ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2559 – 6 ม.ค. 2560: “เต้นตามไฟ คุมเข้มรถตู้ เล็งงัด ม.44 เพิ่มโทษรถโดยสารสาธารณะ และ “กราดยิงไนต์คลับอิสตันบูล-ระเบิดพลีชีพในแบกแดด สังเวยปีใหม่ ”

7 มกราคม 2017

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2559 – 6 ม.ค. 2560

  • เต้นตามไฟ คุมเข้มรถตู้ เล็งงัด ม.44 เพิ่มโทษรถโดยสารสาธารณะ หลังอุบัติเหตุคร่า 25 ชีวิต
  • ใต้ท่วมหนัก กรมทางหลวงชนบทประกาศ 10 เส้นทาง “ห้ามผ่าน”
  • วิษณุ ยัน “เลือกตั้ง” ยังตามโรดแมป
  • ฉาว สอบตำรวจนายสิบนครบาล พบทุจริตชัด
  • กราดยิงไนต์คลับอิสตันบูล-ระเบิดพลีชีพในแบกแดด สังเวยปีใหม่ ไอซิสอ้างอยู่เบื้องหลัง
  • เต้นตามไฟ คุมเข้มรถตู้ เล็งงัด ม.44 เพิ่มโทษรถโดยสารสาธารณะ หลังอุบัติเหตุคร่า 25 ชีวิต

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/zZVGQI)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/zZVGQI)

    คนไทยได้เศร้าสลดรับปีระกา เมื่อเกิดเหตุรถตู้โดยสาร กรุงเทพฯ-จันทบุรี เสียหลักตกร่องกลางถนนก่อนพุ่งชนรถกระบะอีกฝั่งจนไฟลุกท่วมจนทำให้มีเสียชีวิตถึง 25 ราย

    เหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นที่ถนนสาย 344 บ้านบึง-แกลง ฝั่งมุ่งหน้าเข้าระยอง หมู่ 1 บ้านหนองขนุน ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยตามรายงานของเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์นั้น พยานในที่เกิดเหตุให้การว่า รถตู้คันดังกล่าวเร่งเครื่องแซงรถของตนแล้วเกิดเสียหลักพุ่งตกร่องน้ำกลางถนน ก่อนจะพุ่งข้ามไปอีกฝั่งและชนกับรถกระบะที่บรรทุกผู้โดยสารมาเต็มคัน จากนั้นเกิดไฟไหม้ที่รถตู้ก่อนจะลามไปติดรถกระบะ

    ทั้งนี้ มีคนในรถตู้ 15 คน ในรถกระบะ 12 คน ชาวบ้านที่ประสบเหตุเข้าไปช่วยผู้โดยสารจากรถตู้และรถกระบะออกมาได้คันละ 1 คน แต่ไม่สามารถช่วยอีก 25 คนที่เหลือได้ เนื่องจากเกิดเสียงระเบิดและมีไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเหตุสลดดังกล่าว

    ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้เตรียมเสนอให้ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพิ่มบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะทุกประเภทรวมทั้งผู้ประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเดือน ม.ค. นี้ โดยต้องการให้บทลงโทษใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนเทศกาลสงกรานต์เดือน เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยใช้รถโดยสารสาธารณะจำนวนมากอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2560 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นถึงแนวทางจัดการกับปัญหาดังกล่าวว่ามีวิธีเดียว คือ ดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ คนขับ รถโดยสารประจำทางที่ไม่ได้มาตรฐาน รถตู้ที่นั่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เบียดเสียด ยัดเยียด ต่อไปนี้รถตู้โดยสารประจำทางทั้งหมดต้องมีสมุดประจำรถ ลงชื่อคนขับทุกเส้นทาง พลขับชื่ออะไร ขับเวลาเท่าไหร่ ให้ทุกด่านตรวจทั้งหมด หากขับเกินเวลาก็ต้องให้คนขับลง หาคนขับใหม่ อย่าโอดครวญ ในช่วง 3 เดือนก่อนที่จะถึงวันหยุดสงกรานต์ ผมจะดำเนินมาตรการแก้ปัญหาอย่างเข้มงวด หากทุกคนต้องการความปลอดภัย ก็ต้องร่วมมือกับผม

    “วันนี้หากไปตรวจดูรถตู้ รถเขาทำมาให้บรรทุก 7 คน บรรทุกกันไปถึง 13-14 คน ตามระเบียบกำหนดให้ต้องคาดสายนิรภัย ก็ไม่ได้คาด เพราะนั่งกันเกินจำนวนที่นั่ง รถปิ๊กอัพเขาทำมาให้บรรทุกของก็เอาไปใช้บรรทุกคน นั่งท้ายกระบะหลังกว่า 10 คน ถ้าไม่อยากประสบอุบัติเหตุ ทุกคนก็ต้องร่วมมือ ขนาดตั้งด่านกันมากกว่าปีก่อน เจ้าหน้าที่มากกว่าปีก่อน ยึดรถเป็นรถยนต์ รถโดยสารกว่าหมื่นคัน มีทั้งดื่มสุราขณะขับขี่ และคนขับพักผ่อนไม่เพียงพอ หลับใน ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันในระยะยาว แต่วันนี้ผมจะใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาให้ได้ในระยะสั้น” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

    ใต้ท่วมหนัก กรมทางหลวงชนบทประกาศ 10 เส้นทาง “ห้ามผ่าน”

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (https://goo.gl/msnVd4)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (https://goo.gl/msnVd4)

    วันที่ 5 ม.ค. 2560 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยถึงสายทางของกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยว่า ได้กำชับให้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ดูแลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลสายทางที่ประสบอุทกภัยให้กับผู้บริหารจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งให้ทุกหน่วยบริหารจัดการเส้นทาง โดยจัดหาเส้นทางเลี่ยงกรณีเส้นทางหลักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ กรณีถนน/สะพานขาด ให้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้นเพื่อให้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาได้ชั่วคราว เช่น วางสะพานแบรี่ ถมดินคอสะพาน ตลอดจนบูรณาการร่วมกับจังหวัดในการบริจาคสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชน

    ขณะนี้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มี น้ำท่วม เพื่อเตือนและแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัจจุบันมีทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 6 จังหวัด จำนวน 21 สายทาง (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม 2560) ดังนี้ จังหวัดนราธิวาส 4 สายทาง, จังหวัดยะลา 1 สายทาง, จังหวัดปัตตานี 2 สายทาง, จังหวัดพัทลุง 10 สายทาง, จังหวัดนครศรีธรรมราช 3 สายทาง และจังหวัดตรัง 1 สายทาง

    ทั้งนี้ มีสายทางที่ระดับน้ำท่วมสูงยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 10 เส้นทาง ได้แก่

    – สาย ปน.2010 แยกทางหลวงหมายเลข 42 – บ้านบาซาเอ อ.โคกโพธิ์, หนองจิก, ยะรัง จ.ปัตตานี
    – สาย ปน.6083 บ้านบือราแง – บ้านซะเมา อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี
    – สาย พท.2038 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – วัดเต่า อ.เมือง จ.พัทลุง
    – สาย พท.4019 แยกทางหลวงหมายเลข 4048 – บ้านแหลมโตนด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
    – สาย พท.2013 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – บ้านใหม่ อ.ควนขนุน, เมือง จ.พัทลุง
    – สาย พท.2006 แยกทางหลวงหมายเลข 41 – บ้านสำนักปรางค์ อ.ควนขนุน,ศรีบรรพต จ.พัทลุง
    – สาย พท.1002 แยกทางหลวงหมายเลข 4 – บ้านคุ อ.เมือง,กงหรา จ.พัทลุง
    – สาย นศ.3051 แยกทางหลวงหมายเลข 403 – บ้านเขาไร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
    – สาย นธ.4010 แยกทางหลวงหมายเลข 4057 – บ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส
    – สาย ตง.1021 แยกทางหลวงหมายเลข 4 – บ้านพรุหนัง อ.นาโยง, เมือง จ.ตรัง

    โดยมีระดับน้ำเฉลี่ย 50-100 เซนติเมตร เบื้องต้นหน่วยงานได้ติดตั้งป้ายเตือนและป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยงบริเวณต้นทาง ให้ทราบสถานการณ์ ผ่านได้/ผ่านไม่ได้ รวมทั้งติดตั้งหลักนำทาง 2 ข้าง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบขอบเขตช่องจราจรแล้ว นอกจากนี้ กรณีระดับน้ำสูงรถเล็กสัญจรผ่านไม่ได้ หน่วยงานได้จัดรถบรรทุก 6 ล้อ สำหรับบริการประชาชนให้เข้าถึง ที่พักอาศัยได้สะดวกยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าสู่ภาวะปกติ หากมีเส้นทางที่ชำรุดเสียหายหน่วยงานจะดำเนินการซ่อมแซมชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรไปมาได้ ภายใน 7 วัน และสำรวจออกแบบ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูฯ ให้เข้าสู่สภาพปกติ ซึ่งจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางโปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำหรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ท่านผู้ใช้เส้นทางสามารถขอความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

    วิษณุ ยัน “เลือกตั้ง” ยังตามโรดแมป

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ: เว็บไซต์บีบีซีไทย (http://bbc.in/2iVEZVZ)

    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์บีบีซีไทย (http://bbc.in/2iVEZVZ)

    วันที่ 4 ม.ค. 2560 เว็บไซต์บีบีซีไทยรายงานว่า ต่อกรณีที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่าอาจจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงกลางปี 2561 เนื่องจากต้องพิจารณากฎหมายจำนวนมากนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องเรียนว่าเรื่องนี้ยาว จะพูดสั้นไม่ได้ ต้องมาคุยกันอีกครั้ง เพราะถ้าพูดตอนนี้อาจเกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ตนขอยืนยันยังเป็นไปตามโรดแม็พเหมือนเดิม

    เมื่อถามว่ากฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ใน สนช. มีเป็นจำนวนมากหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ถ้ากฎหมายค้างก็เร่งพิจารณา

    ขณะเดียวกัน ตามรายงานของมติชนออนไลน์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบข้อถามเรื่องการชี้แจงกับต่างประเทศกรณีมีกระแสข่าวเรื่องการเลื่อนโรดแมป ว่า ไม่มีชาติไหนมาถามแล้ว เพราะเขาเห็นกระบวนการ และทิศทางแล้วหลังจากที่ไทยผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งถือเป็นสัญญาประชาคมว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ รัฐบาลมีแผนงานทั้งหมดไว้อยู่แล้วเดินหน้า ซึ่งโรดแมปอาจจะมีบวกลบบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะปรับอย่างไร ก็จะไม่กระทบกับความเชื่อมั่น

    “เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็ต้องเดินตามนั้น ต่างชาติเขาเข้าใจในเรื่องนี้ดี”

    ฉาว สอบตำรวจนายสิบนครบาล พบทุจริตชัด

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/ldstZ0)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/ldstZ0)

    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2560 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานว่า พ.ต.อ. อุเทน นุ้ยพิน ผกก.ศฝร.บช.น. ได้เรียกตัวนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวม  4 คน มาสอบปากคำในฐานะพยาน หลังจากพบการทุจริตในการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจในส่วนของ บช.น. ที่เพิ่งสอบเสร็จไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2559 โดยใช้สนามสอบ 2 แห่ง คือ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก และวิทยาเขตบางนา ภายหลังการสอบข้อเขียนเสร็จสิ้น ผลปรากฏว่ามีผู้สอบผ่านในข้อเขียนรอบแรกทั้งหมด 1,800 คน ก่อนเรียกตัวเพื่อสอบสัมภาษณ์และทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายจนเสร็จสิ้น โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติของคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผู้สอบผ่านในรอบสุดท้าย

    ต่อมา คณะกรรมการได้นำกระดาษข้อสอบทั้งหมดมาตรวจสอบครั้งสุดท้าย ก่อนพบความผิดปกติในกระดาษคำตอบ ซึ่งแต่ละชุดคำตอบมีทั้งหมด 150 ข้อ ปรากฏว่าในรายของผู้ที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ 13 คะแนน  ได้พบการทดเลขและเขียนคำตอบเฉลยไว้ถูกหมดทุกข้อ และยังพบอีกด้วยว่าเขียนตอบในข้อที่ถูกไว้ลักษณะใหญ่ผิดปกติ  ซึ่งบุคคลรอบข้างสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไกล ซึ่งความผิดปกติดังกล่าวทั้งหมดจะพบที่สนามสอบมหาวิทยาลัยรามคำแหงหัวหมาก เบื้องต้น พบกลุ่มต้องสงสัยทั้งหมด 418 ราย และตรวจสอบรายชื่อไปแล้วทั้งหมด 80 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบภูมิหลังของผู้เข้าสอบยังพบด้วยว่า ปัจจุบันยังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอุดมศึกษาของมหาวิยาลัยชั้นนำหลายแห่ง มีทั้งคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ และที่ผ่านมาได้เรียกตัวมาสอบปากคำไปแล้ว 15 ราย จากการสอบสวนทราบว่า การทุจริตดังกล่าวมีข้าราชการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) รายหนึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้นักศึกษากลุ่มนี้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ทำเฉลยข้อสอบ หรือที่เรียกว่า “มือปืน” เนื่องจากข้อสอบที่ใช้เป็นความรู้ในระดับชั้น ม.6 จึงง่ายต่อผู้รับหน้าที่ทำเฉลย โดยจะได้ค่าจ้างคนละ 2-3 หมื่นบาท ส่วนตัวผู้จ้างวานจะไปเรียกค่าดำเนินการจากผู้ต้องการสอบเข้าถึงหัวละ 5 แสนบาท

    ขณะที่วิธีการ ผู้จ้างวานจะนัดผู้ทำหน้าที่เฉลยข้อสอบ และผู้จะลอกข้อสอบให้มาพบกัน เพื่อนัดแนะวิธีการกันให้เข้าใจก่อนเข้าสนามสอบ ซึ่งวิธีการทุจริตดังกล่าวเป็นวิธีการธรรมดารูปแบบเดิมๆ ที่ยากต่อการตรวจสอบ หลังจากที่ผ่านมาพบการทุจริตพลิกแพลงรูปแบบต่างๆ ในหลายๆ สนามสอบ มีรายงานอีกว่าสำหรับการทุจริตที่พบ ภายในวันที่ 6 ม.ค. 2559 จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสอบคัดเลือกของ บช.น. ซึ่งมี พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เป็นประธานเพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็นให้การสอบคัดเลือกครั้งนี้เป็นโมฆะ รวมทั้งจะดำเนินคดีกับผู้ใดบ้างทั้งตัวผู้จ้างวานและผู้ร่วมทุจริตต่อไป

    กราดยิงไนต์คลับอิสตันบูล-ระเบิดพลีชีพในแบกแดด สังเวยปีใหม่ ไอซิสอ้างอยู่เบื้องหลัง

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/0Ooyr7)

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/0Ooyr7)

    ราวกับจะกลายเป็นปีไก่ไฟทั้งไทยและเทศ นอกจากเหตุสลดบนท้องถนนประเทศไทย ปีไก่หนนี้ยังมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นในต่างแดนอีกด้วย เมื่อชายคนหนึ่งบุกเดี่ยวใช้ปืนอาก้ากราดยิงไนต์คลับหรูริมแม่น้ำนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในช่วงเวลา 01.15 น. ของวันที่ 1 ม.ค. 2559 จนมีผู้เสียชีวิตถึง 39 ราย และบาดเจ็บอีก 69 ราย (อ่านรายละเอียดที่นี่)

    เวลาต่อมา ณ เมืองซาดร์ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ชายคนหนึ่งขับรถยนต์เข้ามาถามหาแรงงานรับจ้างในตลาดซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของแรงงานรับจ้างรายวัน ทำให้มีผู้คนที่สนใจเข้ามามุงรถยนต์คันดังกล่าวจำนวนมาก ก่อนที่รถจะเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 35 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 61 ราย (อ่านรายละเอียดที่นี่)

    ทั้งสองเหตุการณ์นั้น กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ได้ออกมาประกาศว่าตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเหตุการณ์ในอิสตันบูลนั้น ทางกลุ่มไอเอสได้มีการทวีตข้อความอ้างตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผ่านทางทวิตเตอร์ โดยระบุว่า “ทหารผู้กล้าแห่งคอลิฟะฮ์ได้โจมตีหนึ่งในไนต์คลับที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ขณะที่ชาวคริสเตียนกำลังเฉลิมฉลองวันหยุดของพวกเขากันอยู่” ส่วนในกรณีของเกตุการณ์ที่กรุงแบกแดดนั้น กลุ่มไอเอสระบุว่าเป็นการมุ่งเป้าโจมตีกลุ่มมุสลิมชีอะห์

    เครือข่ายสังคม