Hesse004
ย้อนกลับไปเมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว กระแสจีนาภิวัฒน์ (China’s Rise) ความเป็นจีนเริ่มต้นแผ่ขยายอิทธิพลมากขึ้นผ่านการลงทุนถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรม
ถ้าทบทวนวรรณกรรมการดูภาพยนตร์จีนช่วงเวลาดังกล่าว เราจะพบว่าหนังจีนช่วงนั้นนำเสนอเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สมัยปลายราชวงศ์ชิงหลายเรื่อง
หนึ่งในเรื่องที่อยากหยิบมาเล่า คือ Shaolin ออกฉายเมื่อปี 2011 ซึ่งครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติซินไห่ …การปฏิวัติที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์จีนไปตลอดกาล
Shaolin เป็นผลงานการกำกับของเบนนี ชาน (Benny Chan, 1961–2020) ได้มือเขียนบทภาพยนตร์ คือ Cheung Chi-Kwong, Alan Yuen, Frankie Tam
อย่างไรก็ดี จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือ การได้ดาราซูเปอร์สตาร์ระดับอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลอย่างหลิวเต๋อหัว (Andy Lau) และ เฉินหลง (Jackie Chan) มาประชันบทกัน
Shaolin เล่าย้อนไปถึงยุคขุนศึกของจีนในต้นศตวรรษที่ 20
ปี 1911 จักรวรรดิชิงสิ้นสุดลง “ซุนยัตเซ็น” ประกาศตั้งสาธารณรัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้วแผ่นดินจีนกลับแตกเป็นเสี่ยง ๆ ภายใต้ระบบ ขุนศึก (軍閥) โดยมีก๊กสำคัญ ๆ ได้แก่ ก๊กเป่ยหยางในปักกิ่ง, ก๊กเฟิ่งเถียนในแมนจูเรีย, ก๊กกวางตุ้งฐานของซุนยัตเซ็น และก๊กท้องถิ่นในยูนนาน เสฉวน
นี่คือ “ยุคสุญญากาศทางอำนาจ” ที่ประชาชนต้องทนทุกข์ หนัง Shaolin ใช้บริบทนี้เป็นฉากหลัง เล่าผ่านชะตากรรมของนายพลโฮ่วเจีย (หลิวเต๋อหัว) ผู้สูญเสียทุกสิ่งเพราะความทะเยอทะยาน
โฮ่วเจียถูกลูกน้องคนสนิทหักหลังทำให้ต้องหนีตายเข้าสู่วัดเส้าหลิน ศูนย์กลางของ “ธรรมะและกังฟู” และพบพระครัว (เฉินหลง) ผู้ดูเหมือนตลกเฮฮา แต่กลับเป็นผู้ถ่ายทอดสัจธรรมว่า
“กำลังแท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มีไว้เพื่อปกป้อง”
จากแม่ทัพผู้โหดเหี้ยม โฮ่วเจียค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นผู้เสียสละ
…เรื่องราวนี้คือ Redemption Story ที่ซ่อนปรัชญาพุทธแบบ “เซน” ไว้อย่างงดงาม
ความลงตัวของหนังเรื่องนี้ คือ เล่าเรื่อง “วัดเส้าหลิน” ที่คนไทยรู้จักดีจากหนังจีนโดยเฉพาะภาพจำเรื่อง “กังฟู”
วัดเส้าหลินก่อตั้งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 5 บนเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน…เป็นสำนักที่ผสมผสานการปฏิบัติธรรมกับกังฟู เพื่อฝึกจิตและป้องกันตนเอง
แม้ถูกทำลายหลายครั้ง แต่ “เส้าหลิน” ยังคงเป็น สัญลักษณ์วัฒนธรรมจีน
อันที่จริงแล้ว…เรื่องราวของวัดถูกถ่ายทอดผ่านหนังเรื่อง Shaolin Temple (1982) โลกทั้งโลกต่างรู้จักคำว่า “เส้าหลิน” และจนถึงปัจจุบัน วัดเส้าหลินกลายเป็นทั้งโรงเรียนกังฟูระดับนานาชาติ และ แหล่งท่องเที่ยว เป็น Soft Power ของจีน
เบนนี่ ชาน ถ่ายทอด Shaolin (2011) ออกมาอีกครั้ง จึงไม่ใช่แค่หนังพีเรียดแนวบู๊ดราม่า แต่คือการประกาศถึงจิตวิญญาณแบบจีนที่ยังคงอยู่และไม่มีวันเสื่อมสลาย
ใครที่เป็นแฟนหนังจีนคงจำเรื่องราวช่วงปลายราชวงศ์ชิงได้จากหนังหลายเรื่อง เช่น The Warlords (2007)…ชื่อไทย คือ สาม อหังการ์เจ้าสุริยา ที่ว่าด้วยการทรยศหักหลังของพี่น้องร่วมสาบานสามคนโดยมีฉากหลังเป็นการแก่งแย่งอำนาจของเหล่าขุนศึก
ขณะที่ Shaolin (2011) คือ อีกก้าวที่จีนใช้ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ใหม่
ในสายตาชาวโลก หนังสะท้อนภาพว่า แม้จีนเคยผ่านยุคมืด แตกเป็นก๊ก แต่ คุณธรรม ความเมตตา ความสามัคคี จะทำให้ชาติกลับมายืนหยัด
Soft Power จีนจึงไม่ได้อิงเพียงเศรษฐกิจ แต่ยังใช้ กังฟูและวัดเส้าหลิน เป็น “ภาษาสากล” ที่คนทั่วโลกเข้าใจ
“หลิวเต๋อหัว” ถ่ายทอดการเปลี่ยนผ่านจากอำนาจสู่การสละตนได้อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับ “เฉินหลง” ในบทพระครัว เปรียบเสมือน “จิตวิญญาณ” ของหนัง ที่ถึงบทแบบคนตัวเล็กแต่กลับยิ่งใหญ่
….นี่คือการพบกันของสองเสาหลักแห่งวงการภาพยนตร์จีน
ผู้กำกับ เบนนี ชาน ผู้ล่วงลับ นำเอาความเข้มข้นทางดราม่ามาผสมกับฉากสงครามและบู๊เส้าหลินระดับยิ่งใหญ่ หนังใช้งบมหาศาล ถ่ายทำทั้งที่เส้าหลินจริงและฉากจำลองขนาดใหญ่ เป็นหลักฐานว่าหนังจีนพร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ
Shaolin (2011) ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของสงครามและกังฟู แต่เป็นการตั้งคำถามว่า “อำนาจ” กับ “ศีลธรรม” อะไรคือสิ่งที่จะคงอยู่ยาวนานกว่า?
“กำลังแท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองแต่อยู่ที่การยอมสละเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง”
ผู้สนใจเรื่องวัดเส้าหลินกับ Soft Powrr โปรดอ่าน Shaolin Temple: soft power and hard realities – China.org.cn https://share.google/BSZFZrUz3z0bwsTYn
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก: วิกิพีเดีย


