
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC หนึ่งในองค์กรสมาชิกของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) เข้าร่วมงาน GCNT Expo 2025 เพื่อแสดงบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนการเติบโตแบบมีส่วนร่วม โดยยึดแนวทาง Better Living, Joint Success และ Caring for Community พร้อมตอกย้ำการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการ 10 ประการของ UN Global Compact และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
BJC ซึ่งก่อตั้งมายาวนานกว่า 100 ปี แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นรากฐานของการดำเนินธุรกิจ โดยนางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย นางนงนุช ปโยนิธิการ รองผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจสินค้าบรรจุภัณฑ์ และนางสาววิจิตรา สุภาคง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง เข้าร่วมงาน GCNT Expo 2025: Forward SDGs Faster Together ที่จัดขึ้น ณ True Digital Park เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวปฏิบัติที่จับต้องได้
การบริหารองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย D&I
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืน และการดำเนินงานของ BJC ที่มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกคน (Inclusive Transformation) ในหัวข้อ The Private Sector Role in Inclusive Transformation
นางฐาปณี กล่าวว่า BJC เป็นองค์กรที่มีสายธุรกิจหลากหลายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Diversified Portfolio) ดังนั้น องค์กรจึงจะต้องเปิดรับความหลากหลายอย่างมาก โดยเห็นว่าแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นการลงทุนที่มีคุณค่า ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ทั้งในระยะกลางและระยะยาว
“การเปิดกว้างอยู่ใน DNA ของเรา การเคารพและให้โอกาสคนทุกกลุ่ม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน” นางฐาปณีกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงกลยุทธ์และค่านิยม 3 ประการของ BJC ที่ใช้ขับเคลื่อนแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ได้แก่ 1.Better Living (คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) เน้นการตอบแทน สิ่งแวดล้อม นวัตกรรมและการใช้ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า ในภาคการผลิต 2.Joint Success (เติบโตไปด้วยกัน) เป็นการดูแลผลิตภัณฑ์ และช่องทาง จำหน่ายให้มีคุณภาพและปลอดภัย 3.Caring for Community (ใส่ใจชุมชน) ถือเป็นแกนหลักของ การดำเนินงาน เพราะการมีสถานที่ทำงานที่มีความสุข และการดูแลเพื่อนพนักงาน ให้แสดงศักยภาพ ได้อย่างเต็มที่ จะนำไปสู่ความสำเร็จของชุมชน และสังคมโดยรวม
BJC ให้ความสำคัญกับ “Diversity & Inclusion” หรือความหลากหลายและความครอบคลุมทั่วถึง ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ โดยเฉพาะในมิติของเพศ วัย ความเชื่อ และความสามารถ
นางฐาปณีเน้นว่า องค์กรไม่ได้มองความหลากหลายเป็นภาระ แต่เป็น “การลงทุนที่มีคุณค่าในระยะยาว” โดยผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง ได้แก่ การมีผู้หญิง 60% ในแรงงานทั้งหมด และ 50% ของผู้บริหารในทุกระดับ ขณะที่ในระดับบริหารสูงสุด ผู้หญิงมีสัดส่วนถึง 57% และยังจ้างผู้สูงอายุถึงกว่า 260 คน รวมถึงจ้างผู้พิการมากกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย จากจำนวนพนักงานรวมกว่า 90,000 คน (BJC และกลุ่มบริษัท)
นโยบายดูแลคนแบบองค์รวม
BJC ยังลงทุนเชิงกลยุทธ์ในช่วงปฐมวัย โดยเรียนรู้จากงานวิจัยของ UNICEF ว่า “การลงทุน 1 บาทในเด็กปฐมวัย ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 26 เท่า” จึงสร้างสวัสดิการที่ตอบโจทย์ยุคใหม่ เช่น ลาคลอดและลาพักดูแลเด็กที่ไม่จำกัดเฉพาะมารดา การลาสมรสที่ไม่จำกัดเพศ ห้องน้ำสำหรับเพศทางเลือก รวมถึงการไม่ระบุเพศในใบสมัครและข้อมูลพนักงาน เพื่อสร้างความเท่าเทียมและยอมรับในความหลากหลายอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ของแนวทางนี้ชัดเจนในเชิงดัชนีทรัพยากรมนุษย์ เช่น อัตราการลาออกลดลงจาก 45% เหลือ 27% ในช่วง 2 ปี, การมีส่วนร่วมของพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปี เพิ่มจาก 70% เป็น 83% และระดับผู้บริหารเพิ่มจาก 69% เป็น 72%
เสริมพลังชุมชนและพันธมิตร
BJC ไม่เพียงดูแลพนักงาน แต่ยังขยายบทบาทผ่านพันธมิตรธุรกิจ โดยสนับสนุนเกษตรกรในเครือข่าย 1,236 ราย ด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน และการจัดการฟาร์ม พร้อมทีมให้คำปรึกษา24 ชั่วโมง นอกจากนี้ โครงการ “โดนใจ” สำหรับร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือแบบดั้งเดิม ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 50–100% ปัจจุบัน มีเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดเล็กหรือแบบดั้งเดิมกว่า 13,000 ราย ซึ่งนับว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
“การขับเคลื่อนองค์กรแบบ Inclusive ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายเชิงภาพรวม แต่คือการลงมือทำจริง และสร้างคุณค่าร่วมกันกับทุกคนในระบบ” นางฐาปณีกล่าว
ใช้เทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนางนงนุช ปโยนิธิการ รองผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจสินค้าบรรจุภัณฑ์ ร่วมเวที Panel Discussion ในหัวข้อ AI Paradox: High Energy vs Climate Solutions นำเสนอการใช้เทคโนโลยีเตาหลอมอัจฉริยะและแพลตฟอร์ม C3Leng เพื่อลดพลังงานและก๊าซเรือนกระจก
นางนงนุชกล่าว ว่า BJC ได้นำ AI เข้ามาใช้กระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ‘ขวดแก้ว’ โดยเฉพาะการนำ AI มาออกแบบรูปแบบบรรจุภัณฑ์ พร้อมจำลองความหนาและความทนทานของขวดแก้ว ทำให้มีน้ำหนักเบา ที่สำคัญ คือ มีการวิเคราะห์การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น AI ควบคุมอุณหภูมิของเตาหลอม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ตลอดจนการขนส่ง

นางนงนุช ปโยนิธิการ รองผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจสินค้าบรรจุภัณฑ์ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
นอกจากนี้ BJC ยังใช้เวลา 5-6 ปีในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น C3Leng ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมขวดแก้วทั้งระบบ (Glass Cycle) ตั้งแต่ชุมชน ผู้บริโภค และผู้เก็บขวดกลับ จนถึงโรงงานรีไซเคิล ทั้งหมดนี้เป็นโมเดลเล็กๆ ที่เครือข่ายเอกชนลงมือปฏิบัติสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ขวดแก้วเปลี่ยนโลก การเปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส
ขณะที่นางสาววิจิตรา สุภาคง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง ร่วมเวที KOL Dialogue ในหัวข้อ “ขวดแก้วเปลี่ยนโลก เมื่อขยะคือโอกาสและนวัตกรรมคือคำตอบ (Glass Talks: Turning Waste into Opportunity, and Innovation into Impact)” ที่มีนายชณัฐ วุฒิวิกัยการ Content Creator ช่อง KongGreenGreen ร่วมด้วย

นางสาววิจิตรา สุภาคง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและความเสี่ยง บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
นางสาววิจิตราชี้ให้เห็นถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงาน และเสริมว่า BJC เป็นผู้ผลิตแก้วรายใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังการผลิต 3,200 ตันต่อวัน ดังนั้น BJC ต้องลุกขึ้นมาสร้างอิมแพคด้านความยั่งยืนผ่าน ‘แก้ว’ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิล (Recycle) ได้ไม่รู้จบ
ปัจจุบัน BJC นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในกระบวนการต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือ ‘Lightweight Glass’ หรือแก้วที่น้ำหนักเบาและบางกว่าในอดีต แต่เนื้อแก้วยังคงได้มาตรฐาน จุดนี้ทำให้บริษัทใช้วัตถุดิบ (Raw material) น้อยลง รวมถึงพลังงานที่ใช้ในการผลิตก็น้อยลงตามไปด้วย
“ข้อมูล 3 ปีย้อนหลัง BJC มีเศษแก้วที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลมากกว่า 1.6 ล้านตัน แต่เราทดแทนการใช้วัตถุดิบได้เกือบ 2 ล้านตัน ลดการใช้พลังงาน มากกว่า 83,000 MWh เทียบเท่าบ้านเรือน 3 แสนหลังปิดไฟหนึ่งเดือนเต็ม และก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ลดลง จะประมาณ 17,000 กว่าตัน เทียบกับรถยนต์ประมาณ 3,800 คันบนท้องถนน” นางสาววิจิตรา อธิบาย

นางสาววิจิตรา ยังกล่าวถึงแอปพลิเคชั่น C3Leng ที่พัฒนาโดยบริษัทในเครืออย่าง บริษัท แก้วกรุงไทย จำกัด ว่าเป็นแพลตฟอร์ม ด้านความยั่งยืน ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วน กระตุ้นให้ Stakeholder ตระหนักถึงการแยกขยะ โดย C3Leng เป็นคนกลางให้ซื้อผู้ขายได้เจอกัน และสามารถขายสิ่งที่คนเรียกว่า ‘ขยะ’ มากกว่า 40 ชนิด ให้กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าได้ จากนั้นบริษัทแก้วกรุงไทยฯ จะนำขยะที่ได้จากการขายกลับเข้ามารีไซเคิลและกระบวนการผลิต
ทั้งหมดคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ win-win โดย BJC ได้การเก็บกลับวัตถุดิบและประหยัดพลังงานตลอดทั้งกระบวนการ ส่วนประชาชนก็มีแรงจูงใจจากรายได้จากการแยกขยะ
“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราไม่ควรถามว่า ‘ทำไมต้องเป็นเรา’ แต่ควรถามว่า ‘เราจะเริ่มจากตรงไหน’” นางสาววิจิตรา กล่าว
นายชณัฐ วุฒิวิกัยการ Content Creator ช่อง KongGreenGreen กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กรีนมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อภาคธุรกิจอย่าง BJC ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น C3Leng ยิ่งเป็นโอกาสดีที่ตอกย้ำและเชิญชวนให้คนแยกขยะ อีกทั้งลบเพนพ้อยของผู้บริโภคที่เคยไม่รู้ว่าจะแยกขยะไปทำไม

BJC ยังได้ร่วมออกบูทนิทรรศการภายในงาน GCNT Expo 2025 ซึ่งแสดงศักยภาพขององค์กรในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนโยบายองค์กรด้าน DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพในความแตกต่างและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมและเติบโตไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ แสดงให้เห็นถึงการผสานหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ทั้งนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำ ความร่วมมือจากขยะสู่มูลค่ากับชุมชนท้องถิ่น และเครื่องมือตรวจสอบย้อนกลับทางดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกอย่างชาญฉลาด เชิญชวนผู้เข้าร่วมงานให้ร่วมสร้างสรรค์โซลูชันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น


