บางจากฯ กำไรไตรมาสแรก 1,337 ล้านบาท นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลักดันธุรกิจในกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง

ข่าวประชาสัมพันธ์

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 44,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 2,992 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 มีการรับรู้รายได้จากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น รายได้ดอกเบี้ยจากภาษีได้รับคืน กำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สิน ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าซื้อกิจการ ฯลฯ มีกำไรสุทธิ 1,337 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,146 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.83 บาท

ธุรกิจโรงกลั่น มีอัตราการผลิตเฉลี่ยที่ 109,350 บาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงกับแผนการผลิต ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นรวมปรับลดลงอยู่ที่ 6.37 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดิบส่วนเพิ่มปรับตัวกว้างขึ้น ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบอ้างอิงในบางผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลง รวมทั้งในไตรมาสนี้รับรู้ Inventory Loss จำนวน 70 ล้านบาท ส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 1,279 ล้านบาท ซึ่งปีที่แล้วในไตรมาส 1 มีกำไรจากสต๊อคน้ำมันอยู่ 292 ล้านบาท

ธุรกิจการตลาด มีปริมาณการจำหน่ายรวม 1,514 ล้านลิตร ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ในส่วนของตลาดค้าปลีกบางจากฯ มียอดจำหน่ายเติบโตเร็วกว่าตลาดคือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 7 ในขณะที่ภาพรวมตลาดสถานีบริการขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 และมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 15.8

ด้านธุรกิจ Non – oil ภายใต้การบริหารของบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการค่อนข้างสูงในระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ SPAR แต่ยังคงพัฒนาและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านกาแฟอินทนิล จำนวน 457 สาขา และร้าน SPAR 35 สาขา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท บางจาก รีเทลฯ ได้ลงนามสัญญาการมอบสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ ร้านกาแฟอินทนิลในกัมพูชาและลาว ให้แก่ บริษัท อาร์ซีจี รีเทล จำกัด (กัมพูชา) โดยเริ่มเปิดให้บริการสาขาแรกที่เสียมราฐ รวมทั้งขยายสาขาแฟล็กชิป สโตร์ กลางกรุงพนมเปญ ที่เปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายร้านกาแฟอินทนิลที่ประเทศลาวภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ รวมไปถึงการขยายสาขาทั้งในประเทศลาวและกัมพูชาอีกกว่า 100 สาขา

ทั้งนี้ ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน เปิดเพิ่มขึ้น 65 สาขา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าส่วนใหญ่เป็นสถานีบริการมาตรฐานมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย บนถนนสายหลักและทำเลที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพของสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายต่อสถานีบริการให้เพิ่มขึ้น และยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการเป็นอันดับ 2 ได้อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันบริษัท บางจากฯ มีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,127 แห่ง มีค่าการตลาดรวม 0.83 บาทต่อลิตร มี EBITDA รวม 735 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า 75.19 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น มี EBITDA รวม 664 ล้านบาท

ด้านกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA รวม 304 ล้านบาท โดยบริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล จำกัด มีรายได้ 1,718 ล้านบาท ผลการดำเนินงานโดยรวมดีขึ้น การดำเนินงานของธุรกิจผลิตไบโอดีเซลปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้น 20 ล้านลิตร เนื่องจากมีสัดส่วนการผสมผลิตภัณฑ์ B100 ในน้ำมันดีเซลที่ร้อยละ 7 ด้านธุรกิจเอทานอล บริหารงานโดย บริษัท บางจากไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด มีรายได้ 867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 230 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 130 พันลิตรต่อวัน และบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด มีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 311 พันลิตรต่อวัน เป็นผลจากการรับรู้ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากการควบบริษัท และปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น

สำหรับความคืบหน้าของบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเกิดจากการควบรวมบริษัท ระหว่าง บริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (BBH) บริษัทย่อยของบริษัท บางจากฯ กับบริษัท เคเอสแอลจีไอ จำกัด (KSLGI) บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) อยู่ในระหว่างการยื่นคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 30 เมษายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะจดทะเบียนในครึ่งปีหลัง 2561

และกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 68 ล้านบาท โดยหลักเป็นของธุรกิจสำรวจและผลิต ปิโตรเลียม โดย Nido Petroleum Limited ที่มีปริมาณการจำหน่ายรวม 195,439 บาร์เรล มีรายได้ 425 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Galoc มีอัตราการผลิตเฉลี่ย 3,465 บาร์เรลต่อวัน โดยในไตรมาสนี้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาจากการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีเป็นไปตามแผน แต่มีรายการขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า รวมทั้งไม่มีรายการค่าเผื่อผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า