ประเด็นฮอตในโซเชียลมีเดียรอบสัปดาห์ – ชูวิทย์ บุกบ่อนกลางถนนเพชรบุรี และความงามที่อาจแลกด้วยชีวิต!!

7 กรกฎาคม 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชียลมีเดียในรอบสัปดาห์ 1-7 กรกฎาคม 2555

สัปดาห์นี้ มีอาการ “ฟิน” หนักของเหล่าเซเลบคนดังและชาวประชาสังคมออนไลน์มาให้ชมกัน ต้อนรับการกลับมาของไอศครีมเคลือบช็อคโกแลตอย่าง Magnum จนกลายเป็นแฟชั่นการกินสุดฮิต ที่เหล่าเซเลบดาราต่างพากันอวดการกิน Magnum ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม กันชนิดที่หากใครยังไม่ได้ลิ้มรส ก็เรียกว่าเชยเลยทีเดียว


มาที่ เรื่องแรก ที่ทำเอาถนนเพชรบุรีร้อนเป็นไฟกันเลยทีเดียว เมื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย พาพรรคพวกประมาณ 30 คนและสื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบบ่อนการพนันภายในซอยเพชรบุรี 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อเดินถึงซอยแยกย่อยจุดที่นายชูวิทย์ระบุว่ามีบ่อนการพนัน ปรากฏว่ามีประชาชนในซอยพากันออกมากั้นไม่ให้นายชูวิทย์และสื่อมวลชนเข้าไป จนเกิดการปะทะกันขึ้นโดยมีการผลักกันไปมา และขว้างน้ำแข็งใส่กลุ่มของนายชูวิทย์กันจ้าละหวั่น แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บใดๆ

ส่วนทางด้านกลุ่มของนายชูวิทย์ก็ไม่ยอมออกไป โดยเอาเก้าอี้มานั่งอยู่ปากทางเข้า และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและระบุกับนายชูวิทย์ว่า จากการตรวจสอบไม่พบการเปิดบ่อนหรือลักลอบเล่นการพนันแต่อย่างใด ซึ่งจะไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเรื่องดังกล่าว พร้อมพยายามระงับเหตุให้นายชูวิทย์ออกจากพื้นที่ สถานการณ์จึงคลี่คลายลง

จากนั้นนายชูวิทย์ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าภายในซอยดังกล่าวมีบ่อนชื่อ “เจ๊เพียะ” เปิดให้คนเข้ามาเล่นทั้งที่บ่อนแห่งอื่นในกรุงเทพมหานครถูกปิดหมดแล้ว แต่บ่อนที่นี่ยังเปิดอยู่ จึงเดินทางมาตรวจสอบว่ามีจริงหรือไม่ และบ่อนนี้เปิดอยู่ได้อย่างไร ซึ่งก่อนมาได้แจ้งให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ทราบแล้ว ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์บอกว่าจะตามมา ซึ่งก็ส่งตำรวจมาแต่ก็ช้า หรือเพราะตำรวจมีส่วนรู้เห็นกันแน่ โดยตนมาที่นี่ก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไร และไม่กลัวด้วยซ้ำ ทั้งที่รู้ว่ามาที่นี่แล้วอันตราย และจะมาทุกวันเพราะอยากรู้ว่าที่นี่มีอิทธิพลแค่ไหน ทำไมถึงเป็นดับเบิ้ลสแตนดาร์ดสองมาตรฐานที่นี่ถึงไม่ถูกปิด

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ขณะพาพรรคพวกบุกดูบ่อนที่ซอยเพชรบุรี 5 ที่มาภาพ : httpm.toonne.comnews.phpidpage=4007

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ขณะพาพรรคพวกบุกดูบ่อนที่ซอยเพชรบุรี 5 ที่มาภาพ: httpm.toonne.comnews.phpidpage=4007

โดยประชาชนที่อยู่บริเวณรอบบ่อนแห่งนี้แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง บางคนถึงประกาศว่าหากนายชูวิทย์เข้ามาก็จะกดดันด้วยวิธีนี้อีก ขณะเดียวกัน ทาง พล.ต.ต.พชรเองก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะนำกำลังเข้าไปตรวจสอบบ่อนหรือเข้าจับกุมบ่อนกิ่งเพชรแห่งนี้ และไม่ขอชี้แจงใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้ง พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ รับผิดชอบด้านงานอบายมุข ได้ปฎิเสธที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ โดยอ้างว่าบริเวณพื้นที่บ่อนดังกล่าวไม่ได้รับผิดชอบอยู่ในสายงาน ให้ประสานไปยังรอง ผบช.น.ที่รับผิดชอบโดยตรงจะชี้แจงได้ดีกว่า รวมถึงได้ติดต่อ พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ซึ่งก็ได้ปฎิเสธชี้แจงในเรื่องนี้โดยอ้างว่าให้ติดต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในซอยดังกล่าว นายชูวิทย์ทำการบันทึกวิดีโอไว้ตลอด และได้มีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ยูทูบส่วนตัวที่ชื่อ KamolDavis หัวเรื่อง “ชูวิทย์บุกเดี่ยวบ่อนกิ่งเพชร ” มีความยาวทั้งสิ้น 8.11 นาที

หลังจากเกิดเหตุการณ์ 1 วัน นายชูวิทย์ได้นำคลิปมาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน พร้อมเปิดเผยว่า บ่อนดังกล่าวเปิดให้บริการมานานแล้ว โดยมีคนรับประกันว่าสามารถเปิดได้ เนื่องจากน้องชายเจ้าของบ่อนได้แต่งงานกับผู้ที่มีอักษรย่อชื่อ ย. มีสระ เอ นำหน้า นามสกุล ช. และ ว. และเป็นพี่สาวของผู้ที่มีอักษรย่อ ป. ซึ่งเป็นเครือญาติกับคนที่อยู่ดูไบ จึงไม่มีใครกล้าปิดบ่อน ตนจึงอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลองไปถามคนในครอบครัวว่ารู้จักบ่อนนี้หรือไม่

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิเสธว่าไม่มีบ่อน นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนคิดแล้วว่าต้องตอบแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาตำรวจไม่เคยหาบ่อนเจอ เนื่องจากเป็นรายได้หลักของตำรวจ จึงอยากฝากถามไปยัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่เคยระบุว่าเมื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่งจะไม่ให้มีบ่อนการพนันในประเทศ พร้อมขอท้าให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่มาตรวจสอบบ่อนแห่งนี้

โดยเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้คนในสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นชื่นชม และให้กำลังใจการทำงานของนายชูวิทย์ในฐานะที่เป็น ส.ส. กันอย่างมาก อีกทั้งยังแสดงความห่วงใยความปลอดภัยกับชีวิตนายชูวิทย์เอง รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงที่เกิดเหตุล่าช้า และยังบ่ายเบี่ยงที่จะเข้าจับกุมหรือตรวจสอบอย่างจริงจังเกี่ยวกับบ่อนพนันดังกล่าว ซึ่งมีหลายคนระบุข้อมูลอ้างว่า ที่ซอยกิ่งเพชรนั้นมีบ่อนการพนันเปิดมาเป็น 10 ปี แล้วแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงกลัวอิทธิพลจากผู้กว้างขวางเลยไม่ยอมดำเนินการขั้นเด็ดขาด

“ไม่ผิดหวังเลยที่เลือกท่านชูวิทย์ เป็นกำลังใจให้คุณ ชูวิทย์ นะครับ”

“หากการทำหน้าที่ของนายกฯ ปู มีใจกล้าแค่ 50% ของคุณชูวิทย์ก็คงดีกว่านี้นะ”

“คนดีอยู่ยาก ตำรวจดีๆ ก็ไม่กล้าทำอะไร กล้าทำก็ถูกย้ายหมด เลือกให้ชูวิทย์เป็นนายกฯ เลย เอาให้สำนักงานตำรวจออกไปจากอุ้มมือนักการเมือง ที่มานักการเมืองส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีดำสีเทาทั้งนั้นแหละ ไม่งั้นไม่กล้าจ่ายเงินซื้อเสียงกันหรอก”

“ถ้าเป็นญาติกับนายกฯ จริง อย่างนี้ก็เท่ากับใช้ตำแหน่งหน้าที่มิชอบในการบริหารประเทศสิ มิน่าตำรวจถึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะอย่างนี้นี้เอง”

“คุณชูวิทย์กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่คนทำถูกต้องจะกลายเป็นไม่ถูกใจ ศัตรูของชูวิทย์คือพวกสารเลวทั้งหลาย เป็นห่วงชูวิทย์เพราะกลุ่มชั่วร้ายที่มีมากมายในบ้านเมืองนี้ ชูวิทย์ต้องระวังตัวดูแลตนเอง อย่าประมาท มิฉะนั้นจะกลายเป็น เสธ.แดง ตายฟรีครับ ทั้งที่มีลูกน้อง มีบารมี มีสีทหาร มีอาวุธก็ไม่พ้นความตาย”

“คราวก่อนชูวิทย์แฉบ่อนเดียว วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี โดนปลดทันที คราวนี้ชูวิทย์แฉมาบ่อนที่ 6 แล้วในยุคของเพรียวพันธ์ ทำไมเฉลิมยังไม่ดำเนินการใดๆ ใช้หลายมาตราฐานจัง ส่วน ผบช.น. ก็เก่งมาก ไม่ไปตรวจแต่สามารถตอบได้เลยว่าไม่มีบ่อน ทำอะไรก็นึกถึงจิตใจชาวบ้านเขาบ้าง เขาไม่ได้กินหญ้านะครับ”

เรื่องที่สอง เกิดเป็นเรื่องเศร้าสลดและเป็นที่วิพากษ์ของสังคมลามไปถึงสถาบันการศึกษา เมื่อ น.ส.เบญญาภา เสนาจันทร์ หรือน้องเชอร์รี่ อายุ 22 ปี ว่าที่บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กำลังจะรับพระราชทานปริญญาบัตรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้ผูกคอตัวเองเสียชีวิตที่บ้านพักย่านลาดพร้าว ซึ่งสาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เป็นที่กล่าวขานกันในวงโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ก็เพราะมีการสันนิษฐานว่า น้องเชอร์รี่เกิดความเครียดจากการที่ไปทำศัลยกรรมมาแล้วไม่สวยตามที่ต้องการ

แต่ทั้งนี้ ล่าสุด พี่สาวของผู้ตายยืนยันว่าน้องสาวไม่ได้ทำศัลยกรรมตามที่เป็นข่าว และจะไม่แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวไม่พร้อมและไม่ไว้ใจสื่อมวลชน เพราะเสนอข่าวเบี่ยงเบนความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา

กรณีที่ว่านี้ บรรดารุ่นน้องที่อ้างว่ารู้จักกับผู้เสียชีวิตได้ออกมาช่วยกันแก้ข่าวว่า รุ่นพี่ของตนเครียดเรื่องอื่นมานานแล้ว สาเหตุการฆ่าตัวตายไม่ได้มาจากทำศัลยกรรมอย่างที่เป็นข่าว ผู้ตายเพียงแต่ไปผ่าตัดฝีในปากเท่านั้น และเกิดความไม่พอใจที่ถูกชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงไปถึงตัวสถาบัน

ที่มาภาพ: httpnews.hatyaiok.comp=142865

ที่มาภาพ: httpnews.hatyaiok.comp=142865

โดยรายหนึ่งกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เคยมาศึกษาไหมเขาเป็นคนยังไง หรือถามพ่อแม่เขารึยังว่าเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ ถ้าคนอยู่ในภาวะจิตตก ต่อให้คนรอบตัว เช่น รุ่นน้อง ไม่รู้ แต่อย่างน้อยคนในครอบครัวเขาก็ต้องรู้ นี่ไปเขียนให้ลูกเขาเสียครอบครัวเขาดูแย่ไปแล้ว อย่าวิจารณ์ว่าการศึกษาไม่ช่วยอะไร ขอร้องละ ความอดทน ภาวะการทนต่อแรงกดดันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

“มันไม่เกี่ยวกับสถาบันก็จริงอยู่ แต่การกระทำแบบนี้มันก็ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น นักข่าวก็เขียนข่าวไปต่างๆ นานา เรียนจบถึงขนาดนี้ไม่มีหัวสมองคิด ทุกปัญหามีทางออก ไม่ว่าจะจบ ป.4 หรือจบจากที่ไหน มีชื่อเสียงขนาดไหน การเรียนดีขนาดไหน ถ้ากระทำแบบนี้ เราว่าคนที่สู้ชีวิตที่มีการศึกษาน้อยกว่าคนยังมีคุณค่ามากกว่าคุณที่ฆ่าตัวตายเสียอีก”

“คนเราไม่ถึงจุดวิกฤต แย่ที่สุดในชีวิต ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าคนที่เขาฆ่าตัวตาย หรือว่าต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้นเป็นยังไง เขาเป็นคนที่น่าเห็นใจและเข้าใจจากคนรอบข้างมากที่สุด แล้วนี่เขาก็เสียไปแล้ว ทำไมยังต้องมาว่านั้นว่านี้ให้มันยืดยาว คนเราไม่เจอกับตัว ไม่เข้าใจไม่มีทางรู้หรอก ยิ่งไปตอกย้ำ สร้างความเศร้าโศกให้ครอบครัวและคนที่รักเขาทำไม ทั้งๆ ที่ตัวคุณเป็นใครในชีวิตพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ”

“ดูจากโปรไฟล์คร่าวๆ แล้วน่าจะมีปัญหาเรื่อง “ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” ในการดำเนินชีวิตครับ ที่ไม่น่าเชื่อคือ หลายๆ คนมีพ่อแม่ มีครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา ใช้ชีวิตแบบที่ว่าทุกอย่างต้องเป๊ะ ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบตามที่คาดหวัง บางคนเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยลำบาก พอมีอะไรผิดไปจากที่ตั้งใจไว้มากๆ ก็ทำใจไม่ได้”

“คนเป็นเพื่อนรู้สึกยังไง สะใจรึยัง ผลออกมาแบบนี้ จะพูดจะอะไรหัดคิดถึงหัวอกคนที่รับฟังซะบ้าง ส่วนคนตายคงเหลือไว้เป็นอุทาหรณ์แด่คนรุ่นหลัง จะคิด จะทำอะไร หัดตรอง หัดคิดให้รอบด้าน ไม่ว่าจะศัลยกรรมหรือการคิดสั้น เรียนมาสูงๆ เรียนมาเก่งๆ น่าจะมีความคิดเรื่องแบบนี้ได้ สงสารคนเป็นพ่อเป็นแม่ครับ หัวใจสลาย ตายทั้งเป็น ขอให้คนตายไปสู่สุขคติครับ”

“มันก็มีหลายความคิดหลายจิตใจทั้งนั้นล่ะครับ ออกมาจากสมองของคนพิมพ์ จะดีหรือไม่ดี สร้างสรรค์หรือไม่ คงต้องทนอ่านกันไป เพราะระบบมันไม่ได้กรองคำพวกนี้ เราคิดว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย ยอมรับระบบเลือกตั้งแบบนี้ ดังนั้นความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับการเสนอข่าวมันต้องมีหลากหลายมาก แถมพิมพ์ได้สะดวกมืออีก สุดท้าย ขึ้นกับวิจารญาณของคนอ่านว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถือซะว่าเป็นการฝึกอีคิวไปในตัวครับ มองแง่ดีเพื่อปรับปรุงตนเองและแนะนำคนรู้จัก ทุกคนมีผลสรุปในใจตัวเองอยู่แล้ว เปลี่ยนค่อนข้างยาก”

“ตอนนี้สงสารครอบครัวเค้า ต้องมารับรู้กับสิ่งที่พวกคุณตอกย้ำ ซ้ำเติม ถ้าคนที่ไม่มีความรู้ฆ่าตัวตาย คุณจะด่าว่าเค้ายังไง จิตใจคนสูงต่ำ ใช่ว่ามีเิงิน มีการศึกษา อารมณ์ความรู้สึกคิดผิดคิดถูกมีกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะมีสติก่อน ถ้าน้องมีสติ ฉุกคิดได้ น้องเค้าคงเลือกจะไม่ทำร้ายตัวเองหรอกค่ะ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเพื่อนด้วยค่ะ”

เรื่องที่สาม ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ของคนอยากสวย นอกจากการศัลยกรรมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว การกินหรือฉีดสารบางอย่างก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้อยากสวยแต่กลัวเจ็บมาก “กลูต้าไธโอน” ยาที่รู้จักกันดีว่าสามารถทำให้ผิวพรรณที่ขาวเนียนกระจ่างใสได้ แต่ทั้งนี้ก็เป็นยาที่ควรใช้ในการควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหามาฉีดหรือรับประทานเอง

เมื่อคืนวันอังคารที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางรายการคาหนังคาเขา สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี ได้นำเสนอคลิปการล่อซื้อกลูต้าไธโอน ซึ่งทีมงานไปแอบถ่ายมาได้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า กลูต้าไธโอนทั้งแบบฉีดและแบบกินจะหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายเครื่องสำอาง ร้านทำผม ร้านนวด โดยแต่ละร้านต่างบอกสรรพคุณเสร็จสรรพ ว่ากินเข้าไปแล้วจะช่วยให้ผิวขาวขึ้น และไม่มีอันตรายใดๆ เพราะสามารถขับออกทางร่างกายได้ แถมมีทั้งขายปลีกขายส่ง มีรับฉีดให้ด้วย ในราคาขวดละไม่กี่สิบบาท และที่ขวดก็ไม่มีฉลากอะไรกำกับรับรองความปลอดภัยไว้เลย

โดยในรายการ มีผู้เสียหายรายมาร่วมพูดคุยด้วย คือ คุณป๋อม หรือปวีณา เปี่ยมไชย เป็นผู้ช่วยพยาบาล ที่ถ่ายรูปตัวเองโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก เพื่อเตือนสาว ๆ ไม่ให้ทานกลูต้าไธโอน เพราะเธอเคยซื้อกลูต้าไธโอนมาทาน แต่หลังจากทานไปเพียง 2-3 ชั่วโมง เธอก็รู้สึกเวียนหัวเหมือนห้องหมุน แต่ไม่ได้ไปโรงพยาบาลเพราะคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก จนกระทั่งตอนเย็นของอีกวัน คุณป๋อมตัดสินใจไปหาหมอเพราะมีอาการปากเบี้ยว พูดไม่ได้ และมีอาการประสาทหลอน แพทย์ตรวจพบว่า เส้นเลือดของเธอตีบลง เพราะยาไปทำให้ภายในบวม จึงต้องให้น้ำเกลือโดยเร่งด่วน เพราะหากช้าอาจจะถึงแก่ชีวิต

อีกทั้งคุณป๋อมยังบอกว่า ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เธอรู้สึกเลยว่าลมหายใจของเธอแผ่วเบามาก ชีพจรต่ำ ความดันต่ำ เหมือนกับตัวเองกำลังจะตายแล้ว แต่โชคดีที่เธอเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที จึงเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ถึงกระนั้น การทานกลูต้าไธโอนในวันนั้นก็ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงวันนี้ เพราะปัจจุบัน คุณป๋อมมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่ายมาก และสุขภาพไม่แข็งแรง

ภาพในรายการคาหนังคาเขา ที่คุณป๋อมนำมาให้ชม ตอนที่มีอาการปากเบี้ยว ที่มาภาพ: httpwomen.kapook.comview43488.html

ภาพในรายการคาหนังคาเขา ที่คุณป๋อมนำมาให้ชม ตอนที่มีอาการปากเบี้ยว ที่มาภาพ: httpwomen.kapook.comview43488.html

จึงเป็นเรื่องสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง ที่สาวๆ ให้ความสนใจกันมาก เพราะเชื่อว่าในปัจจุบันยังมีสาวๆ อีกหลายคนที่พึ่งพาการเร่งความสวยด้วยยา และวิธีเช่นนี้ ทำให้กรณีของคุณป๋อมเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อเตือนภัยสาวๆ ที่อาจจะมองว่าการทานกลูต้าไธโอนเพื่อช่วยทำให้ผิวขาวเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่จริงๆ แล้วทางการแพทย์ก็ไม่ได้รับรองเรื่องนี้ ทำให้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตคุณได้เลยทีเดียว

“ได้ดูเหมือนกัน แต่น้องคนนี้โชคดีที่หายแล้ว และก็นำเรื่องราวผลของการบริโภคสินค้าไม่ผ่าน อย. มาเผยแพร่ ทำให้สาวๆ และไม่สาวอีกหลายคนได้ตระหนักและระวังในการซื้อสินค้าพวกนี้ ถ้าเจอแบบนี้แล้วเก็บเงียบ อีกหลายคนอาจมีอันตรายถึงชีวิต”

“จริงๆ แล้วการที่ทานกลูต้าแล้วทำให้ขาวมันเป็นผลข้างเคียงนะคะ ไม่ใช่ผลโดยตรง โดยกลูต้าที่ใช้ในทางการแพทย์ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาติดต่อกันนานๆ โดยการทานกลูต้า (ในปริมาณที่แพทย์จัดให้) จะไปช่วยดีท็อกซ์ตับเพื่อขับล้างสารพิษที่ตกค้างค่ะ ผลค้างเคียงคืออาจจะทำให้เม็ดสีผิว “เมลานิน” จางลง แน่นอนค่ะว่า อะไรที่เป็น “ผลข้างเคียง” ย่อมไม่ดีแน่ เราเคยกินกลูต้าเหมือนกันนะคะ ประมาณเดือนนึง แต่ตอนนี้เลิกกินไปแล้วค่ะ ผิวก็ยังเป็นสีปกติอยู่นะคะ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยกินอย่าลองเลยค่ะ น่ากลัว ด้วยความหวังดีจากคนเคยใช้กลูต้าค่ะ”

“เราก็อยากขาวเหมือนกัน ซื้อครีมมาขัดผิวทุกวัน อยู่ต่างประเทศผิวแบบนี้ฝรั่งเขาชอบนะ บอกว่าสวยดี ผิวผู้หญิงไทยสวยอยู่แล้วตามธรรมชาติ ผิวสีน้ำผึ้ง ไม่ต้อง ไปทำอะไรหรอก แค่สะอาดและสดใส เกลี้ยงเกลา ก็โอเคแล้ว”

“ขาวไม่ขาวไม่เกี่ยว ใครไม่รักไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร คนจะสวยที่จิตใจใช่ใบหน้า รูปกายภายนอกแค่นี้ก็ ดีพอแล้วคร้า ที่แน่ๆ ถ้ามีใครมาว่าคุณว่าดำ ก็เพียงบอกเค้าไปว่า ดำแล้ว หนักส่วนไหน ของคุณ ไม่ทราบ!!!!! คนผิวสีแทนดูดีมีตั้งเยอะ อันที่จริงสวยกว่าด้วยซ้ำไป!!! อย่าได้แคร์ค่ะ ขอบอก”

“การทำศัลยกรรม หรือนำพาสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกายนั้น แรกๆ อาจจะดูดี แต่อย่าลืมว่าเมื่อนานวันเข้ามันกลายเป็นสิ่งอันตราต่อร่างกายในไม่ช้า (เมื่อเรามีอายุมากขื้นมัีนก็คือสิ่งแปลกปลอม) แล้วโรคแปลกๆ ก็จะเกินกับคุณ และรักษาได้ยากเสียด้วย”

“ไม่ต้องไปทำอะไรกับร่างกายเลยดีกว่า สิ่งที่พระเจ้าประทานมานั้นถือว่าดีที่สุดแล้ว มนุษย์เราเองที่ทำร้ายตัวเอง เอาสารเคมีเข้าร่างกายเยอะแยะ ออกกำลังกาย อาบน้ำสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พอแล้ว”

เรื่องที่สี่ กลายเป็นคลิปร้อนขึ้นมาทันที หลังรายการตีสิบนำเสนอวีดิโองานแต่งงานของคู่รักที่ได้สร้างสถานการณ์ขึ้นมาแกล้งฝ่ายชาย หวังจะพิสูจน์ความรักของเขาที่มีต่อว่าที่เจ้าสาว โดยงานนี้ คุณโอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ซึ่งเป็นพี่ชายของเจ้าบ่าว และเป็นถึงผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง เป็นผู้จัดการและสร้างสถานการณ์ขึ้นเองทั้งหมด แต่หลังจากนำเสนอคนดูกลับไม่ชอบใจที่รายการตีสิบล้อเล่นกับความรู้สึกเช่นนี้ รายการตีสิบถูกคนดูวิจารณ์หลังรายการจบลงไม่นาน เนื่องจากรู้สึกไม่พอใจที่ทางรายการล้อเล่นกับความรู้สึกและไม่ควรนำออกมาเสนอ

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่ทางครอบครัวของคุณโอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ได้เตรียมงานกับเพื่อนๆ และคุณนิค นลินพรรณ ศรีคำเลิศ เจ้าสาวของคุณอ๊อบ ภูมิพงศ์ วงศ์ภูมิ นานนับเดือน รวมทั้งพ่อแม่ของคุณอ๊อบก็ขอร่วมสนุกด้วย นอกจากนี้ คุณโอ๋ยังเช่าโรงพยาบาลไว้เป็นสถานที่ถ่ายทำ พร้อมกับลงทุนซื้อกล้องปากกามาซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ทั้งในรถ ตรงบันไดเลื่อนที่โรงพยาบาล และห้องต่างๆ เพื่อจะเก็บภาพให้ได้ครบทุกมุม

ภาพตอนหนึ่งในคลิปดังกล่าว ขณะที่คุณอ๊อบได้รับแจ้งว่าคุณนิคประสบอุบัติเหตุ ที่มาภาพ: httpwww.ballsure.comBoardviewtopic.phpf=31&t=263

ภาพตอนหนึ่งในคลิปดังกล่าว ขณะที่คุณอ๊อบได้รับแจ้งว่าคุณนิคประสบอุบัติเหตุ ที่มาภาพ: httpwww.ballsure.comBoardviewtopic.phpf=31&t=263

แผนการมีอยู่ว่า คุณโอ๋จะแกล้งชวนคุณอ๊อบขับรถไปดูสถานที่ถ่ายทำพรีเวดดิ้ง แต่ระหว่างทางจะให้นางพยาบาลโทรมาบอกว่า “นิค” ว่าที่เจ้าสาว ประสบอุบัติเหตุรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อดูว่าคุณอ๊อบจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ซึ่งเมื่อคุณอ๊อบทราบข่าวก็ตกใจมาก อีกทั้งยังมีเสียงที่อ้างว่าเป็นตำรวจโทรมาร่วมวงแกล้งคุณอ๊อบด้วยอีก ทำให้คุณอ๊อบเชื่อสนิทใจ ถึงขนาดน้ำตาลูกผู้ชายร่วงอย่างไม่มีอายเลยทีเดียว

แต่เมื่อคุณอ๊อบเปิดประตูเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย เพื่อที่จะเข้าไปดูอาการว่าที่เจ้าสาว ที่ตนคิดจินตนาการไปต่างๆ นานาว่าอาการโคม่าแน่นอน ภาพที่ได้เห็นกลับเป็นคุณนิคและเพื่อนๆ ในชุดนางพยาบาล เต้นเพลง Nobody ของวง Wonder Girl เพื่อเซอร์ไพรส์คุณอ๊อบ ก่อนที่จะได้รู้ว่านี่คือการอำกันนั่นเอง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง และฝ่ายเจ้าสาวก็ได้รู้ว่า ว่าที่เจ้าบ่าวรักเธอมากแค่ไหน

ทั้งนี้ คุณอ๊อบ คุณนิค พร้อมด้วย คุณโอ๋ พี่ชายผู้วางแผนการทั้งหมด ก็ได้มาพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการตีสิบด้วย โดยคุณอ๊อบบอกว่า ตอนที่รู้ความจริงว่าเจ้าสาวไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ เขารู้สึกชาไปหมด แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งราวกับตื่นจากฝันร้ายที่คุณนิคไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่เขาคิด และไม่ได้รู้สึกโกรธเลย เพราะความรู้สึกดีใจมันมากลบไปหมด

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการอำเกี่ยวกับความรักในครั้งนี้ ชาวไซเบอร์ต่างตั้งกระทู้พูดคุยกันอย่างมากมาย ว่าการพิสูจน์รักด้วยการแกล้งอำกันเช่นนี้รุนแรงเกินไปหรือไม่ และหากเป็นตัวเองจะรับได้หรือเปล่า หรืออาจถึงขั้นโกรธกันจนมีปากเสียงกันเลยหรือไม่ อีกทั้งส่วนหนึ่งก็มองว่า รายการตีสิบไม่ควรนำเรื่องราวของคนอื่นที่ถูกแกล้งเหมือนกับเป็นตัวตลกมาออกอากาศต่อสาธารณะเพื่อสร้างกระแสให้รายการ เพราะคนที่โดนกับตัวเองก็คงขำไม่ออกเช่นกัน หรือเป็นเพราะรายการไม่มีอะไรจะนำเสนอแล้วจริงๆ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ไว้ให้ผู้นำเสนอรายการในปัจจุบัน ได้ตระหนักถึงการนำเสนอรายการให้มากขึ้น เพราะสังคมปัจจุบันมีเสรีทางความคิดมาก การนำเสนอสิ่งใดที่เป็นสาธารณะก็ควรคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมา ก็มีหลายรายการที่ตกเป็นประเด็นให้สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กได้โจมตีมาหลายรายการแล้ว ซึ่งก็ได้รับผลจากอิทธิพลของโซเชียลเน็ตเวิร์กจริงๆ

“จริงๆ มันก็เรื่องส่วนตัวของเขา อย่าไปว่าอะไรเขาเลย คงผิดที่คนที่เอามานำเสนอให้คนอื่นดูมากกว่า ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้นะครับ”

“ไม่ทำค่ะ ตัวอย่างไม่ดี ล้อเล่นกับความรู้สึกคน ถ้าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นจะทำไง ไม่ผ่าน ไม่เป็นศิลปะเลย”

“เรื่องแบบนี้ใครเขาเอามาอำกัน ถ้าคนที่โดนอำเขาเป็นโรคหัวใจแล้วเขาช็อคตายขึ้นมาจะทำยังไง คิดอะไรกัน ไม่รู้จักกาละเทศะ มันใช่เรื่องเอามาล้อเล่นกันซะที่ไหน ถ้าเขาอำว่าแฟนคุณตายล่ะ คุณจะรู้สึกยังไง”

“คนสมัยนี้เสพสื่อได้ทุกทาง แต่ไม่เคยเอามาคิดวิเคราะห์ อ่านออกแต่ตีความหมายของสื่อไม่แตกเลย”

“ผู้หญิงน่ะได้พบรักแท้ รักจริง ผู้ชายน่ะสูญเสียความมั่นใจ ความศรัทธาในหญิง ทำให้เกิดปมร้าวเล็กๆ ในจิตใจได้เหมือนกัน วิธีแก้คือ การให้อภัย และสัญญาว่าจะไม่ทำล้อเล่นแบบนี้อีก เหมือนคลิปชาวต่างชาติ แฟนเข้าไปซ่อนใส่หน้ากากอำหญิง หญิงวิ่งหนีออกมารถชนตายไปเลย คงดีนะ อำสำเร็จ”

“ยังจะมีหน้ามาหัวเราะขำแถมเต้นได้อีก สนุกจริงนะ ล้อเล่นกับความรู้สึกคนเนี่ย มันทำให้รู้ว่าไม่มีความไว้ใจและไม่มั่นใจฝ่ายชาย โชคดีนะที่คุณมีเจ้าบ่าวที่ดีไม่โกรธที่ล้อเล่นกับความรู้สึกเค้า ถ้าเป็นคนอื่นมีเลิก ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาจะเป็นไง ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างนะคุณเจ้าสาว คุณผู้กำกับ แม้แต่ตีสิบที่นำเสนอก็เถอะ”

เรื่องที่ห้า เรื่องของความคิด ความรู้สึก และสิทธิมนุษยชน ยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่เสมอ ล่าสุด เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนอายุ 14 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เกิดอาการเครียด กินยาพาราเซตามอลประมาณ 20 เม็ด เพื่อจะฆ่าตัวตาย โชคดีนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา

สาเหตุเกิดขึ้นเนื่องจากเด็กมีอาการเครียดที่ถูกครูตบหน้า และขู่ประจานว่าเป็นตุ๊ด เป็นกะเทย ผิดเพศ โดยญาติเล่าว่า เด็กชายเก่งบอกว่าเกิดอาการเครียดที่ครูใหญ่และคุณครูประจำชั้นเรียกไปตำหนิ โดยบอกว่าให้เปลี่ยนบุคลิกใหม่ ไม่อยากให้เป็นกระเทย อีกทั้งถูกคุณครูพูดจาข่มขู่ว่าหากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมจะจับถอดเสื้อผ้าประจานหน้าเสาธง จึงเกิดความเครียด ไม่ไปโรงเรียน และตัดสินใจกินยาเพื่อหวังจะฆ่าตัวตาย

งานนี้สร้างความรู้สึกเสียใจต่อนางพรทิพา สุพัฒนุกูล อายุ 40 ปี พิธีกรสถานีวิทยุโทรทัศน์เสียงประชาชน 13 สยามไท ผู้ปกครองของเด็กเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการกระทำของคุณครู ที่กระทำกับเด็กรุนแรงจนเกินไป ล่าสุดได้เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ประจำชั้นของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.สามพราน จ.นครปฐม รวม 3 คน ที่ประจานน้องเจินเจิน (นามสมมติ) ลูกชาย อายุ 14 ปี จนคิดสั้นกินยาพาราเซตามอลฆ่าตัวตาย แต่แพทย์โรงพยาบาลวิชัยเวช อ.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ทำการล้างท้องช่วยชีวิตไว้ได้

ทั้งนี้ น้องเจินเจินมีลักษณะตุ้งติ้งเหมือนผู้หญิงตั้งแต่ยังเด็ก ชอบเอากระโปรงของตนมาใส่ ซึ่งตนก็ไม่เคยว่าอะไร กระทั่งเขาโตขึ้นก็ยังตุ้งติ้ง แต่ไม่กี่วันก่อน ลูกโทรมาบอกว่าจะย้ายโรงเรียนและไม่อยากไปเรียนแล้ว เพราะถูกครูประจำชั้นซึ่งเป็นผู้หญิงด่าและประจานหน้าห้องว่าเป็นกะเทย หลังจับได้ว่าลูกแอบนำเสื้อซับในผู้หญิงไปใส่ นอกจากนี้ยังถูกครูผู้หญิงอีกคนที่เคยเป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ ป.6 ตามมาด่าว่าอีก

อย่างไรก็ตาม หลังทราบข่าวว่าลูกกินยาฆ่าตัวตาย ครูใหญ่และครูประจำชั้นก็ไม่เคยมาเยี่ยม ไม่โทรศัพท์มาถามอาการ ทั้งนี้จะเอาเรื่องครูให้ถึงที่สุด เพราะไม่อยากให้เขาไปทำกับลูกคนอื่นได้อีก

“ดิฉันเลี้ยงดูลูกมาไม่เคยตี ไม่เคยตบหน้าลูก หรือด่าว่าลูก ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร ขอให้เขาเป็นคนดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

“สมัยเรียนเราก็เคยโดยล้อ โดนแกล้ง สารพัด แต่ก็อดทนจนยืนหยัดมาได้ พ่อแม่ต้องเป็นกำลังใจให้ลูก คอยชี้นำไม่ให้หลงผิด หรือเดินทางผิด อีกอย่างคนที่เคยล้อในอดีตกลับกลายมีลูกฝาแฝดเป็นตุ๊ดทั้งคู่ แล้วก็คงจะเจ็บปวดเหมือนอย่างที่ตัวเองเคยทำในอดีต”

“อย่าฟังความข้างเดียวนะ ครูสนิทกับนักเรียนเลยพูดล้อเล่นหรือเปล่า นี่ก็ฟังมาจากปากผู้เสียหาย ยังไม่ได้ฟังจากปากผู้ที่ถูกกล่าวหา แล้วสรุปเอาเอง รอให้ข้อมูลมันครบๆ ก่อน”

“ขู่เด็กว่าจะจับแก้ผ้าประจานหน้าเสาธงนี่เลวร้ายมากเลยนะ เด็กคงหลอนไปเลย เหมือนตัวเองอยู่ในกำมือผู้ใหญ่ สู้ไม่ได้ถ้าครูจะทำจริงๆ”

“กระทรวงศึกษาฯ ควรอบรมจริยธรรมครูให้มาก เชื่อว่ามีอีกหลายกรณีเลย ที่ครูทำพฤติกรรมเลวร้ายกับเด็กขนาดนี้”

เครือข่ายสังคม