ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ – การเมืองไทยจากสายตาต่างชาติ พร้อมศัพท์แสลงใหม่ “Don’t Thai to me” และ “ลืออุ๊งอิ๊ง+เอม หนีภัยการเมืองพร้อมกระเป๋า 8 ใบ”

16 พฤศจิกายน 2013

ประเด็นร้อนการเมืองไทยจากสายตาต่างชาติ พร้อมศัพท์แสลงใหม่ “Don’t Thai to me”

ลือแซ่ด 2 สาว อุ๊งอิ๊ง+เอม บินหนีการเมืองไปอังกฤษพร้อมกระเป๋า 8 ใบ

แม่หมอนิ่ม สารภาพสั่งฆ่าลูกเขย

คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร

พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” พัดถล่มฟิลิปปินส์ตายกว่า 4 พันศพ ทั่วโลกระดมช่วยเหลือ

อ่านรายละเอียด ………….

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 10-16 พฤศจิกายน 2556

เรื่องแรก ยังคงเป็นประเด็นฮอตต่อเนื่อง กับการชุมนุมต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ได้มีการประกาศชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาล โดยมีผู้ชุมนุม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประชาคมสีลม ที่นัดรวมพลกันเวลา 12.00 น. หน้าสีลมคอมเพล็กซ์ เพื่อเคลื่อนขบวนออกจากสีลมเวลา 12.34 น. เข้าถนนพระรามสี่ ผ่านแยกราชเทวีไปรวมกับกลุ่มประชาคมอโศก ที่นัดรวมพลเวลา 12.00 น. ที่ Terminal 21 และเคลื่อนขบวนเวลา 12.34 น. เข้าเส้นอโศกเพชร รวมกับขบวนประชาคมสีลมที่แยกราชเทวี มุ่งสู่ราชดำเนิน โดยที่ กลุ่มประชาคมรัชดา นัดรวมพลเวลา 12.00 น. หน้าบริเวณทางลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ฝั่งฟอร์จูน จากนั้นเวลา 12.34 น. ก็เคลื่อนขบวนทางเส้นอโศกเพชร สมทบกับประชาคมอโศก มุ่งหน้าสู่ราชดำเนินพร้อมกับกลุ่มประชาคมสะพานควาย-อารีย์ ซึ่งนัดรวมพลเวลา 12.00 น. รวมพลที่บริเวณ BTS ออกเดินขบวนเวลา 12.34 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่ราชดำเนิน

โดยที่การชุมนุมต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา แม้นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะออกมาประกาศถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้วก็ตาม แต่ประชาชนผู้ชุมนุมก็ต่างไม่ไว้วางใจ เพราะอาจจะนำกลับมาพิจารณาอีกเมื่อใดก็ได้ จึงทำให้ผู้ชุมนุมที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศยกระดับการชุมนุมและยังคงปักหลักการชุมนุมต่อ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนทำ “อารยะขัดขืน” ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกดดันรัฐบาลอีกด้วย

ทางด้านสื่อของเว็บไซต์จาการ์ตาโพสต์ของอินโดนีเซีย ได้มีการเขียนบทบรรณาธิการชื่อว่า “A dangerous sister’s love” ที่ระบุเรื่องราวความวุ่นวายของการเมืองในไทยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทย เดินเกมพลาด จากความพยายามหาทางช่วยพี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม จนนำมาซึ่งการประท้วงต่อต้านครั้งรุนแรงตามท้องถนน ทั้งยังระบุด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือต้นเหตุความแตกแยกในประเทศไทย

ทั้งนี้ในบทบรรณาธิการของจาการ์ตาโพสต์ ยังระบุในตอนท้ายอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจจะไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ แม้ว่าขณะนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยพฤตินัยก็ตาม พร้อมตั้งคำถามว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเองจริง ทำไมไม่เผชิญหน้ากับความยุติธรรมโดยตรง ทำไมถึงไม่กล้ากลับมาสู้คดีในชั้นศาล

อย่างไรก็ตามความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปัจจุบันนี้ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติย่ำแย่ไปด้วย จนล่าสุด “ลมเปลี่ยนทิศ” คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้มีการเผยแพร่เรื่องราวของประโยคที่ชาวเอเชียใช้พูดกันมากในขณะนี้ว่า “Don’t Thai to me” ว่าด้วยความหมายที่อาจจะหมายถึง “อย่ามาทำเป็นไทยกับฉัน” หรือนัยยะของศัพท์แสลงว่า “อย่ามาโกงฉัน-อย่าโกหกฉัน” ทำให้คำว่า Thai “ไทย” ที่คนไทยภาคภูมิใจมาหลายพันปี วันนี้กลายเป็น “คำด่า คำเหยียดหยาม” ไปอย่างน่าเจ็บปวด กลายเป็นศัพท์ที่หมายถึงการโกง การโกหก การต้มตุ๋น หรือการเอาเปรียบ นั่นเอง โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผลจากการกระทำของนักการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม ในสังคมโซเชียลก็ยังมีการถกเถียงกันว่า ประโยคดังกล่าวเกิดขึ้นจากต่างชาติจริง หรือเป็นเพียงการเขียนขึ้นเองจากคนไทยกันแน่

ที่มาภาพ : http://www.soccersuck.comboardstopic942313

ที่มาภาพ: http://www.soccersuck.comboardstopic942313

ทางด้านหมอดูอีที (ซุย ซุย วิน) หมอดูชื่อดังแห่งประเทศพม่า ก็ได้มีการทำนายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยจะมีการชุมนุมใหญ่และการชุมนุมจะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนผู้นำของประเทศอยู่ไม่ได้ในที่สุด อีกทั้งในโลกออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ หรือแม้แต่แอพพลิเคชันบนมือถือ อาทิ ไลน์ หรือวอทซ์แอพ ได้มีการส่งต่อข้อความคำทำนายของครูบาบุญชุ่ม เกจิดังภาคเหนือ ที่ได้ตั้งสัจจะถือศีลที่ถ้ำราชคฤห์ เมืองงาว จังหวัดลำปาง ไว้ว่า

“โดยบังเอิญ เมื่อวานไปกราบนมัสการครูบาบุญชุ่ม ที่นั่งกรรมฐานในถ้ำลึก อำเภองาว จังหวัดลำปาง พอดีมีตัวแทนของตระกูลชินวัตร นำโดยพลตำรวจหลานเขยของคุณหญิงพจมาน พร้อมด้วยนายตำรวจผู้ใหญ่หลายคน ยกขบวนมาขอพรจากครูบาให้ช่วยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยแซงคิวผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ ที่มารอแต่เช้า 5-6 ชั่วโมง หลังจากขบวนกลับไปแล้ว ครูบาบุญชุ่มผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีอภิญญาสามารถล่วงรู้อนาคต ได้กันมาบอกให้เริ่มนับถอยหลังการนองเลือดในชาติไทย ท่านบอกว่ากรรมร่วมของคนทั้งชาติมาถึงแล้ว ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงหรือหลบได้ ท่านยังบอกว่าหลายคนในขบวนที่เพิ่งจากไป มีกรรมหนักไม่มีทางแก้ไขได้”

“มีคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ถูกนักการเมืองแกนนำ และสื่อหลักทั้งวิทยุและโทรทัศน์ปิดหูปิดตา
ถูกป้อนข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อ พูดเท็จ บิดเบือน อ้างตนว่าทำเพื่อประชาชน อ้างว่าเศรษฐกิจไทยกำลังไปได้สวย อ้างว่านักลงทุนกำลังหลั่งไหลมาประเทศไทย แต่คนต่างประเทศเขาต่างรู้ดีว่า รัฐบาลไทยและนักการเมืองทำแต่เรื่องเลวร้าย ให้กับคนไทย ให้กับประเทศไทยมากมายแค่ไหน”

“อีกกี่ปีถึงจะแก้ภาพลักษณ์ได้ ถ้าต้นตอของปัญหายังมีอยู่”

“ถ้าคุณรู้สึกเจ็บปวด จากการถูกเหยียดหยามเช่นนี้ ทางเดียวที่เราจะแก้ข้อครหาได้ เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการต่อต้าน พรบ นิรโทษ ให้ตายไปจากประเทศไทยให้ได้ เอ้า..สู้ๆ!”

“เจ็บปวดครับ ในฐานะคนไทย แต่คนต้นเหตุ คงไม่รู้สึกอะไรสินะ ”

“ขอให้อย่าจริงเลยค่ะ อายเค้าจัง และเราก็เลิกล้อเลียน พูดดูถูกคน ด้วยคำว่า ” ลาว ” เถอะค่ะ มันไม่ดีเลย เพื่อนดิฉันที่เป้นคนลาวและดิฉันก็เคยไปเที่ยวลาวด้วย คนลาวเค้า รู้นะคะว่า คำนี้ หมายถึงการดูถูกดูแคลนเค้า เข้ามาถามบ่อยมากว่า ทำไมต้องเป้นเค้าด้วย ทำไมคนไทยดูถูกเค้าแบบนี้ หงายเงิบเหมือนกัน ไม่รู้จะแก้ตัวแทนคนไทยยังไง”

“ถ้าเจอใครใช้ประโยค “Don’t Thai to me” ก็อธิบายให้เค้าเข้าใจว่า คงได้รับการสื่อสารคลาดเคลื่อน ที่ถูกต้อง คือ “Don’t Shinawat to me” ต่างหาก”

เรื่องที่สอง จากประเด็นการชุมนุมทางการเมือง ทำให้มีข่าวลือว่าขณะนี้นางพินทองทา คุณากรวงศ์ และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการลี้ภัยการเมืองด้วยเที่ยวบิน TG 910 ซึ่งบินจากกรุงเทพมหานครไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมกระเป๋า 8 ใบ น้ำหนักรวมกว่า 156 กิโลกรัม พร้อมข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวเคยรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสมเกียรติ อ่อนวิมล อดีต ส.ว. สุพรรณบุรี ได้ออกมาระบุว่าระหว่างที่ไปขอวีซ่าส่วนตัวเพื่อพาครอบครัวไปเที่ยวที่ประเทศอังกฤษ ก็พบว่าตระกูลชินวัตรและวงศ์สวัสดิ์ได้เข้ามาขอทำวีซ่าระยะยาวถึง 6 เดือนอีกด้วย

พร้อมทั้งนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้มีการโพสต์ภาพตัวเองผ่านอินสตาแกรม ซึ่งเป็นภาพที่ตนเองนั่งอยู่ในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ตามข่าวมีการแจ้งว่าเป็นย่านไนท์บริดจ์ กรุงลอนดอน และทางด้านนางพินทองทา คุณากรวงศ์ ก็ได้โพสต์ภาพตนเองที่อยู่ที่ลอนดอนเช่นกัน พร้อมข้อความที่ระบุว่า

“มาลอนดอนจริงค่ะ เดินทางมากัน 4 คน มาทำงานกับน้องประมาณไม่ถึงอาทิตย์ก็กลับเพราะมีงานต้องทำงานต่อที่ กทม. ม็อบคงหมดเรื่องพูดแล้วใช่มั้ยคะ? พักบ้างก็ได้นะคะ @ingshin21 and goodnight all”

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com

ที่มาภาพ: http://www.posttoday.com

เรื่องนี้ทำให้สื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งชาวโซเชียลก็ได้มีการติดตามความเคลื่อนไหว และนับวันว่าทั้งสองจะไปเพียง 1 อาทิตย์จริงหรือไม่อย่างไร ด้วยเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวมักจะมีพฤติกรรมในการเดินทางออกนอกประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งอยู่แล้ว

“ทุกครั้งที่เมืองไทยมีเหตุการณ์วุ่นวายคนในครอบครัวชินวัตรและวงศ์สวัสดิ์จะมีภาระกิจสำคัญที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศทุกที และพอความวุ่นวายในเมืองไทยจบลงคนพวกนี้ก็จะเสร็จงานพอดีแล้วก็เดินทางกลับเมืองไทย เรื่องซับซ้อนแบบนี้คนเสื้อแดงคงไม่เข้าใจหรอก”

“ไป 6 วันเอากระเป๋าไป 8 ใบ คุณคงทำหน้าที่เป็นขนส่งมั๊ง แล้วกลับมาก็ขนไปอีก ขอให้ทุกคนจับตาด้วย”

“6 วันแปดใบ 156 กิโล ขาไปไม่มีใครอยากขนของไปให้หนักหรอก ยิ่งรวยขนาดนี้ บ้านก็มีที่โน่น เสื้อผ้าข้าวของพื้นฐานคงมีครบ ขนหลักฐานหรือ ทรัพย์สินสำคัญไรไปเก็บก่อนเปล่า คงต้อง สำคัญมากสินะ ขนไปโน่นก็ระวังโดนขโมยด้วยล่ะ เงินสำคัญมากก็แบบนี้”

“คนไทยในอังกฤษถ้าเจอพวกหล่อนก็ช่วยชื่นชมด้วยป้ายหรือนกหวีดกรอกหูกันหน่อยก็ดีนะคะ”

“ทุกครั้งที่มีเหตุหวาดเสียว หัวหน้าไพร่หนีก่อนทุกที ปล่อยลูกน้องตามบุญตามกรรม เสื้อแดงดูไว้ อย่าให้ตระกูลชินหลอก ซ้ำ”

“ทำอะไรก็เป็นเป้าของประชาชน ไม่ลองไปถามพ่อล่ะว่า ทำอะไรถึงทำให้ประเทศชาติ ประชาชนแตกแยก วุ่นวาย ไม่สงบสุข จนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่จะไปถามคนอื่นว่าเลิกยุ่งกับตนเองและครอบครัว”

เรื่องที่สาม ประเด็นฮอตต่อเนื่องจากกรณีการตายของอดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม กับผลของการสอบสวนคดี พร้อมการยอมรับสารภาพจากนางสุรางค์ ดวงจินดา มารดาของ พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ หรือหมอนิ่ม ภรรยาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า ซึ่งนางสุรางค์ก็ได้สารภาพถึงสาเหตุที่ทำเช่นนี้ว่า เป็นผู้คิดกระทำเพียงผู้เดียว เพราะต้องการให้ลูกสาว หรือหมอนิ่ม พญ.นิธิวดี พ้นจากความทุกข์ทรมานที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ มักจะทำร้ายร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งแม้กระทั่งขณะที่หมอนิ่มตั้งท้องลูกคนที่ 3 เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ก็ยังทำร้ายร่างกาย ทั้งที่รู้ว่าหมอนิ่มกำลังตั้งท้อง จนทำให้แท้ง

แม่ของหมอนิ่มได้รับสารภาพว่า มีการปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับเจ๊แหม่ม หรือ นางสาววรพรรณภูรี มนตรีอารีกุล อายุ 46 ปี ให้จัดหามือปืนให้ เจ๊แหม่มจึงไปจ้างวานทนายอี๊ด หรือนายสันติ ทองเสม อายุ 28 ปี ในราคา 6 แสนบาท จำนวน 2 งวด เพื่อจ้างวานผู้อื่นสังหารต่อ คือ นายจิรศักดิ์ กลิ่นคล้าย อายุ 33 ปี มือปืน และนายธวัชชัย เพชรโชติ อายุ 32 ปี เป็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์ให้ลงมือสังหาร

ที่มาภาพ : https://hows.voicetv.co.ththe-chat-room87743.html

ที่มาภาพ: https://hows.voicetv.co.ththe-chat-room87743.html

ทางด้านหมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ก็ได้มีการกล่าวต่อสื่อว่า หลังจากที่ทราบเรื่องเพียงไม่กี่วัน ว่าแม่ของตนเองเป็นผู้จ้างวานฆ่าสามี ก็เสียใจมากเพราะคนที่เสียชีวิตก็คือสามี และก็ให้กำลังใจแม่ เพราะตนเองได้ทำผิดกับแม่มาตลอด จนวันนี้แม่ต้องมาทำผิดเพราะตนเอง เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจมาก ทั้งยังขอให้เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ที่ต้องเห็นลูกสาวถูกสามีทำร้ายร่างกายมาตลอด และการที่แม่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในคุกเป็นเรื่องที่เป็นห่วงมาก เพราะแม่มีโรคประจำตัวมากมาย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากติดคุกแทนแม่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับศาลและความยุติธรรมที่แม่จะได้รับ ซึ่งก็จะรู้คำตอบอีกไม่นาน พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่เคยคบชู้

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ หมอนิ่มยังได้ขอฝากให้เป็นอุทาหรณ์แก่สังคมว่า อยากจะขอให้ทุกคนหยุดใช้ความรุนแรงในครอบครัว ผู้ชายมีกำลังมากกว่าแต่อย่าทำร้ายผู้หญิงเลย รวมทั้งเรื่องยาเสพติด เพราะถ้าไม่มีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องคงไม่มีการทำอะไรขาดสติเช่นนี้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้ เข้าใจแล้วว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่แค่ไหน คงไม่กล้าทำให้คุณแม่ต้องร้องไห้หรือเสียใจอีกต่อไปแล้วคลิกเพื่อชมคลิป

“ฟังแล้วก็เศร้า เข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย คนที่เป็นพ่อเป็นแม่คนนี้แหละที่ทรมานใจที่สุด จริงที่ว่าการมีสติ ไม่ใช่ความรุนแรงดีที่”

“พูดในฐานะแม่และภรรยา ถ้าเจอผู้ชายทำร้ายร่างกาย โมโหร้ายแบบนี้ ไม่หย่า ก็ยิงเลยนะคะ แต่ไม่ใด้สนับสนุนให้ต้อง ยิงสามีไม่ดีกันทุกคน แต่ขอเป็นกำลังใจ ให้ครอบครัว หมอนิ่มนะคะ”

“ครอบครัวหมอนิ่มไม่ต้องกลัวนะคะ เวรมีจริงคะ ตามที่คุณพ่อคุณเอ็กซ์พูด แต่ดูแล้ว คุณพ่อ คุณเอ็กก็คงทุกข์ในใจ มานานเหมือนกันกับลูก แต่ความรักของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ทำให้ไม่เห็นว่าทุกข์หรือกรรม เพราะกรรมเหมือนลูกตาเรา อยู่กับเราแต่มองไม่เห็น เห็นแต่ ตาคนอื่น”

“ไม่รู้จะว่ายังไง แต่ดูหมอนิ่มแล้วไม่น่าสงสารเลยอ่ะ เหมือนจะร้องไห้ แต่น้ำตาไม่ออก หรือว่าเจ็บปวดจนไม่มีอะไรจะให้เสียใจแล้ว จิตใจคนลึกจิงๆ”

“มีคู่ครอง ต้องไม่ทำ ให้ช้ำจิต จะพาผิด ไปข้าง ทางผุยผง
ต้องสงเคราะห์ แก่กัน ให้มั่นคง รักยืนยง ด้วยกัน ถึงวันตาย”

“ไม่รู้ว่าจริงๆเหุตการณ์เป็นยังไง แต่สงสารทั้งเอ๊กซ์ (ที่โดนฆ่า) ทั้งหมอนิ่ม(ที่ต้องโดนทำร้ายร่างกายและต้องมาเห็นแม่ติดคุก) พ่อแม่เอ๊กซ์(ที่ต้องเห็นลูกตายก่อน) แม่หมอนิ่ม(ที่ทนเห็นลูกโดนทำร้ายไม่ไหวและต้องติดคุกตอนอายุ 70+) และโดยเฉพาะ ลูก (ที่พ่อตายแม่โดนจับ) แต่ถ้าเป็นเรา เราคงไม่กล้าเสี่ยงเอาตัวเองไปติดคุกด้วยข้อหาจ้างวานฆ่า เพียงเพราะอยากได้สมบัติของคนอื่น ถ้าเราเป็นเจ้าของคลินิกผิวหนังอยู่แล้วน่ะนะ แต่ถ้าเป็นจากความแค้นล่ะก็อีกเรื่องนึง”

เรื่องที่สี่ จากคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ณ ศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2556 อีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศต้องจดจำ โดยตามรายงานข่าวต่างรายงานคำพิพากษาของประธานศาลโลก ที่เริ่มต้นด้วยการอ่านคำพิพากษาคดีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอให้ศาลโลกตีความคดีดังกล่าวในปี 2554 ตามธรรมนูญศาลโลกข้อ 60 เรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยประธานศาลโลกระบุว่า ศาลโลกมีมติรับคำร้องขอของกัมพูชาที่จะตีความคำพิพากษาปี 2505 ตามรัฐธรรมนูญศาลโลกข้อ 60 โดยให้พิจารณาตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา ประกอบกับพยานหลักฐานของแต่ละฝ่าย ซึ่งทำให้ศาลโลกไม่อาจตีความเกินคำพิพากษาปี 2505 ได้

ที่มาภาพ : http://www.mfa.go.th

ที่มาภาพ : http://www.mfa.go.th

นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้แทนคณะดำเนินการทางกฎหมายของฝ่ายไทย ได้ออกมาแถลงหลังศาลโลกมีคำพิพากษาคดีพระวิหารต่อสื่อมวลชนว่า

1. ศาลพิพากษาว่ามีอำนาจพิจารณาตีความคำร้องของกัมพูชา
2. ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน โดยกัมพูชาไม่ได้รับ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 4.7 ตารางกิโลเมตร หรือภูมะเขือ เว้นแต่บริเวณที่แคบมากๆ ที่กำลังคำนวณอยู่
3. ศาลไม่ได้ระบุว่า แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ตารางกิโลเมตรเป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสินเมื่อปี 2505 และศาลโลกยังแนะนำให้ 2 ประเทศดูแลปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นมรดกโลกร่วมกัน

ประเด็นคำพิพากษาของศาลโลกยังเป็นเรื่องให้ชาวไทยได้ขบคิด เพราะยังไม่มีถ้อยคำใดประกาศออกมาชัดเจน อาจมีถ้อยคำที่ให้ความหมายว่า ประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เป็นสมบัติของมนุษยชาติ จึงเป็นหน้าที่ของทั้งกัมพูชาและไทยต้องร่วมกันดูแลปฏิสังขรณ์ให้สมบัติของมนุษยชาติร่วมกัน แต่หลายฝ่ายก็มองว่าเรื่องที่จะให้ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันคงเป็นไปได้ยาก

“ผมว่าก็แฟร์ดีนะครับ ประชาคมอาเซี่ยนกำลังจะเกิดหากทั้งสองประเทศปรองดองกันได้ก็น่าจะวินๆ ด้วยกัน เขมรก็สร้างกระเช้าขึ้นมา ไทยก็สบายหน่อยขับรถเข้าถึง นักท่องเที่ยวก็แฮปปี้ ชาวบ้านก็อยู่ดีมีสุข”

“พื้นที่รอบปราสาทไม่รู้ขนาดเท่าไรไปคุยกันเอง ตามความรู้สึกของผม คือไม่ไว้ใจรัฐบาลนะครับ เพราะไปแก้ ม.190 ให้อำนาจรัฐไปตกลงแก้ไขทำสัญญากับประเทศอื่นโดยไม่ต้องผ่านสภา จริงแล้วมาตรานี้เดิมก็ดี เพราะให้สิทธิ ปชช. โดยผ่านสภา สรุป คือไม่ไว้ใจรัฐบาลครับ”

“บางทีเขาพระวิหารมันเกิดขึ้นมาไม่ได้ต้องการให้ใครเป็นเจ้าของแต่คนพากันแย่งชิงกันเองแล้วถ้าเกิดมันไปตกเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้วดียังไงมันอาจทำให้ฝ่ายที่ไม่ได้เขาพระวิหารหมดความศรัทธาเพราะความแย่งกันไปแย่งกันมาของคน ถ้าเราต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างนี้สิสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยังสถิตอยู่ เพราะคือความขาวสะอาด และอีกอย่างคนไทยด้วยกัน คุณไม่ควรดูถูกคนไทยด้วยกันเองว่าทุกอย่างที่คนไทยได้มามันไม่เจริญไม่พัฒนา”

“คนที่ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศต้องมีความรู้ ความสามารถถูกต้องหรือไม่ครับ ยิ่งตอนหาเสียงก็บอกคุณสมบัติของตัวเองว่าเรียนมาจากไหน จบอะไรมาบ้าง แสดงวิสัยทันศ์เป็นอย่างดีเลิศประเสริฐศรี แต่พอเจอปัญหากับบริหารประเทศไม่ได้ คอยแต่ช่วยพี่ชาย เห็นอยู่แล้ว พรบ นิรโทษกรรมมีปัญหาแน่นนอน ก็ยังทำ เพื่อประโยชน์ของใครกันละ จำตอนขายดาวเทียมไทยคมได้ไหม ได้กำไร ไป สามหมื่นกว่านะ”

“ถ้ารัฐบาลภายหลังปี 2505 ไม่ปล่อยปละละเลย ทั้ง ๆ ที่จอมพลสฤษดิ์สั่งล้อมรั้วปราสาทพระวิหารไว้แล้ว เพราะปราสาทเป็นของเขมร ตามที่ศาลโลกตัดสิน เขมรก็เอาไป แต่ศาลไม่ได้ตัดสินว่าพื้นที่โดยรอบเป็นของเขมรด้วย ซึ่งก็หมายความว่าเป็นของไทย นอกจากนี้ยังมีคนไทยขายชาติในพื้นที่ ที่หากินด้วยการจัดสรรที่เป็นล็อค ๆ ให้เขมรขึ้นไปขายของที่ระลึก เป็นเหตุให้เขมรพากันขึ้นไปกันใหญ่ ถึงขนาดสร้างวัดขึ้นมาในเขตซึ่งเป็นของไทย อันนำมาซึ่งความยุ่งยากในปัจจุบัน”

“เรื่องการปักปันเขตแดนแบบเอาเปรียบระหว่างคนชนะสงคราม กับคนแพ้สงคราม มีให้เห็นกันทั่วโลก อย่าคิดว่าเกิดกับไทยที่เดียว ลองดูประวัติศาสตร์อเมริกา เมื่อก่อนอเมริกามีแต่อินเดียนแดง คนขาวหลั่งไหลเข้ามา เกิดการรบกัน อินเดียนแพ้ คนขาวให้หัวหน้าเผ่ามาทำสัญญาแบ่งเขต คนขาวเอาตรงนี้ อินเดียนอยู่ตรงโน้น ให้เซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นอย่างนี้หลายครั้ง จนอินเดียนต้องร่นเข้าไปอยู่ในทะเลทราย ตายหมดสูญพันธุ์ ทุกวันนี้เลยกลายเป็นชาติมหาอำนาจที่สุดในโลก อินเดียนฟ้องร้องได้ไหม เพราะฉะนั้นอย่าเอาความคิดไปติดอยู่กับสัญญาเขตแดนไม่เป็นธรรม มันแก้ไรไม่ได้แล้ว เหตุมันเกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้ว จำเป็นต้องหาวิธีเดินหน้าต่อไปที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้”

เรื่องที่ห้า จากเหตุการณ์พายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ไห่เยี่ยน” พัดถล่มประเทศฟิลิปปินส์จนทำให้ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต (จากการเปิดเผยของสำนักข่าวต่างประเทศองค์การสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา) จำนวน 4,460 ศพ ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย 920,000 คน และมีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ถึง 11.8 ล้านคน

เรื่องนี้หลายประเทศทั่วโลกต่างพากันช่วยเหลือในหลายรูปแบบ ทั้งกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ส่งกองทหารนาวิกโยธินและอุปกรณ์เข้าไป รวมทั้งให้หมู่เรือบรรทุกเครื่องบินเร่งเดินทางตาม ทางด้านประเทศอังกฤษก็ส่งเรือและเครื่องบินขนส่งของกองทัพไปช่วยบรรเทาสาธารณภัยในแดนตากาล็อก สำหรับประเทศออสเตรเลีย ที่จะส่งความช่วยเหลือมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยจำนวน 4 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 117,924,241 บาท มาจากการที่องค์การสหประชาชาติระดมเงินช่วยเหลือจากทั่วโลก และอีก 3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 88,437,890 บาท มาจากบรรดาองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในออสเตรเลีย รวมทั้งความช่วยเหลืออื่น เช่น ผ้าใบกันน้ำ ฟูกปูนอน ตาข่ายกันยุง ถังใส่น้ำ ตลอดจนอุปกรณ์ทางสุขภาพและอนามัย หรือแม้แต่ประเทศเวียดนาม ที่ต้องเร่งกำลังเพื่ออพยพประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่พายุไห่เยี่ยนอ่อนกำลังลงพัดผ่าน ก็ยังส่งความช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3,157,539 บาท ให้เพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์

ที่มาภาพ : http://www.theguardian.com/uk

ที่มาภาพ : http://www.theguardian.com/uk

ทางด้านประเทศไทยก็ได้มีการสมทบทุนเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ผ่านรายการพิเศษ “คนไทยส่งกำลังใจช่วยเหลือฟิลิปปินส์” ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง11) กรมประชาสัมพันธ์ โดยในส่วนของรัฐบาลได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,000,000 บาท พร้อมทั้งเตรียมการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งประกอบด้วยกำลังพลทหาร แพทย์ เจ้าหน้าที่ช่าง เจ้าหน้าที่สื่อสาร อุปกรณ์ เครื่องช่วยเหลือต่างๆ อาหารและน้ำดื่ม ขนส่งโดยเครื่องบิน C130 และเรือของกองทัพเรือ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย ที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันอย่างมากมาย อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มอบเงิน 1 ล้านบาทจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้แก่รัฐบาลไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางในนามประชาชนชาวไทย หรือการจัดคอนเสิร์ต Harmony and Hope เพื่อนำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกด้วย

ทางด้านชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้กำลังใจและส่งความห่วงใยกันอย่างมากมาย รวมทั้งการแชร์ขอความของมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆ เพื่อรวบรวมเงินบริจาคช่วยเหลือ

“ส่งกำลังใจไปช่วยพี่น้องฟิลิปปินส์ ให้ลุกขึ้นสู้ ชีวิตต่อไป”

“ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีครับ และน่าสงสารชาวบ้านที่โดนพายุถล่มที่ฟิลิบปินส์มากเลยครับ”

“ขอแสดงความเสียใจ ต่อเพื่อนบ้านอาเซียน ชาวฟิลิปปินส์ ที่ประสบกับมหันตภัยพิบัติทางธรรมชาติ ครั้งร้ายแรงที่สุด ยิ่งกว่ามหัตภัยพิบัติ “สึนามิ” ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ขอไว้อาลัย แก่พี่น้องชาวฟิลิปปินส์ที่ประสบความสู้เสีย จากภัยธรรมชาติ พายุซุปเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่มนุษยชาติไม่อาจต้านทานได้”

“มันเป็นภัยธรรมชาติครับ เกิดขึ้นได้ทุกที่ เมืองไทยก็เคยเจอน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว เราเห็นบ้านเขาเป็น เราก็รู้ว่ามันเป็นยังไง เวลาภัยธรรมชาติเข้ามาสู่ชีวิตเรา ให้ดูไว้เป็นตัวอย่าง เพราะบ้านเรายังไม่เคยมีพายุแรงๆ แบบนี้ แต่คนไทยทำไมถึงคิดแต่นอกเรื่องจิตนาการเป็นอย่างอื่นไปซะหมด เป็นเวรกรรมของแต่ละคน ว่าใครเลือกที่จะเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าจิตนาการเป็นอย่างอื่น แต่มองดูแล้วเสียหายหนักกว่าประเทศไทยเพราะบ้านก็ไม่เหลือ เหมือนโดนไฟไหม้”

“สภาวะโลกทุกวันนี้นับวันเร็วร้ายขึ้นทุกวัน เช่นแผ่นดินถล่ม ภูเขาถล่ม ทรายหิน ที่ไหลทะหล่มลงทะเล รวมทั้งการกระทำของมนุษย์ ที่ถมทะเล รวมถึงปะการัง ที่เจริญเติมโตใต้ทะเล และที่มนุษย์ทำเทียมแล้วหย่อนลงทะเล และจมเรือที่เลิกใช้ ตลอดจนภูเขาไฟใต้ทะเล หรือมหาสมุทร และภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ล้วนมีส่วนทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น แม้ไม่เห็นผลทันตา นับปีละหลายมิลลิเมตร แต่นับเป็นสิบปี หลายสิบปี หรือร้อยปี ก็คำนวนเป็นทวีคูณ หลายร้อยมิลลิเมตรและเพิ่มขึ้นเลื่อยๆ ทำให้น้ำทะเลสูงกว่าแผ่นดินเพิ่มขึ้นเลื่อย โดยที่มนุษย์ยังไม่รู้ตัว ว่าแผ่นดินที่ทรุดและไหลลงทะเลมันทั่วโลก แผ่นดินต่ำลงทุกวัน สังเกตฝนตกน้ำไหลลงทะเลเป็นเดือนๆ ยังไม่หมดไหลช้า เพราะความสูงของน้ำทะเลสูงขึ้นทุกวัน และยิ่งระเบิดภูเขาเพื่อถมทะเล น้ำก็ยิ่งสูง แผ่นดินก็ยิ่งต่ำ และถมทะเล กันทั่วโลก แผ่นดินมีแค่ 1 ส่วน น้ำมีสามส่วน ของโลก ก็ลองคิดดูนะ ต่อไปต้องอยู่แบบวอร์เทอร์เวิลด์ น้ำเต็มโลกไปหมด ทำลายธรรมชาติเท่ากับทำลายโลก”

เครือข่ายสังคม