการลดคาร์บอนได้ โดยได้พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ยั่งยืนเชิงระบบนิเวศ ที่มีชื่อว่า U-series ที่ประกอบด้วยU-Solar, U-Drive, U-Energy ซึ่งพยายามครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดคาร์บอนทั้งระบบเศรษฐกิจ

โครงการยู-โซลาร์ U-Solar เปิดตัวครั้งแรกในปี 2562 เป็นแพลตฟอร์มการให้บริการทางการเงินแบบครบวงจรแห่งแรกของเอเชียที่เชื่อมต่อภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปกับผู้ให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขับเคลี่อนการพัฒนาและการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมให้บริการในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย
“โครงการนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการไปจนถึงผู้รับเหมา และผู้ใช้งานปลายทางด้วย ในแต่ละจุดของห่วงโซ่คุณค่า เรามีโซลูชันทางการเงินที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้แต่ละราย ด้วยแนวคิดที่ต้องการเชื่อมโยงระบบนิเวศทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน U-Solar ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย โดยมีเจ้าของบ้านประมาณ 1,700 คนได้ประโยชน์” เชา วง ยวนกล่าว
เชา วง ยวน ย้ำว่า UOB ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการเงินที่ยั่งยืนอย่างมาก โดยพอร์ตสินเชื่อ เฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียวก็มีสัดส่วน 50% ของพอร์ตสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน
“ธนาคารในประเทศ ได้ประกาศตัวเลขและเป้าหมายการเงินที่ยั่งยืนในระดับสูงแล้ว เราจึงได้เห็นแรงผลักดันอย่างมาก เพราะเมื่อระบบนิเวศทางการเงินทั้งหมดทำงานร่วมกัน ความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน” เชา วง ยวนกล่าวทิ้งท้าย



