ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > ทีเอ็มบีธนชาต และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/2564

ทีเอ็มบีธนชาต และบริษัทย่อย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/2564

20 กรกฎาคม 2021


นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต

วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 – ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/2564 โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 2,534 ล้านบาท ชะลอลง 8.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดเป็นวงกว้างและสร้างแรงกดดันต่อรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ด้านการรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการ การบริหารค่าใช้จ่าย และคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงทำได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ภารกิจรวมธนาคารเสร็จสมบูรณ์แล้วตามแผน ปัจจุบันเร่งเดินหน้าให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ลูกค้า เพื่อมุ่งสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย ทั้งวันนี้และอนาคต และยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อดูแลความปลอดภัยของพนักงานรวมถึงลูกค้าที่เข้ารับบริการที่สาขา เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 2 มีความท้าทายมากขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกเดือนเมษายน ซึ่งรุนแรงมากกว่าการระบาดที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาส 1 สำหรับทีเอ็มบีธนชาตนั้น เรามีภารกิจสำคัญในเรื่องการรวมธนาคาร ซึ่งแม้จะเผชิญกับข้อจำกัดจากสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่อง แต่จากการเตรียมงานและความทุ่มเทของพนักงานก็ทำให้ภารกิจรวมธนาคารเสร็จสมบูรณ์ได้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา เป็นไปตามกรอบระยะเวลา 18 เดือนที่วางไว้

ในส่วนของการดำเนินงานในไตรมาส 2 นั้น ธนาคารยังคงเน้นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่เร่งการเติบโตสวนทางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง เนื่องจากไม่ต้องการสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติม จุดประสงค์หลักก็เพื่อรักษาและคงความแข็งแกร่งทางการเงินไว้ให้พร้อมสำหรับการเติบโตเมื่อเศรษฐกิจเอื้ออำนวย อย่างไรก็ดี แม้มีแรงกดดันด้านรายได้แต่เป้าหมายหลักด้านอื่น ๆ ธนาคารยังคงทำได้ดีตามแผน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการ โดยเฉพาะจากด้านงบดุล (Balance sheet synergy) และด้านต้นทุน (Cost synergy) การมีวินัยด้านค่าใช้จ่าย และการดูแลคุณภาพสินทรัพย์

ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังรุนแรงและยืดเยื้อ สิ่งสำคัญที่สุดที่ธนาคารเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถในตอนนี้ คือ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบและการยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของพนักงานทัพหน้า เช่น พนักงานสาขาและศูนย์บริการลูกค้า ซึ่งหมายรวมถึงความปลอดภัยของลูกค้าที่ยังมีความจำเป็นต้องเข้ามาใช้บริการที่สาขาด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง มองว่าสถานการณ์โควิด-19 จะยังมีผลกระทบกับเศรษฐกิจต่อไป ดังนั้น ภาพรวมเชิงกลยุทธ์จึงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการดำเนินการตามแผนการรับรู้ผลประโยชน์จากการรวมกิจการด้านรายได้ (Revenue synergy) ภายหลังการรวมธนาคาร ผ่านการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ในด้านค่าใช้จ่ายนั้น จะยังมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการรวมกิจการเหลืออยู่บางรายการในช่วงครึ่งปีหลัง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับแผนการดูแลพนักงานในช่วงโควิด-19 ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะยังอยู่ใกล้กับกรอบด้านบนของเป้าหมายธนาคารที่ 47%-49%

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่เอื้อให้ธนาคารสามารถช่วยเหลือลูกค้าและดูแลคุณภาพสินทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่การระบาดในปีที่แล้ว ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าไปมากกว่า 7.5 แสนราย ปัจจุบันยอดสินเชื่อที่อยู่ภายใต้โปรแกรมความช่วยเหลือมีสัดส่วนประมาณ 14% ของสินเชื่อรวม

ภายใต้โปรแกรมให้ความช่วยเหลือ การปรับโครงสร้างการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับสภาพคล่องที่เปลี่ยนไปของลูกค้าช่วยให้ลูกค้าส่วนใหญ่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ลดการผิดนัดชำระหนี้ และชะลอการเกิดหนี้เสียใหม่ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการแก้หนี้เสียที่มีอยู่เดิม เช่น การขาย ทำได้ช้าลงเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจในสถานการณ์ปกติ ดังนั้น โดยรวมแล้วยอดหนี้เสียและสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) จะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 ธนาคารมียอดหนี้เสียอยู่ที่ 43,543 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 43,400 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน แต่เนื่องจากสินเชื่อชะลอลง สัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมจึงขยับจาก 2.75% มาอยู่ที่ 2.89% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

สำหรับรายละเอียดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2564 มีดังนี้

สินเชื่ออยู่ที่ 1,359 พันล้านบาท ชะลอลง 2.5% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นไปตามแผนของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง รวมถึงการชำระคืนหนี้ของลูกค้าบรรษัทธุรกิจ

ด้านเงินฝากอยู่ที่ 1,324 พันล้านบาท ชะลอลง 3.6% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นผลจากการปรับโครงสร้างเงินฝากภายหลังการรวมกิจการ โดยการปรับลดสัดส่วนเงินฝากประจำและแทนที่ด้วยเงินฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก เช่น
บัญชี ttb all free และบัญชี ttb no fixed ซึ่งยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับภาวะสินเชื่อชะลอตัว

จากกลยุทธ์ด้านเงินฝากและการบริหารสภาพคล่อง ส่งผลให้ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย หรือ NIM ในไตรมาส 2 จึงทรงตัวได้ที่ 2.98% ใกล้เคียงกับ 3.00% ในไตรมาสก่อนหน้า และทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวอยู่ที่ 12,782 ล้านบาท หรือลดลงเพียง 0.7% จากไตรมาสก่อน แม้จะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง

ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3,118 ล้านบาท ลดลง 21.5% จากไตรมาส 1/2564 สาเหตุหลักจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์และบริการลูกค้ารายย่อยที่ลดลงหลังการระบาดระลอก 3 นำไปสู่การยกระดับมาตรการคุมเข้มต่าง ๆ สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะด้าน Trade finance มีสัญญาณดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนตามกิจกรรมนำเข้า-ส่งออกที่กลับมาฟื้นตัว

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,402 ล้านบาท ลดลง 6.6% จากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้อยู่ที่ 46.4% ค่าใช้จ่ายที่ลดลงนี้เป็นผลจากการรับรู้ประโยชน์ด้านต้นทุนจากการรวมกิจการ การมีวินัยด้านค่าใช้จ่าย และส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเลื่อนจัดกิจกรรมการตลาดที่เกี่ยวข้องกับการรวมกิจการไปในช่วงครึ่งปีหลังเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น ในไตรมาสถัด ๆ ไป อาจเห็นการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้แต่จะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

จากรายได้และค่าใช้จ่ายข้างต้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ อยู่ที่ 8,502 ล้านบาท ลดลง 4.5% จากไตรมาสก่อน และยังคงตั้งสำรองฯ ในระดับสูงที่ 5,491 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้มีกำไรสุทธิ 2,534 ล้านบาท ลดลง 8.9% จากไตรมาสที่แล้ว

สำหรับความเพียงพอของเงินกองทุนยังก็อยู่ในระดับสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมธนาคารไทย โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 อัตราส่วน CAR และ Tier I (เบื้องต้น) ทรงอยู่ที่ 19.6% และ 15.5% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 11.0% และ 8.5% ตามลำดับ

……

TMBThanachart Bank and its subsidiaries reports 2Q21 financial performance.

Bangkok, 20th July 2021 – TMBThanachart or TMBThanachart Bank Public Company Limited announced today its 2Q21 financial performance. The Bank reported net profit of THB 2,534 million, down by 8.9% from 1Q21 as the resurgence of COVID-19 epidemic put more pressure on income generation. Nonetheless, synergy realization from the merger, cost efficiency and asset quality management were delivered as targets. The integration process was also completed as plan. For now, the immediate priorities are to provide COVID-19 financial assistance to customers for the better Financial Well-being and to further uplift health measures to ensure the safety of employees and branch customers, helping all to through this crisis together.

Mr. Piti Tantakasem, CEO of TMBThanachart mentioned “Economic situation in the second quarter became increasingly challenging as COVID-19 outbreak in April 2021 was more severe than in 1Q21. For TMBThanachart, we had set our target to complete the integration process. With the well-planned integration roadmap and our dedicated staff, the Bank was successfully integrated on 5th July 2021 as per our 18-month plan, despite operational limitations arising from COVID-19.

In terms of 2Q21 business operation, the Bank still focused on quality growth strategy rather than pushing for aggressive growth against economic headwinds as it could come with risks. The objective is to preserve and maintain strong financial position in order to regain growth momentum once situation allows. Although income generation was under pressured, other key targets were delivered as plan. The achieved areas were synergy value realization, mainly from the merger plan, cost efficiency and asset quality management.

Under the severe and prolonged situation of the COVID-19 outbreak, the Bank’s immediate priorities are on our customers and employees. Currently, we put our best effort to support and provide financial assistance to affected customers as well as to uplift health measures to ensure the safety of our employees, especially the front-line branch staff and call center, including branch customers.

As for the second-half outlook, COVID-19 situation is expected to weaken the economic environment further. Therefore, core strategy will be unchanged. The addition will be the execution of post-merger revenue synergy realization initiatives by enhancing service and products offerings to our customers.

In terms of expenses, there will be the remaining integration expenses to be recognized in the second half. There will also be additional expenses related to COVID-19 healthcare measures for the Bank’s employees. Therefore, cost to income ratio is likely to linger at the higher bound of the Bank’s guidance of 47%-49% range.

For asset quality, we will continue to closely monitor our portfolio. The supporting measure from government sector and the Bank of Thailand is indeed a crucial vehicle that allows the Bank to provide better assistance to customers and to manage asset quality more efficiently. Since the first outbreak last year, the Bank accepted more than 750,000 customers into the debt relief program. Currently, loans under debt relief measures accounts for approximately 14% of total loan outstanding.

Under the preemptive debt restructure, customers are able to resume their debt repayment as normal. This helps mitigate the pace of defaults and NPL formations. However, as NPL resolutions such as NPL sales are likely to be slower when compared to a normal business cycle, NPL outstanding and NPL ratio are expected to be on an uptrend.

At the end of 2Q21, the Bank reported an NPL outstanding of THB 43,543 million, close to THB 43,400 million in the previous quarter. However, due to a slowdown in total loans, the ratio of NPL to total loans rose from 2.75% to 2.89% but still within target.”

Details of 2Q21 financial performance are as follows.

Loans to customers was at THB 1,359 billion, a decline by 2.5% from last year (YTD). The contraction in loans was due mainly to the Bank’s quality growth strategy together with loan repayment from large corporate segment.

On the deposit side, the ending balance was at THB 1,324 billion, down by 3.6% YTD. One of the key reasons was because the Bank continued to optimize deposit structure by lowering time-deposit and replacing with ttb all free and ttb no-fixed, our flagship products which continue to grow. Another reason was the Bank’s liquidity management in response to a slow loan growth environment.

From such a deposit strategy and liquidity management, the Bank could manage funding cost efficiently. Net Interest Margin (NIM) as a result stayed at 2.98%, relatively close to 3.00% in the previous quarter. Net Interest Income (NII) also came in at THB 12,782 million or declined only 0.7% QoQ despite interest rate downtrend.

Non-Interest Income (Non-NII) was at THB 3,118 million or decreased 21.5% from 1Q21. Key factor was the decline in retail fee income, affected by COVID-19 in April 2021 wave that led to stricter COVID-19 measures and controls. On the other hand, commercial fees especially trade finance fees showed an improving sign from last year as import-export activities have recovered.

Operating expense was at THB 7,402 million, down 6.6% QoQ and cost-to-income ratio came at 46.4%. The decrease in expenses was from cost synergy realization and execution of cost discipline. Besides, there were some marketing expenses related to integration activities that were halted and postponed to the second half due to COVID-19 situation. With that, cost-to-income ratio is likely to increase in the following quarters but still within target range.

Pre-Provision Operating profit (PPOP) was reported at THB 8,502 million or dropped by 4.5% QoQ. The Bank still set aside elevated provision level of THB 5,491 million, fairly close to the previous quarter and reported net profit, of THB 2,534 million which declined 8.9% QoQ.

Capital adequacy was among the top tier in Thai banking industry. At the end of 2Q21, the preliminary CAR and Tier 1 was reported at 19.6% and 15.5%. The figures were above the Bank of Thailand’s minimum requirement of 11.0% and 8.5%, respectively.