ThaiPublica > เกาะกระแส > กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 0.50% เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า

กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 0.50% เศรษฐกิจไทยฟื้นช้า

24 มีนาคม 2021


นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่สองของปี

คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมยังขยายตัวต่อเนื่องแต่เผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำ และความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า จึงยังต้องการแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

คณะกรรมการจึงมีความเห็น ควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้และรักษาขีดความสามารถทางนโยบายการเงินที่มีจำกัดเพื่อใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 3.0 และ 4.7 ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ โดยขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมบ้างจากการปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยว และผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวเร็วตามการขยายตัว

ทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของแต่ละภาคเศรษฐกิจยังมีความแตกต่างกัน โดยมีความเสี่ยงสำคัญจากประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงความต่อเนื่องของแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ด้านระบบการเงินมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความเปราะบางในบางจุดจากผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและธุรกิจ SMEs สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี 2564 และจะอยู่ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายตลอดช่วงประมาณการ โดยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูงและต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นตามฐานะการเงินที่เปราะบาง โดยเฉพาะธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนที่ถูกกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดระลอกใหม่ ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยปรับสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวอ่อนค่าสอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินและนัยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการฯ เห็นว่า ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง และสนับสนุนให้เร่งดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่ออกมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้สามารถกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุด ลดภาระหนี้ และสนับสนุนเศรษฐกิจช่วงฟื้นฟูในอนาคต ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขณะที่มาตรการทางการคลังต้องพยุงเศรษฐกิจโดยไม่ขาดช่วง โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสามารถควบคุมการระบาดระลอกใหม่ได้ ควบคู่กับดำเนินการนโยบายด้านอุปทานเพื่อปรับรูปแบบธุรกิจและยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รวมถึงจะติดตามความเพียงพอของมาตรการภาครัฐและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดทั้งในและต่างประเทศ ในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น

นายทิตนันทิ์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะเติบโต 3.0% ลดลงจากเดิม 3.2% สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 1.0% เป็น 1.2%

“ระดับของ GDP จะค่อยๆสูงขึ้นและจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดในช่วงกลางปีหน้า ถ้าวัดจากปลายปี 2562 ไปถึงกลางปีหน้า ใช้เวลา 2 ปีครึ่ง แต่แม้ว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น”

สาเหตุสำคัญคือภาคบริการ การท่องเที่ยวมีสัดส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวขอวเศรษฐกิจไทยซึ่งเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่กลับเข้ามาช้า จึงทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆ

เศรษฐกิจในประเทศยังคงขยายตัวแม้มีการระบาดระลอกสอง เพราะมาตรการของภาครัฐช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและตรงจุด รวมถึงมาตรการการควบคุมโรคระบาดที่ไม่เข้มงวดเหมือนในปีที่แล้ว ส่งผลให้เศรษฐกิจทะยอยฟื้นตัวได้ ขณะเดียวกันแนวโน้มการส่งออกสินค้าในช่วงที่ผ่านมาและแรงส่งในช่วงข้างหน้าดีขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 10.0% จาก 5.7%

ด้านการท่องเที่ยวได้ปรับลดประมาณการลงเหลือปีนี้จำนวน 3 ล้านคน จาก 5.5 ล้านคนที่ประเมินในเดือนธันวาคม 2563

นอกจากนี้ยังได้ปรับคาดการณ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงจาก 11.6 พันล้านดอลลาร์ เป็นเกินดุลเพียง 1.2 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็นเกินดุล 29.1 พันล้านดอลลาร์ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การปรับลดคาดการณ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดยังมีสาเหตุจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และยังเป็นสาเหตุของการปรับประมาณการเงินเฟ้อขึ้น

ราคาน้ำมันดิบดูไบในประมาณการเศรษฐกิจได้ปรับสูงขึ้นพอสมควรจาก 51.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์เป็น 62.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล์

สำหรับความเสี่ยงในช่วงต่อไป แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่มีความเสี่ยงในด้านต่ำยังมีหลายเรื่อง ทั้งประสิทธิผลและการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 และอาจจะเชื่อมโยงกับการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“เศรษฐกิจแม้จะฟื้นตัว แต่มีความแตกต่างกัน และยังจำเป็นที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐต่อเนื่อง เศรษฐกิจยังไม่เข้มแข็ง แม้จะเริ่มฟื้น”

จากการประเมินข้องมูล Facebook Movement พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนมีนาคมนี้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนในทุกภูมิภาค

คณะกรรมการได้พูดถึงมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูภาคธุรกิจ ที่ได้มีการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ โดยเห็นว่าต้องเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยกระจายสภาพคล่องให้ตรงจุด เพราะสภาพคล่องในระบบยังสูงแต่ยังไปไม่ถึงบางจุด โดยเฉพาะ SME มาตรการนี้ก็จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

PRESS_TH_mpc_final