
ASEAN Roundup ประจำวันที่ 29 มิถุนายน- 7 กรกฎาคม 2568
- อินโดนีเซียเตรียมลงนามข้อตกลง 3.4 หมื่นล้านดอล์กับพันธมิตรสหรัฐ ก่อนเส้นตายเจรจาภาษี
- อินโดนีเซียผ่อนคลายกฎการนำเข้าสินค้า 10 รายการ
- ซาอุดิอาระเบีย-อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงมูลค่ารวม 27,000 ล้านดอลลาร์
- อินโดนีเซียเตรียมขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน
- เวียดนามประกาศแผนดึงดูดบุคลากร AI ชั้นนำ
- กัมพูชาและสหรัฐฯเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมกรอบข้อตกลงภาษีการค้า
- กัมพูชาส่งออกทุเรียนสดไปตลาดจีนอย่างเป็นทางการได้แล้ว
อินโดนีเซียเตรียมลงนามกับพันธมิตรสหรัฐ ก่อนเส้นตายเจรจาภาษี
ขณะที่เส้นตายในการเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้ากำลังใกล้เข้ามา นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ บอกกับนักข่าวเมื่อวันศุกร์ (30 มิถุนายน 2568) ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติข้อเสนอหลายฉบับของรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีศุลกากรและอุปสรรคทางการค้า และได้ยื่นสิ่งที่จัดว่าป็น “ข้อเสนอที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย”
“เราได้ตอบสนองคำร้องขอหลายฉบับของสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีศุลกากร อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร และเรื่องเชิงพาณิชย์” นายฮาร์ตาร์โต กล่าวและว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พรอมที่จะรับรองข้อเสนอหลายข้อของอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียจะลงนามข้อตกลงมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรทางธุรกิจในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯก่อนเส้นตายวันที่ 9 กรกฎาคม รัฐมนตรีฮาร์ตาร์โตกล่าว
ข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงการเพิ่มการนำเข้าเชื้อเพลิงและการลงทุนของบริษัทอินโดนีเซียในภาคพลังงานและเกษตรกรรมในสหรัฐฯที่มูลค่าอาจสูงถึง 15,500 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น สายการบินแห่งชาติ Garuda Indonesia ก็ยังกล่าวอีกว่ากำลังเจรจาเพื่อซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งถึง 75 ลำอีกด้วย ซึ่งอาจรวมถึงเครื่องบินรุ่น 737 แม็กซ์ 8 และ 787 วามิลดาน ซานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทได้ประกาศเรื่องนี้หลังจากการประชุมกับนายฮาร์ตาร์โต
อินโดนีเซียเผชิญกับภาษีนำเข้า 32% ในตลาดสหรัฐฯซึ่งไม่รวมภาษีพื้นฐาน 10% และก่อนหน้านี้ได้เสนอที่จะเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อเอื้อในการเจรจาการค้าระหว่างสองฝ่าย
อินโดนีเซียเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 17,900 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 ตามข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ
“นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนต่างร่วมมือกันตอบสนองต่อการกำหนดภาษีศุลกากรแบบที่เรียกก็บในอัตราที่เท่ากันของสหรัฐฯ” นายฮาร์ตาร์โตกล่าวและว่า การที่อินโดนีเซียแก้ไขปัญหาดุลการค้ากับสหรัฐฯ ก็หวังว่าจะได้ข้อตกลงการค้าที่ดีกว่าที่สหรัฐฯทำกับเวียดนาม
“เราเสนอซื้อสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 34,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับการขาดดุล 19,000 ล้านดอลลาร์ เราหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงในอัตราที่ต่ำกว่าของเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่าง 20 -40%” นายฮาร์ตาร์โตกล่าว
ขณะเดียวกันสายการบิน การูด้าอาจซื้อเครื่องบินเจ็ต 737 แม็กซ์ 8 และ 787 นายวามิลดาน ซานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากพบกับนายฮาร์ตาร์โตแ แต่ไม่ชัดเจนว่าการหารือระหว่างการูด้ากับโบอิ้งเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาภาษีหรือไม่
อินโดนีเซียผ่อนคลายกฎการนำเข้าสินค้า 10 รายการ

ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/362865/indonesia-relaxes-import-rules-for-10-commodities-including-footwear
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ ได้ประกาศผ่อนคลายกฎการนำเข้าสินค้า 10 รายการ
นโยบายดังกล่าวมีรายละเอียดอยู่ในข้อบังคับกระทรวงพาณิชย์ฉบับที่ 16 ปี 2568 ซึ่งแก้ไขกฎการนำเข้าก่อนหน้านี้
ในการแถลงข่าวที่จาการ์ตา นายฮาร์ตาร์โตอธิบายว่า กระบวนการแก้ไขได้รับข้อมูลจากกระทรวง สถาบัน สมาคมธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ มีการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎระเบียบและการประชุมเชิงปฏิบัติการทางเทคนิคเพื่อทำให้มีการเปลี่ยนแปลง
นายฮาร์ตาร์โตกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงใหม่ “จะมีผลใช้บังคับภายในสองเดือน”
สินค้า 10 รายการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่ ได้แก่
1. ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ 2. ปุ๋ยราคาถูก 3. วัตถุดิบพลาสติก 4. เชื้อเพลิงประเภทอื่น 5. ถาดอาหาร 6. สารเคมีบางชนิด 7. ไข่มุก 8. จักรยานสองล้อและสามล้อ 9. สารปรุงแต่งกลิ่นที่มีส่วนประกอบของขัณฑสกร (Saccharin) สารให้ความหวานเทียม ( cyclamate) และแอลกอฮอล์ 10. รองเท้า
นายฮาร์ตาร์โตกล่าวว่า นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกเลิกกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลตามคำสั่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต โดยเฉพาะในการตอบสนองต่อการรับมือกับความไม่แน่นอนของการค้าโลกและการพัฒนาเศรษฐกิจ
นายฮาร์ตาร์โตชี้ว่ารัฐบาลมีเป้าหมายที่จะอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านมาตรการเหล่านี้
“เป้าหมายของเราคือการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการสร้างงาน” นายฮาร์ตาร์โตกล่าว และเสริมว่า ภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะได้รับการส่งเสริมเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ รักษาผู้ลงทุนที่มีอยู่ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“เป้าหมายของเราคือการสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการสร้างงาน” นายฮาร์ตาร์โตกล่าว และเสริมว่าภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะได้รับการส่งเสริมเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ รักษาผู้ลงทุนที่มีอยู่ และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“เราได้จัดเตรียมแผนริเริ่มที่สำคัญหลายด้านที่สอดคล้องกับเป้าหมายเหล่านี้ รวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบและการเร่งกระบวนการออกใบอนุญาตทางธุรกิจ” นายฮาร์ตาร์โตกล่าว
สัตยา ภักติ พาริเกสติ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้กำชับหน่วยงานของรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ดูแลกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อไม่ให้กระบวนการราชการที่ใชนานป็นอุปสรรค
นายฮาร์ตาร์โต กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยในการจรจาภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯจัดเก็บ และสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจในวงกว้างขอประเทศ ซึ่งรวมถึงเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป และการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
การผ่อนปรนกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเหล่านี้จะสอดคล้องกับการเข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องประดับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในประเทศต้องประสบปัญหาจากการนำเข้าสินค้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีน
ตามรายงานของ Bloomberg “สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ เช่น ข้าว เกลือ ผลิตภัณฑ์ประมง สินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพ และสินค้าที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอบางชนิด เหล็กและเหล็กกล้ายังคงมีการควบคุมที่เข้มงวด”
ซาอุดิฯ-อินโดนีเซียลงนามข้อตกลงมูลค่า 27,000 ล้านดอลลาร์

ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/363657/indonesia-saudi-arabia-agree-on-27-billion-dollars-investment
ซาอุดีอาระเบียและอินโดนีเซียได้ลงนามข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจหลายฉบับมูลค่ารวม 27,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างสถาบันภาคเอกชนในสาขาต่างๆ รวมถึงพลังงานสะอาดและปิโตรเคมี จากการเดินทางเยือนราชอาณาจักรอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันพุธและและเข้าพบกับมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต สำนักข่าว SPA ของซาอุดีอาระเบียรายงานเมื่อวันพุธ (2 กรกฏาคม 2568)
ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบ ยกระดับห่วงโซ่อุปทานและความยั่งยืนในสาขาพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือในทรัพยากรแร่ธาตุ
การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าประมาณ 31,500 ล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตามรายงานของ SPA
ตามแถลงการณ์จาก Danantara บริษัท ACWA Power ของซาอุดีอาระเบียลงนามข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อโอกาสในการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara Indonesia และบริษัทพลังงานของรัฐ Pertamina
Danantara ยังคาดว่าการลงทุนที่มีศักยภาพด้วยเงินทุนโครงการมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
อินโดนีเซียเตรียมขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/news/363385/indonesia-prepared-to-drive-asean-digital-economy-leadership
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย เนซาร์ ปาเตรีย เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของอินโดนีเซียที่จะเป็นผู้นำในการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนผ่านความร่วมมือในภูมิภาค และการเสริมสร้างจริยธรรมในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นายปาเตรียกล่าวว่า อินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศดิจิทัลของอาเซียน โดยมีประชากร 280 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของประชากรอาเซียน และมีส่วนสนับสนุนอย่างมากต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
“รายงานของ McKinsey คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงิน 366,000 ล้านดอลลาร์มาจากอินโดนีเซีย”นายปาตรียกล่าวในงานสัมมนา Indonesia Strategic Engagement Workshop Series ประจำปี 2025 ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ณ กรุงจาการ์ตาตอนกลางเมื่อวันอังคาร (1 กรกฎาคม 2568)ที่ผ่านมา
เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าไม่เพียงแค่เพิ่มการใช้เทคโนโลยีแต่ยังตั้งเป้าที่จะเป็นผู้เล่นที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา AI ให้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญ
อินโดนีเซียได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกำหนดระเบียบข้อบังคับเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติทางจริยธรรมสำหรับการพัฒนา AI เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ปัจจุบันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นถึง 80% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากต่ำกว่า 70% เมื่อ 5 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายประการ รวมถึงความจำเป็นในการเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่าย 5G
“ปัจจุบัน พื้นที่ที่อยู่อาศัยของอินโดนีเซีย 97% ใช้เทคโนโลยี 4G อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรากำลังมุ่งหน้าสู่ 5G” นายปาตรียกล่าวยืนยัน
เพื่อตอบสนองความสำคัญเหล่านี้ กระทรวงการสื่อสารและข้อมูลกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ดูแลใหมีการกำกับดูแลที่ดี และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความครอบคลุม และความไว้วางใจของสาธารณะ
ในด้านระเบียบข้อบังคับด้าน AI นายปาเตรีย อธิบายว่าอินโดนีเซียได้จัดทำเอกสารวิธีการประเมินความพร้อมสำหรับ AI (Readiness Assessment Methodology for AI:RAM-AI) เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นประเทศอาเซียนประเทศแรกที่จัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์
“RAM-AI มีประโยชน์ในการแสดงระดับความพร้อมสำหรับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในอินโดนีเซีย ประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย ยังใช้เอกสารของเราเป็นเอกสารเปรียบเทียบด้วย” นายปาเตรีย กล่าว
รัฐบาลอินโดนีเซียยังใช้มาตรฐานทางจริยธรรมที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อนวัตกรรมมากขึ้นสำหรับการพัฒนา AI
“จริยธรรมควบคุมบรรทัดฐานพื้นฐานที่ปรับเปลี่ยนได้มากขึ้นสำหรับนวัตกรรม ตราบใดที่ยังคงสอดคล้องกับหลักจริยธรรมระดับโลก” นายปาเตรีย กล่าว
เวียดนามประกาศแผนดึงดูดบุคลากร AI ชั้นนำ

ที่มาภาพ:https://vir.com.vn/time-is-now-for-vietnam-to-fully-cultivate-ai-talent-112599.html
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ประกาศแผนดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ 100 คน เพื่อเป็นแกนนำโครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญของประเทศ โดยทำให้เทคโนโลยีเป็นแรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงการกำกับดูแล และการยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การดำเนินการนี้มุ่งเป้าไปที่การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุม อัตโนมัติ และเน้นที่มนุษย์ โดยวางตำแหน่งเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางที่มีบทบาทด้านการวิจัย พัฒนา และการประยุกต์ใช้ AI ในภูมิภาคและทั่วโลก
ยุทธ์ศาสตร์นี้ได้กำหนดภารกิจเฉพาะต่างๆ ไว้มากมาย โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนานโยบาย ความคิดริเริ่มด้านการวิจัย มาตรฐานทางเทคนิค โปรแกรมการฝึกอบรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคส่วนสำคัญต่างๆ ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ การจัดตั้งฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ระดับชาติ การพัฒนากรอบกฎหมายเพื่อเป็นแนวทางการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างมาตรฐานทางเทคนิคและแนวทาง ตลอดจนกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ AI
งานวิจัยจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลชีวภาพระดับชาติที่บูรณาการกับ AI เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และความพยายามในการนำเทคโนโลยีชีวภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในเวียดนาม
ที่น่าสนใจคือ แผนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโมเดล AI “Make in Viet Nam” ในหลากหลายโดเมน รวมถึงภาษา การประมวลผลภาพ เสียง และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโมเดลภาษาเวียดนามขนาดใหญ่ที่มีพารามิเตอร์ขั้นต่ำ 100 พันล้านตัว ซึ่งสามารถเข้าใจข้อความในสาขาเฉพาะทาง เช่น กฎหมาย การเงินและการบัญชี ภาษี เกษตรกรรม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์
แผนดังกล่าวยังขยายไปถึงการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และ Internet of Things (IoT) สำหรับการติดตามสุขภาวะปศุสัตว์และการติดตามโรคเพื่อปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ของเวียดนามให้เหมาะสมที่สุด
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้แน่ใจถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่พร้อมส่งออก
อีกทั้งมีการส่งเสริมการพัฒนาผู้ช่วยเสมือน โมเดลเสมือนจริงของวัตถุทางกายภาพ(digital twins) และแพลตฟอร์มที่ผสานระหว่างสภาพแวล้อมจริง/สภาพแวดล้อมเสมือน พร้อมมีการสนับสนุนที่ปรึกษาในการออกแบบและการใช้งานระบบ AI ที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับนักการศึกษา AI ผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกร
เวียดนามกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อย่างมากทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ แผนนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการตอบสนองความต้องการของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
กัมพูชาและสหรัฐฯเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมกรอบข้อตกลงภาษีการค้า

กัมพูชาและสหรัฐอเมริกาได้ทบทวนและตกลงกันเกี่ยวกับร่างแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับกรอบข้อตกลงการค้าตามภาษี Reciprocal Tariff
ข้อตกลงดังกล่าวจัดทำขึ้นในระหว่างการประชุมทางไกลเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ระหว่างคณะทำงานประสานงานความสัมพันธ์ทวิภาคีเฉพาะกิจกัมพูชาและสหรัฐอเมริกาและสำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐอเมริกา
ฝ่ายกัมพูชา นำโดยนายซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีและรองประธานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชาคนแรก ขณะที่นางซาราห์ เอลเลอร์แมน ผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เป็นผู้นำฝ่ายสหรัฐฯ
ในข่าวเผยแพร่หลังการประชุมระบุว่าร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบข้อตกลงการค้าตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ-กัมพูชาจะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในเร็วๆ นี้
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต จะยังคงให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุ
กัมพูชาส่งออกทุเรียนสดไปตลาดจีนอย่างเป็นทางการได้แล้ว

กัมพูชาสามารถส่งออกทุเรียนสดไปยังตลาดจีนได้อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 4 กรกฎาคม กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงประกาศว่า สำนักงานศุลกากรแห่งประเทศจีน (GACC) ได้อนุมัติขั้นสุดท้ายแล้ว ตามพิธีสารที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อวันที่ 17 เมษายน
“การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ GACC ได้ประเมินและอนุมัติใบสมัครขึ้นทะเบียนสวนทุเรียน 112 แห่งและสถานที่บรรจุหีบห่อ 30 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (ฮ Good Agricultural Practices :GAP) ข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช และมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของจีน” แถลงการณ์ของกระทรวงระบุ
กระทรวงได้แนะนำให้ผู้ปลูกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ดูแลคุณภาพและให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของผลไม้สำหรับส่งออก และเรียกร้องให้เจ้าของสวนและผู้ดำเนินการโรงงานบรรจุภัณฑ์ทุกรายปฏิบัติตามเงื่อนไขของพิธีสาร นั่นคือ ปราศจากสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย สารตกค้างของยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีต้องห้าม
กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมให้เจ้าของสวนและโรงงานบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ที่ต้องการส่งออกทุเรียนยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมวิชาการเกษตรของกระทรวง
ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ทุเรียนเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรลำดับที่ 9 ของกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังจีน รองจากข้าว ข้าวหัก มันสำปะหลังแห้งทอด ข้าวโพด กล้วย มะม่วง ลำไย และพริกไทย
“นี่คือความสำเร็จอันเป็นผลที่เกิดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างกัมพูชาและจีน” กระทรวงเกษตรกล่าวเสริม



