สรรพากรแจงเหตุสอบภาษีย้อนหลังกว่า 800 ล้านบาท จากองค์กร/บุคคลที่รับเงินสสส. ระบุสตง.ชี้กว่า 100 ราย ไม่หักภาษีส่งรัฐ

ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ได้แถลงการณ์แสดงจุดยืนแยกเป็นประเด็นต่างๆ รวม 5 ประเด็น โดยมีนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ น.ส.จิตติมา ภาณุเดช มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพหญิงเป็นผู้แถลง เมื่อวันที่ 11มกราคม 2559
ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ได้แถลงการณ์แสดงจุดยืนแยกเป็นประเด็นต่างๆ รวม 5 ประเด็น โดยมีนายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และ น.ส.จิตติมา ภาณุเดช มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพหญิงเป็นผู้แถลง
เมื่อวันที่ 11มกราคม 2559

จากกรณีที่มีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพกว่า 20 องค์กร ออกมาเรียกร้องให้กรมสรรพากรยุติการตรวจสอบภาษีมูลนิธิ องค์กร และบุคคลธรรมดา ที่เคยร่วมปฏิบัติงานกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมเป็นเงินกว่า 800 ล้านบาทนั้น

แหล่งข่าวระดับสูงจากกรมสรรพากรเปิดเผยว่า ที่มาของเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สสส. พบว่า การจ่ายเงินให้แก่กลุ่มบุคคล/มูลนิธิ/องค์กรที่มาร่วมปฏิบัติงานกับ สสส. โดยส่วนใหญ่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากรทุกครั้งที่จ่ายเงิน ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลและมูลนิธิกว่า 100 ราย ที่รับเงินจาก สสส. โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากร

ดังนั้น ทาง สตง. จึงนำรายชื่อกลุ่มบุคคลและมูลนิธิที่รับเงินจาก สสส. ทั้งหมดทำเป็นหนังสือตีตราลับ ส่งกรมสรรพากรเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ให้กรมสรรพากรดำเนินการตรวจสอบเงินที่ สสส. จ่ายให้กับผู้ร่วมปฏิบัติงานว่าเป็นเงินได้ประเภทไหน จ่ายค่าอะไร ทำไมกรณีนี้ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรตามกฎหมาย ถ้านับว่าเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ผู้รับเงินจาก สสส. ต้องนำเงินได้ที่ได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกต้องหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง. ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2558 กรมสรรพากรจึงส่งรายชื่อผู้ที่รับเงินจาก สสส. ให้สรรพากรภาคแจกจ่ายรายชื่อให้สรรพากรจังหวัด ออกจดหมายเชิญให้กลุ่มบุคคลและมูลนิธิที่รับเงินจาก สสส. มาตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยผู้ถูกสอบภาษีบางรายให้การว่าตนเป็นข้าราชการได้รับเชิญจาก สสส. ให้ไปประชุม ออกความเห็น หรือให้คำปรึกษา น่าจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตาม มาตรา 42 (7) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ได้นำยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ขณะที่ สสส. เองก็ไม่ได้ให้ใบหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จากการสอบปากคำ ผู้ที่ถูกสอบภาษีย้อนหลังเล่าให้ฟังว่า เวลามีการประชุม ทาง สสส. แจกจ่าย/มอบหมายให้ผู้เข้าร่วมประชุมไปทำงาน เช่น เป็นตัวแทนในการดำเนินการ หรือรับเป็นออร์แกไนซ์งานต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ สสส. เข้าใจว่าตัว สสส. เองเป็นหน่วยอิสระไม่ใช่องค์กรรัฐ เมื่อแจกจ่ายงานไปทำและส่งมอบงานเรียบร้อยแล้ว ทาง สสส. ก็จ่ายเงินโดยไม่ได้หัก ณ ที่จ่าย เพราะไม่เข้าข่ายมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐหรือส่วนราชการต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% นำส่งกรมสรรพากรทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินในการซื้อสินค้าหรือบริการ

ในประเด็นนี้ ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรมองว่า ถ้า สสส. ไม่ใช่ส่วนราชการ ทาง สตง. ไม่มีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบ แต่ถ้า สตง. มีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบก็ถือเป็นหน่วยราชการ ต้องปฏิบัติตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากตรวจสอบผู้รับเงินแล้ว ทางกรมสรรพากรก็ตรวจสอบ สสส. ในฐานะผู้จ่ายเงินด้วย จึงเป็นเหตุให้ทางกลุ่มเครือข่ายฯ ขอให้สรรพากรยุติการตรวจสอบภาษีโดยนัดเจรจาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา โดยทาง สสส. จะพาผู้สื่อข่าวมาทำข่าวด้วย ขณะที่สรรพากรก็เชิญสื่อมวลชนสายกระทรวงการคลังเข้าฟังและทำข่าวด้วย แต่เนื่องจากอธิบดีกรมสรรพากรติดราชการจึงเลื่อนเป็นวันที่ 27 มกราคม 2559

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรได้รายงานนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าขณะนี้ผู้ที่ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบภาษีจำนวนหนึ่งเข้ามาเสียภาษีเพิ่มเติมพร้อมกับเงินเพิ่มรายเดือน 1.5% นับจากวันที่ค้างชำระค่าภาษี ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งมีบางสถาบันเอกสารประเภทใบสำคัญจ่ายสูญหาย ไม่มีหลักฐานมายื่นกับกรมสรรพากร