นายกฯ ยันเลิกศาลทหารแต่ไม่ยกเลิกอำนาจทหาร – ตั้ง “ประจิน จั่นตอง” รักษาการ รมต. ไอซีที

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

ม.44 ยกเลิกศาลทหาร ไม่ยกเลิกอำนาจทหาร

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่า ยังไม่ยกเลิก คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานจับกุมผู้กระทำความผิดและควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน แม้จะผ่อนคลายสถานการณ์ โดยประกาศใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 55/2559 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ที่มีใจความสำคัญว่า ให้โอนคดีความมั่นคง หมิ่นสถาบัน อาวุธปืน จากศาลทหารไปอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมตามปกติ แต่คดีที่เกิดก่อนคำสั่งนี้อออกมา จะยังอยู่ในกระบวนการศาลทหารดังเดิม

“ไม่ยกเลิก ผมให้เขามีอำนาจเหมือนเดิม รู้ไหมว่า คำสั่ง คสช. กับมาตรา 44 เอาไว้ทำอะไร ใช้ดูแลความสงบให้ดีขึ้น แล้วจะยกเลิกทำไม จะกลับไปใช้แบบเก่าไหม จับกุมใครไม่ได้ ต้องไปขอหมายศาลเยอะแยะ แล้วนี่ก็จับโดยเปิดเผย ไม่ได้ซุ่มจับ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ไม่ใช้ ม.44 แก้ปัญหาจราจร-โละ กกต.

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่า จะใช้ ม.44 แก้ปัญหาด้านการจราจรโดยตรงไม่ได้ และขณะนี้ยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน อีกทั้งยังเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งยังโยงกับการวางผังเมือง จึงต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ใช้เวลาศึกษาจากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่า สปท. ควรเสนอวิธีการแก้ปัญหามาด้วย

สำหรับประเด็นการแก้ความขัดแย้งของกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องตำแหน่งประธาน กกต. และการเซ็ตซีโร่ กกต. พล.อ. ประยุทธ์ ปฏิเสธการให้ความเห็นต่อทั้งสองกรณีนี้

ตั้ง ประจิน จั่นตอง รักษาการ รมต. ไอซีที

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่า ได้แต่งตั้งให้ พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั่วคราว แทน นายอุตตม สาวนายน ที่ลาออกไป เนื่องจากขั้นตอนกฎหมายที่จะตั้ง “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” และไม่การันตีว่านายอุตตมจะกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใหม่หรือไม่ ยังคงต้องพิจารณาผลงาน โดยการพิจารณานี้ต้องยึดตามกฎระเบียบและนโยบายของรัฐบาล พร้อมกับยืนยันว่ายังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในโอกาสนี้แต่อย่างใด

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวต่อถึงแนวคิดการตั้งผู้แทนรัฐบาลส่วนหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1 คน 1 คณะทำงาน ซึ่งขณะนี้กำลังรอการพิจารณาตัวบุคคลที่จะรับหน้าที่ดังกล่าว และคณะทำงานที่จะนำเสนอ จาก พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง โดยคัดเลือกจากการพิจารณารัฐมนตรีว่าการในคณะรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ เพื่อประสานงานให้เป็นรูปธรรม

มติ ครม. ที่สำคัญ อื่นๆ มีดังนี้

ไฟเขียวขยายเวลา VAT 7% ครั้งที่ 13

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ) กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมร้อยละ 10 ให้คงเหลือร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2560

“เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2559 มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดให้มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าปี 2542 ได้มีการปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 10 หลังจากนั้นจึงมีการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือร้อยละ 7 เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีการขยายเวลามาแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 13” นายกอบศักดิ์กล่าว

เห็นชอบ 2 มาตรการ ดันท้องถิ่นนำเงินมาใช้

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสังคมภายในท้องถิ่น จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) Matching Fund และมาตรการพัฒนาคุณชีวิตของประชาชนผ่านการใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ อปท. ให้นำเงินสะสมมาใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะเป็นผู้ดูแลติดตามโครงการ

สำหรับมาตรการ Matching Fund มีกลุ่มเป้าหมายคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวม 7,851 แห่ง ซึ่งไม่รวมกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา กรอบวงเงิน 19,795 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินงบประมาณที่รัฐบาลจ่ายสมทบในลักษณะเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ตามประเภทและขนาดของ อปท. โดยจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และเงินสะสมของ อปท. ในสัดส่วน 1:1 คิดเป็นฝ่ายละ 9,897 ล้านบาท

“การจัดสรรงบประมาณสมทบของรัฐบาลสำหรับ อบต.ขนาดเล็ก จะได้แห่งละไม่เกิน 2 ล้านบาท อบต.ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และเทศบาลตำบล ได้แห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ได้แห่งละไม่เกิน 7 ล้านบาท ส่วน อบจ. ได้แห่งละไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องก่อหนี้ผูกพันภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2560 และต้องดำเนินโครงการพร้อมเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2560 โดยสามารถที่จะเสนอโครงการได้มากว่า 1 โครงการ และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการเดิมที่เคยดำเนินงานในมาตรการตำบลละ 5 ล้าน หรือมาตรการอื่นๆ ก่อนหน้า” นายกอบศักดิ์กล่าว

ด้านมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. เป็นไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้พิการในท้องถิ่น โดยโครงการที่จะดำเนินการต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาของ อปท. เช่น โครงการพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้พิการ โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 – กันยายน 2560

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(ซ้าย) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา)
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ซ้าย) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา)

เคาะ แผน12 ยกรายได้ต่อหัว 25,000 บาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) มีผลบังคับใช้แทนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับเดิมที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2559

โดยนำ 6 หลักของยุทธศาสตร์แห่งชาติระยะ 20 ปีมาเป็นวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ นี้ เป็นแนวทางการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทางการพัฒนา มีเป้าหมายสำคัญ ประกอบด้วย 1) ร้อยละ 70 ของเด็กไทยมีคะแนน EQ ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผลคะแนนสอบ PISA แต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 500 2) รายได้เฉลี่ยต่อหัวของกลุ่มประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 15 ต่อปี 3) เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5 โดยมีรายได้ต่อหัวเป็น 8,200 ดอลลาร์สหรัฐ 4) สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ 5) ความเสี่ยงของภัยก่อการร้ายลดอันดับต่ำกว่าที่ 20 ของโลก 6) ประสิทธิภาพของภาครัฐอยู่อันดับที่ 2 ของอาเซียน 7) เพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางราง ร้อยละ 4 และทางน้ำ ร้อยละ 15 และ 8) สัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ร้อยละ 1.5 ของจีดีพี

ทั้งนี้ในแผนดังกลล่าวได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การบรรลุผลไว้ 10 ยุทธศาสตร์ อาทิ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย ยุทธศาสตร์สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายประชากรร้อยละ 40 ที่มีรายได้ต่ำสุดให้ยกระดับรายได้และเข้าถึงบริการของรัฐ และยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยมีการตั้งงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) วงเงิน 3 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมของประเทศ รวม 40 แผนงาน

“สำหรับแผนการลงทุนในด้านต่างๆ เงินลงทุนรวม 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในด้านการคมนาคมขนส่ง 1.67 ล้านล้านบาท การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเรื่องการคมนาคมขนส่ง 2.5 หมื่นล้านบาท การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ 3.5 พันล้านบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 1.2 ล้านล้านบาท การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 4.4 หมื่นล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประปา 1.1 แสนล้านบาท” นายณัฐพรกล่าว

ยัน แก้ ป.วิ.อาญา ไม่กลั่นแกล้งใคร

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เรื่องการไต่สวนมูลฟ้อง หลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์ และค่าธรรมเนียม ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอ

โดยมีสาระสำคัญที่ดำเนินการแก้ไข เช่น

  • เพิ่มบทบัญญัติหลักเกณฑ์การตั้งทนายความ และให้สิทธิจำเลยแถลงให้ศาลทราบถึงพยานหลักฐานที่ควรเรียกมา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง
  • เพิ่มบทบัญญัติกำหนดกรณีที่ศาลอาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้
  • แก้ไขเพิ่มเติมให้จำเลยที่ศาลพิพากษาจำคุก และไม่รอการลงโทษ หรือโทษหนักกว่า และไม่ถูกคุมขัง โดยจำเลยจะต้องมาแสดงตนต่อศาลด้วยขณะขอยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกา

“การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ที่ ครม. ให้ความเห็นชอบไม่ได้จงใจแกล้งใครใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเห็นชอบเนื่องจากเป็นกรณีสำคัญที่มีความต้องการแก้ไขมาเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนี้มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากฝั่งอัยการว่า กรณีการแก้ไขอาจเป็นปัญหากับผู้ที่มีความจำเป็น เช่น เจ็บป่วย หรือมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถมาศาลเองได้ จึงเห็นควรให้กฤษฎีกาไปพิจารณาหาข้อความที่เหมาะสมเพื่อกำหนดข้อยกเว้นสำหรับกรณีดังกล่าวให้ชัดเจนต่อไป” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

ผ่านร่างกฎหมายความรับผิดทางอาญาผู้แทนนิติบุคคล แก้รวดอีก 80 ฉบับ

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. …. เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีกฎหมายอื่นๆ ที่มีกรณีที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกันอีกจำนวน 80 ฉบับ

โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารต่างๆ รับผิดในการดำเนินงานของนิติบุคล โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือเจตนาเกี่ยวกับการทำผิดที่เกิดขึ้น เสมือนเป็นการสันนิษฐานไปก่อนว่ามีความผิด แล้วต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความว่าบริสุทธิ์ นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่ากระทำผิด

“นอกจาก พ.ร.บ.ขายตรงฯ ยังมีกฎหมายอื่นๆ รวม 80 ฉบับ ที่มีประเด็นปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งมีความพยายามแก้ไขมาตั้งแต่ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ แต่เนื่องจากต้องแก้ไขเป็นรายฉบับจึงเกิดความล่าช้า และหากให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสนอแก้อาจมีการเพิ่มเติมเกินไปกว่าประเด็นที่เป็นปัญหา ในรัฐบาลนี้จึงทำการรวบรวมกฎหมายทั้งหมด โดยกำหนดแก้ไขเป็นรายฉบับ รายมาตรา โดยกำหนดถ้อยคำที่จะแก้ไขลงไปในส่วนแนบท้ายของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. …. ทำให้เกิดความรวดเร็ว และลงโทษเฉพาะผู้ที่ทำผิดเท่านั้น” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

ตั้ง ขรก.ระดับสูง กระทรวงพลังงาน-กระทรวงทรัพย์ฯ

รายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในกระทรวงต่างๆ ดังนี้

กระทรวงการพลังงาน

ตั้งนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ รองปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แทนยายธรรมยศ ศรีช่วย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

ตั้งนายสมนึก บำรุงสาลี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ตั้งนางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตั้งนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ตั้งนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

ตั้งนายสากล ฐินะกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ตั้งนายเสริมยศ สมมั่น ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

ตั้งนางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง