ThaiPublica > เกาะกระแส > KKP Research ประเมินจ้างงานไทยมืดมิดจากพิษ COVID-19 ว่างงานพุ่งสูงกว่า 5 ล้านคน

KKP Research ประเมินจ้างงานไทยมืดมิดจากพิษ COVID-19 ว่างงานพุ่งสูงกว่า 5 ล้านคน

16 เมษายน 2020


KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประเมินสถานการณ์การจ้างงานไทยอันเนื่องมาจากวิกฤต COVID-19

  • มาตรการภาครัฐเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ประกาศใช้ทั้งมาตรการ Lockdown และ การรณรงค์ด้าน Social Distancing มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและการจ้างงาน
  • สำหรับตลาดแรงงานไทยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานที่อยู่นอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างสูงสุด และกว่า 70% ของการจ้างงานทั้งหมดเป็นการจ้างงานในธุรกิจ SME ซึ่งมีความเปราะบางกว่าธุรกิจรายใหญ่
  • KKP Research คาดว่าในกรณีที่สถานการณ์การระบาดชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังมีมาตรการ Lockdown บางส่วนต่อเนื่องในไตรมาส 3 จะส่งผลให้มีการเลิกจ้างหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มสูงสุดถึง 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.9 ล้านคน (13.2% ของแรงงานไทย) และยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้
  • รัฐควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรักษาการจ้างงาน เร่งลงทุนเพื่อสร้างงานใหม่ และเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย เพิ่มเติมจากมาตรการเชิงเยียวยาที่ทยอยออกมาก่อนหน้านี้
  • COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 มีลักษณะเฉพาะ และแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยมีมา เนื่องจากเป็นวิกฤตทางสุขภาวะที่กระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นปกติ กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจจริงลดลงอย่างรุนแรง อีกทั้งการระบาดที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างทั่วโลกส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศตัดสินใจปิดประเทศ และออกมาตรการให้ประชาชนอยู่บ้าน (lockdown) หรือรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) กลายเป็นความเสี่ยงจากนโยบายที่กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการที่จำเป็นต้องมีการติดต่อพบปะกัน (physical presence) ในการดำเนินธุรกิจ

    ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจะได้รับผลกระทบอย่างหนักทั้งในแง่การประคับประคองกิจการ การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการทำงานที่ลดลง

    ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอาจแจกแจงได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่

      1) การถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวโดยอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย
      2) รายรับที่ลดลงอย่างมากจากมาตรการ lockdown หรือการรณรงค์ให้มีระยะห่างทางสังคม
      3) กระบวนการผลิตชะงักงันจากการรับมอบวัตถุดิบหรือส่งมอบสินค้าที่ไม่เพียงพอหรือไม่ทันการ (supply chain disruption)
      4) ลูกค้าธุรกิจชะลอการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (trade credit)

      ในแต่ละกรณีจะส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการจ้างงานของนายจ้าง ทั้งในแง่จำนวนการจ้างงานหรือการปรับลดชั่วโมงทำงาน (ตารางที่ 1) เนื่องจากค่าจ้างถือเป็นต้นทุนในการดำเนินงาน (operating cost) หลักในหลายธุรกิจ ผลกระทบจากการลดการจ้างงานจะสูงที่สุดในกลุ่มลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) เช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่รายได้จะลดลงอย่างมากจากกำลังซื้อที่หดตัว

      แรงงานนอกระบบประกันสังคมมาตรา 33 และแรงงานที่อยู่ในธุรกิจ SME เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างเป็นลำดับแรก

      การจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดแรงงานไทยเป็นการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานเกือบทั้งหมดในภาคเกษตร (24%) และแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบประกันสังคม (31%) (รูปที่ 1)

      และหากนับรวมแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ประกันตนเองโดยสมัครใจในระบบประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการว่างงานแล้ว (10%) เท่ากับว่าในการจ้างงานทั้งหมดประมาณ 38 ล้านคน มีแรงงานถึงราว 2 ใน 3 ที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองและค่าชดเชยใด ๆ ทั้งจากนายจ้างและระบบประกันสังคมในกรณีถูกเลิกจ้าง แรงงานนอกระบบจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างฉับพลันสูงสุดในกรณีที่ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะ ในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บันเทิงและนันทนาการ ค้าปลีกและค้าส่ง ที่มีการจ้างงานนอกระบบสูงกว่าค่าเฉลี่ย (รูปที่ 2)

      และยังเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 สูงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น การจ้างงานกว่า 70% ในโครงสร้างแรงงานไทยเป็นการจ้างงานในธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือ SMEs ที่มักมีสถานะทางการเงินและทางเลือกในการระดมทุนจำกัดกว่าธุรกิจรายใหญ่ อีกทั้งการจ้างงาน SME มีความเข้มข้นสูงในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 (รูปที่ 3) จึงมีโอกาสจะได้รับผลกระทบในแง่การจ้างงานหรือรายได้สูง

      ประเมินผลกระทบจาก COVID-19

      ภาคธุรกิจใดจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดจาก COVID-19 ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจว่าอ่อนไหวเพียงใดต่อภาวะเศรษฐกิจและมาตรการของภาครัฐ เราใช้เกณฑ์ 3 ด้านในการพิจารณาความรุนแรงของผลกระทบ ได้แก่ (1) ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) ซึ่งจะถูกตัดออกจากการใช้จ่ายเป็นลำดับต้น ๆ ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย (2) ความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจจากที่บ้าน (work from home) และ (3) ความสามารถในการขายสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้าภายใต้การรักษาระยะห่างทางสังคม (value delivery under social distancing) การประเมินภายใต้เกณฑ์ร่วมทั้ง 3 ด้านนี้ พบว่าภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อการจ้างงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ธุรกิจบันเทิงและนันทนาการ การขนส่ง การค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ (ตารางที่ 2) ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากรายได้หดตัว แรงงานปรับรูปแบบเป็นการทำงานจากที่บ้านได้ยาก และมีช่องทางค่อนข้างจำกัดในการส่งสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพบปะกัน

      คาดการว่างงานจะพุ่งสูงถึงกว่า 5 ล้านคน

      ภายใต้สมมติฐานที่สถานการณ์การระบาดจะชะลอลงภายในสิ้นไตรมาส 2 แต่ยังคงมีมาตรการปิดเมืองบางส่วนต่อเนื่องใน ไตรมาส 3 และใช้ระดับการประเมินผลกระทบรายธุรกิจตามเกณฑ์ข้างต้น ประกอบกับการปรับให้แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบมากกว่าแรงงานในระบบในแต่ละภาคธุรกิจ เราคาดว่าจะมีการเลิกจ้างงานหรือถูกพักงานโดยไม่มีรายได้ เพิ่มขึ้นจาก COVID-19 อีกกว่า 4.4 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 13.2% ของกำลังแรงงานไทย (รูปที่ 4)

      โดยภาคธุรกิจที่จะมีการเลิกจ้างหรือพักงานมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการอาหาร ซึ่งคาดว่าจะมีการจ้างงานลดลงถึง 1.5 ล้านคน (-25%) และ 9.9 แสนคน (-34%) ตามลำดับ (รูปที่ 5) นอกจากนี้ การจ้างงานในธุรกิจบันเทิง ก่อสร้าง และธุรกิจขนส่งจะได้รับผลกระทบสูงถึงราว 24-28% ขณะที่ในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบทั้งจากคำสั่งซื้อจากในและต่างประเทศที่ลดลง การติดขัดในห่วงโซ่การผลิต และสต๊อกสินค้าคงคลังเดิมที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าการจ้างงานจะลดลง 5.8 แสนคนหรือ 10% จากระดับการจ้างงานก่อนสถานการณ์ COVID-19 ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

      ภาคการเกษตรไม่อาจเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากเมืองได้เหมือนแต่ก่อน

      แรงงานที่ถูกเลิกจ้างในภาคบริการและภาคการผลิตจะประสบปัญหาในการหางานใหม่ในเขตเมืองในห้วงเวลาที่ทุกองคาพยพของเศรษฐกิจไทยต่างได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในขณะที่ภาคเกษตรที่เคยเป็นแหล่งรองรับการไหลกลับของแรงงานจากเมืองจากวิกฤตคราวก่อน ๆ อาจไม่มีความสามารถในการจุนเจือรายได้ให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้าง ทั้งด้วยจำนวนผู้ที่จะตกงานที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ และด้วยปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อเนื่องให้ปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักลดลง (รูปที่ 6) โดยเฉพาะข้าวซึ่งแม้ราคาตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ครัวเรือนเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งชลประทานได้หรือยังประสบภาวะภัยแล้ง จึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลได้เพียงพอต่อการสร้างรายได้

      นักศึกษาที่กำลังจบใหม่จะไม่สามารถหางานได้หรืออาจต้องทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ

      KKP Research คาดว่าในช่วงกลางปีนี้ จะมีนักศึกษาจบใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานราว 340,000 คน อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจทำให้มีเพียงราว 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่เหล่านี้ที่สามารถหางานที่เหมาะสมกับระดับทักษะได้ โดยจะเป็นกลุ่มที่ศึกษามาในสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยี ที่ยังเป็นที่ต้องการในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจสารสนเทศและการสื่อสารที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจำกัดจากสถานการณ์ COVID-19 (อ่านเพิ่มเติมใน “สถานการณ์การจ้างงานไทย น่าห่วงแค่ไหน”) บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากอาจจำเป็นต้องเลือกทำงานต่ำกว่าระดับ หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน และยังขาดช่องทางในการเสริมทักษะจากความไม่พร้อมของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นค่าเสียโอกาสสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน

      รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อให้เศรษฐกิจกลับฟื้นขึ้นได้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย

      มาตรการจากทางการที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเงินโอน 5,000 บาท (“เราไม่ทิ้งกัน”) การพักชำระหนี้ชั่วคราว หรือการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loans) ผ่านสถาบันการเงินให้แก่ธุรกิจ เป็นมาตรการเชิงเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อลูกจ้างและภาคธุรกิจ โดยมีการจ้างงานเป็นเพียงเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักในการขอรับความช่วยเหลือ อีกทั้งข้อมูลของภาครัฐที่ไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาดยังทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติทั้งที่ความช่วยเหลือจำเป็นต้องถึงมือผู้ที่ประสบปัญหาจริง และด้วยความรวดเร็วทันการ จึงอาจก่อให้เกิดภาระแก่รัฐมากเกินความจำเป็น (moral hazard and inefficiency)

      มาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงานของภาคธุรกิจ

      KKP Research มองว่า นอกจากมาตรการเชิงเยียวยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางการควรมีมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงานให้อยู่ระดับที่พร้อมต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ซึ่งอาจทำได้โดย (1) การกำหนดเงื่อนไขในการรักษาระดับการจ้างงานขั้นต่ำในการขอรับความช่วยเหลือ โดยอาจมีข้อยกเว้นได้ในบางกรณี (2) การอุดหนุนการจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างเป็นสัดส่วนตามผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากคำสั่งปิดเมืองของภาครัฐ (3) การออกแบบโครงสร้างความช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ในการจ้างงานและธุรกิจที่คงตำแหน่งงาน ได้รับประโยชน์จากมาตรการไม่น้อยไปกว่าการพักงานหรือการเลิกจ้าง เพื่อลดปัญหา moral hazard และ (4) สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบเข้าระบบประกันตนเองในภาคสมัครใจเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจมากกว่าการสงเคราะห์อุดหนุนจากภาครัฐในแบบเดิม โดยอาจให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินสมทบ เพื่อลดภาระทางการคลังในอนาคต และเพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านการจ้างงานที่ครอบคลุมและถูกต้อง พร้อมต่อการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีในระยะต่อไป

      เร่งสร้างงานในท้องถิ่นและส่งเสริมการเพิ่มทักษะใหม่

      นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างเพื่อให้แรงงานยังสามารถรักษาทักษะ มีรายได้ และเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรองรับงานประเภทใหม่ได้ ทั้ง (1) การขยายการลงทุนในท้องถิ่นเพื่อสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงต่อเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หรือลงทุนด้านระบบบริหารจัดการน้ำในเขตอุตสาหกรรม อีกทั้งอาจลงทุนในด้านสุขอนามัยและเวชภัณฑ์ มีการจ้างงาน ด้านสาธารณสุขเพื่อเป็นผู้ให้ความรู้หรือรณรงค์ด้านอนามัย หรือเป็นผู้ช่วยแพทย์และพยาบาล ในห้วงเวลาปัจจุบันที่โรค COVID-19 และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะยังดำรงอยู่ไปอีกพักหนึ่ง และ (2) การเสริมทักษะแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาศักยภาพของตน หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อประโยชน์ในการหางานในอนาคตเมื่อสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาลง โดยโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นควรมีการปรึกษาร่วมกันทั้งในแง่ความต้องการและความเป็นไปได้กับหน่วยงานท้องถิ่น และอาจเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมหากยังมีอยู่เพื่อสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจได้โดย เร็วที่สุด