ข้อสังเกตของเอฟทีเอ ว็อทช์ ต่อการโพสต์ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์เรื่องไทยจะถูกสหภาพยุโรปตัด GSP

6 มีนาคม 2014

ข่าวประชาสัมพันธ์กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์)

ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เป็นที่น่าเสียดายที่ทางสหภาพยุโรปได้ระงับการเจรจาเอฟทีเอกับไทยเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเจรจาล่าช้าออกไป มีแนวโน้มที่จะไม่ทันการถูกตัดสิทธิ GSP ของไทยในปี 2558 ซึ่งนอกจากจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ยังอาจส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต หรือตัดสินใจลงทุนในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้าไม่ว่าจะเป็น GSP หรือ FTA แทนที่จะลงทุน หรือทำธุรกิจต่อเนื่องในประเทศไทย”

GSP_DTN 1

GSP_DTN 2

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. การที่สิทธิพิเศษทางการค้า (Generalized System of Preferences: GSP) ที่ผู้ส่งออกไทยเคยได้รับอยู่และมีโอกาสจะถูกตัดสิทธินี้ในปลายปีหน้านั้น เป็นเพราะสิทธิพิเศษของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศด้อยพัฒนา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3 ปีติดต่อกัน และสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 17.5% ไปแล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า แม้จะถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมด ก็จะส่งผลกระทบกับการสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาดประมาณ 2,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 79,422 ล้านบาท) ไม่ใช่ทั้งหมดของมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยที่ใช้สิทธิจีเอสพีซึ่งมีมูลค่ากว่า 2.97 แสนล้านบาทแต่อย่างใด

GSP vs TRIPS+ big

อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาชิ้นล่าสุดของคณะผู้แทนถาวรไทยในองค์การการค้าโลก เผยแพร่เมื่อ 9 ก.ค. 2555 ประเมินว่า ผลกระทบของการปฏิรูป GSP ของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกของไทยอยู่ที่ 1,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 34,560 ล้านบาท) เท่านั้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะได้ผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ กุ้งแช่แข็งและแปรรูป

2. การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งเจรจาไปแล้ว 3 รอบนั้น ถูกกำหนดโดยฝ่ายนโยบายให้เป็นไปด้วยความเร่งรีบเพื่อสามารถต่อสิทธิ GSP ได้ทันต้นปี 2559 จึงกำหนดร่วมกับทางสหภาพยุโรปให้เจรจาให้เสร็จเพียง 7 รอบ ใช้เวลาทั้งสิ้นปีเศษๆ เท่านั้น ทั้งที่เป็นเอฟทีเอที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่ไทยเคยเจรจามา และมีหลายหัวข้อที่ไทยไม่เคยเปิดเจรจาในความตกลงอื่นมาก่อน เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองการลงทุน

graph_TRIPS+ big

การเร่งเจรจาเพียงเพื่อหวังให้ได้ต่อสิทธิ GSP ทำให้ผู้เจรจาฝ่ายไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และอาจถูกกดดันให้ต้องยอมตามประเด็นอ่อนไหวข้างต้น ซึ่งจะมีผลกระทบเสียหายยาวนานข้ามรัฐบาลและข้ามชั่วอายุคน ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของทีมวิชาการโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ในส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่า หากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้อง ที่มากเกินกว่าความตกลงทริปส์และเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปต้องการมากที่สุด พบว่าในปีที่ 5 (พ.ศ. 2556 โดยคำนวนจากปี พ.ศ. 2550 ที่เป็นปีที่ทำการศึกษา) ถ้ามีการผูกขาดข้อมูลยา ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 81,356 ล้านบาท/ปี และหากต้องยอมการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี

ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หากไทยต้องยอมไปเป็นภาคีคุ้มครองปรับปรุงพันธุ์ (UPOV 1991) จะมีผลให้เกษตรกรต้องจ่ายค่าพันธุ์พืชในราคาที่แพงขึ้น จากงานวิจัยพบว่า ราคาพันธุ์พืชจะสูงขึ้นอย่างต่ำ 2-3 เท่าจนถึง 6 เท่าตัว ตอนนี้มูลค่า 28,000 ล้านบาทจะเพิ่มเป็นอย่างต่ำ 84,000 ล้านบาท และอาจถึง 143,000 ล้านบาทต่อปี

TRIPS plus Bio

ดังนั้น การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รวบรัด ไม่รอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ต่ำกว่าปีละ 193,239 ล้านบาท เทียบไม่ได้กับการได้ต่อสิทธิ GSP ที่ทางการไทยประเมินว่าจะสูญเสียแค่ 34,560 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

3. การแก้ปัญหาการเมือง และการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการถูกฉุดรั้งทางการเมืองดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้จริง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพึงตระหนักว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีความหมาย และคำนึงประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม มิใช่เมินเฉยต่อข้อเท็จจริงและความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ได้ประโยชน์ โดยที่คนจำนวนมากต้องแบกรับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย เจรจาด้วยข้อมูลความรู้ มิใช่อาศัยเพียงการวิ่งเต้นของกลุ่มทุน และที่สำคัญ ต้องยืนหยัดเจรจาที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

เครือข่ายสังคม