ThaiPublica > คอลัมน์ > ฝุ่นและควันในต่างจังหวัด

ฝุ่นและควันในต่างจังหวัด

26 ตุลาคม 2020


วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา

ไฟไหม้ป่า ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ วันที่ 29 มีนาคม 2563 ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก เชียงใหม่นิวส์ Chiang Mai News

อีกไม่เกินเดือนข้างหน้า

คนไทยจะได้พบกับฤดูฝุ่นและควันอีกแล้ว

คนเมืองเจอฝุ่นที่จากกำมะถันในเชื้อเพลิงดีเซลเป็นส่วนหลัก โดยมีฝุ่นจากการเผาขยะ และเผาชีวมวลในที่โล่งแจ้งซ้ำเป็นดาบที่สอง

คนภูธร เจอฝุ่นควันจากการเผาชีวมวลในพื้นที่เพาะปลูกเป็นหลัก และมีฝุ่นจากกำมะถันตามมาบ้าง แต่ในภาคเหนือมีไฟในป่าเติมเข้าไปอีก ยิ่งถ้าเมืองภูธรนั้นรับลมจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะได้รับควันและฝุ่นจากการเผาเตรียมแปลงเพาะปลูกจากเหล่าเพื่อนบ้านด้วย

ที่น่าสังเกตเพิ่มก็คือ ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แปลงใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นมีทุนไทยอยู่เบื้องหลังมากแค่ไหน

ย้ายหรือขยายไปปลูกแล้วเผาในต่างประเทศเพิ่มเสียอีกหรือไม่

ในอดีต เรามองข้ามประเด็นนี้มาตลอด จึงทำให้นึกถึงแต่การเจรจากับรัฐต่อรัฐให้ช่วยลดควันแก่กันหน่อย

แต่รัฐเพื่อนบ้านไม่ใช่ผู้ปลูกเอง คนจุดเผาเป็นคนปลูกเกษตรแปลงต่างๆ ทั้งนั้น ถ้าทุนไทยมีส่วน การตามสะกิดก็น่าจะได้ถูกตัวมากขึ้นอีกหน่อย

นี่ข้อสังเกตแรก

ข้อสังเกตที่สอง คือ ไฟในป่าลึก 90% มาจากฝีมือคนทั้งนั้น จะจุดเพราะโกรธ จะจุดเพราะโลภอยากได้เห็ดหลังไฟมอด อยากล่าสัตว์ป่าที่กำลังหนีไฟ หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม ถ้าหากเราใช้ประโยชน์จากบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ๒๕๖๒ ที่เป็นผลงานการปฏิรูป เรื่อง คนอยู่กับป่า ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุครัฐบาลก่อนการเลือกตั้งได้ทำไว้สำเร็จ ซึ่งกี่รัฐบาลย้อนไป 40 ปี ไม่เคยทำได้

รัฐบาลนี้ก็จะสามารถเร่งออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขให้ราษฏรที่ครอบครองที่ดินที่มีข้อพิพาทกับเขตอุทยาน สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเหล่านั้นต่อ โดยมีเงื่อนไขที่จะต้องรักษาป่า เป็นมิตรกับป่า เป็นประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แลกกับสิทธิที่จะได้ใช้ที่ดินที่ครอบครองต่อไปได้อีกคราวละไม่เกิน 30 ปี ไม่มีค่าเช่า

ถ้ารัฐเปลี่ยนบทบาทของผู้พิพาทกับเจ้าหน้าที่ผู้เฝ้าป่า ให้กลายมาเป็น “ผู้ทำหน้าที่เฝ้าบำรุงป่า”….

เราคงเหลือไฟป่าน้อยลง

ข้อสังเกตที่สาม

ฝุ่นควันจากไฟในป่ามักจะดับยาก เพราะใบไม้แห้งทับถมหนาหลายชั้นเต็มพื้นไปหมด ต้นไม้ระดับกลางและเถาวัลย์ที่พันลำต้นสูงก็แห้งกรอบพร้อมเป็นเชื้อเพิ่มความสูงให้เปลวไฟ

ไฟทำให้เกิดมวลอากาศร้อนลอยขึ้น เกิดแรงดูดอากาศรอบข้างที่เย็นกว่าไหลเข้าไปแทนที่

ไฟป่าจึงเรียกลมครับ…เปลวไฟใหญ่ก็จึงยิ่งดึงลมเข้ามาหาตัวมัน

ลมใหม่จึงเติมออกซิเจนให้การลามไปได้เร็ว ลมที่เข้ามาจะดึงเอาใบไม้ให้ลอยเข้ามากลายเป็นเชื้อไฟและกลายเป็นดวงไฟขนาดต่างๆ ลอยไปตกในที่ใหม่

ถ้าขึ้นสูงก็เผาต้นไม้สูงและลามขึ้นเขา ถ้าลอยไปตกในหุบในเหวก็เท่ากับส่งไฟลงไปเริ่มที่โคนเขาไล่ขึ้นมาใหม่

ที่ควรรู้อีกสองอย่างคือ เมื่อไฟไปตกในร่องแห้งๆ ที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งหลายๆ ชั้น การติดไฟอาจไม่เริ่มจากกองที่อยู่บนผิวหน้า แต่กลับคุ ลามอยู่ใต้ระดับสายตา ซึ่งการดับไฟในแอ่งแห้งๆ เหล่านี้ อันตรายต่อเจ้าหน้าที่มาก นี่คือไฟที่หลบลงใต้ระดับสายตา บางคนเรียกว่าไฟมุดใต้ดิน

ส่วนไฟที่ลามสูงขึ้นเขาไป ก็จะเผากิ่งไม้ท่อนไม้ต่างๆ หักร่วงแล้วกลิ้งเป็นลูกไฟหมุนกลิ้งตกลงมาตามไหล่เขา ทั้งเผาทั้งทับเอาทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทาง รวมทั้งทำอันตรายคนที่กำลังพยายามควบคุมเพลิงด้านล่างซึ่งจะมีที่ให้วิ่งหลบหลีกได้ยากมาก

ปัญหาควัน ปัญหาฝุ่น จึงเป็นปัญหาไฟพุ่งไฟกลิ้งมาคร่าชีวิต ทำร้ายร่างกายผู้พยายามช่วยสังคมพิทักษ์ป่า ปีละจำนวนไม่น้อยด้วย

ด้วยข้อสังเกตที่สามนี้นี่แหละ ที่ทำให้ต้องคิดเสนอให้จ้างคนตามพื้นที่ต่างๆ ในปีโควิดที่ทำคนตกงาน ให้มาร่วมสร้างแนวกันไฟให้มาก ถ้ามีแนวกันไฟอยู่แล้วก็ควรขยายให้แนวกันไฟกว้างขึ้น ถี่ขึ้น

รวมถึงออกกติกาเพื่อลดปริมาณเชื้อไฟในป่าสม่ำเสมอ ทำโครงการกวาดเก็บใบไม้ตามชายป่าออกมาผสมดินเป็นปุ๋ย จำหน่ายจ่ายแจกแก่เกษตรกร หรือจะจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลส่งโรงไฟฟ้าชุมชน เท่าที่พอทำได้

หรือจะทำกิจกรรมเข้าป่าลึกหน่อยเพื่อจัดแบ่งเขตเป็นตารางย่อย จากนั้นจึงเผาเป็นพื้นที่เล็กๆ แล้วรีบดับเพื่อจะได้ลดเชื้อไฟจากเศษใบไม้ ไม่ให้สะสมไว้มากเกินไป

สิ่งที่จะได้ตามมาคือทุ่งหญ้าระบัดใบใหม่ ซึ่งจำเป็นต่อกิจกรรมของสัตว์ในป่า และอาจจะได้ทำแอ่งน้ำไว้ในป่าเพิ่มเสียด้วย ช้างป่าออกมากวนไร่และสวนของชาวบ้าน ส่วนมากเริ่มมาจากขาดแหล่งน้ำในป่าลึกนี่แหละ

ที่จริงวิธีดูแลบำรุงรักษาป่านั้น คนชายป่าเค้ารู้ดีกว่าคนเมืองครับ

แต่ต้องช่วยให้คนชายป่าสามารถจัดวางระเบียบกติกา ในแต่ละถิ่น ที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อดึงเอาเทคนิคและความรู้จากผู้ที่เข้าใจระบบธรรมชาติมาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น

ที่ผ่านๆ มา เราคนเมืองมักจะสนใจควบคุมไม่ให้มีไฟเกิดในป่าแบบเด็ดขาด พยายามใช้กฎหมายและอำนาจควบคุม เป็นแนวหลัก แต่กลับไม่ค่อยมีความรู้มากพอเกี่ยวกับธรรมชาติของไฟในป่า แถมยังไม่ได้ใจจากคนชายป่าเสียอีกด้วย

ข้อสังเกตที่สี่คือเรื่องฝุ่นควันที่มาจากไฟในทุ่ง

ไฟในทุ่งนั้น ยังไงก็ต้องพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยลดการเผาทำลายตอซัง เพราะเกษตรกรเห็นว่าทำได้ง่ายและถูกกว่าวิธีอื่น แต่ถ้าสังคมจะให้หยุดเผาในไร่ สังคมเองก็คงต้องสนับสนุน ร่วมกับรัฐ ใช้กลไกราคา และใช้กลไกส่งเสริมเทคโนโลยีลดการเผาเพื่อเก็บเกี่ยว เช่น ลดต้นทุนการนำรถตัดอ้อยเข้ามาใช้งานแทนการจ้างคนงานต่างด้าวเข้าตัดอ้อย ซึ่งจะเผาใบอ้อยก่อนเสมอเพื่อทำลายหนามใบอ้อยที่จะทำอันตรายต่อคนตัดอ้อย ถ้าไม่เผาไร่ควันและฝุ่นก็จะน้อยลงมาก

ด้วย 4 ข้อสังเกตข้างต้น

ผมจึงนำมาเล่าให้คนเมืองได้เกิดมุมคิดที่มากกว่าการหวังง่ายๆ เรียกร้องรัฐใช้กฎหมายห้ามเผาเด็ดขาด ซึ่งยังไงก็คงไม่สำเร็จ

เรื่องใหญ่พอๆ กับไฟในป่า จึงเป็นเรื่องจัดการ “ไฟในใจคน” ที่เรายังไม่สามารถดึงเข้ามาอยู่ในสมการให้ได้รับประโยชน์ร่วม จากการลดไฟลดควันลดฝุ่น ที่เราบ่นเรากังวลนี่แหละ