กางข้อมูลสปสช.โต้สปสช. – เปิดสถิติผู้เสียชีวิตล้างไตทางช่องท้องสูง 40% แต่สปสช.ยังยันเป็นวิธีที่ดีที่สุด

6 มีนาคม 2012

ข่าวแจกจาก สปสช. – แพทย์โรคไต ม.ขอนแก่น ชี้ล้างไตช่องท้องเพิ่มคุณภาพชีวิต แม้ติดเชื้อแต่รักษาได้ แจง ฮ่องกง สิงคโปร์ ล้วนส่งเสริมล้างไตช่องท้อง

วันที่ 6 มีนาคม 2555 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกข่าวแจกเรื่องการล้างไตทางช่องท้องอีกครั้ง หลังจากที่มีข่าวแจกเรื่องนี้ไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 และมีความเห็นแพทย์แย้งต่อกรณีดังกล่าว (อ่านเพิ่มเติม เลขาสปสช.รณรงค์ล้างไตทางช่องท้อง อ้างงานวิจัย ตปท. ติดเชื้อต่ำ – พญ.ประชุมพร ประธาน สพศท. โต้ให้ข้อมูลไม่ครบ เสี่ยงสูง)

ข่าวแจก – รศ.นพ.ทวี ศิริวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคไต ศูนย์บริการโรคไต โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า คาดว่าทั่วประเทศจะมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องบำบัดทดแทนไตประมาณ 11,000 ราย และมีแนวโน้มว่าภายใน 5 ปี จะมีผู้ป่วยประมาณ 25,000 ราย จากสถานการณที่เป็นอยู่นี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขยายเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยโรคไตจากโรงพยาบาลประจำจังหวัด ไปสู่โรงพยาบาลประจำอำเภอ เนื่องจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต่างก็มีผู้ป่วยล้นมือ และได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว

ดังนั้น จึงต้องมีการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลประจำอำเภอทั่วประเทศอีกประมาณ 300 แห่ง เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และโรงพยาบาลประจำจังหวัดจะต้องปรับบทบาทมาเป็นแม่ข่ายดูแลให้โรงพยาบาลอื่นๆ ในจังหวัดของตนเอง

รศ.นพ.ทวีกล่าวว่า การบำบัดทดแทนไตแบบการล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าวิธีการฟอกเลือด เพราะตัวผู้ป่วยเอง ไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อฟอกเลือด 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องอยู่กับเครื่องฟอกเลือดประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อครั้ง หลังจากฟอกเลือดแล้วร่างกายก็จะอ่อนแอ จำเป็นต้องมีญาติผู้ป่วยมาช่วยดูแล

โดยก่อนที่จะให้ผู้ป่วยล้างไตฯ ด้วยตนเองนั้น ทางโรงพยาบาลจะสอนวิธีการที่ถูกต้องในการล้างไต การดูแลรักษาความสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่หากมีปัญหา ผู้ป่วยสามารถติดต่อกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลรักษาได้ตลอดเวลา

รศ.นพ.ทวีกล่าวว่า ประเทศที่มีการแนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง เช่น ฮ่องกง เม็กซิโก สิงคโปร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่มีฐานะดีกว่าประเทศไทย เพราะการล้างไตด้วยวิธีดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้ และหากมีการติดเชื้อก็สามารถรักษาได้ง่ายกว่าการติดเชื้อทางกระแสเลือด แต่ที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่อยากทำเป็นเพราไม่ต้องการฟอกไตเอง แต่ต้องการให้มีผู้อื่นมาทำให้

รศ.นพ.ทวีกล่าวว่า สปสช. ได้กำหนดให้โรงพยาบาลศรีนครินทร์เป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล ให้มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บำบัดทดแทนไตแบบการล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีโรงพยาบาลทั่วประเทศส่งบุคลากรเข้าร่วมฝึกอบรมแล้ว 114 แห่ง แต่ละแห่งให้การดูแลผู้ป่วย 80-100 ราย และมีการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริการผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามมาตรฐานการดูแลรักษามากที่สุด

นางเชย ไชยเสือ อายุ 65 ปี จาก อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ผู้ป่วยที่ได้รับบริการทดแทนไตด้วยวิธีล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี กล่าวว่า เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ช่วงแรกไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในขอนแก่น ทางโรงพยาบาลให้ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เสียเงินไปครั้งละหลายพันบาทจนเงินหมด ทางโรงพยาบาลเอกชนจึงแนะนำให้กลับไปรักษาตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้รับการส่งต่อมารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลเป็นอย่างดี และสอนให้ตน สามี และลูกสาว ได้เรียนรู้วิธีการล้างไตอย่างถูกต้อง โดยไม่ได้เสียเงินค่ายาค่ารักษา ลูกหลานก็ไม่ต้องลำบากหาเงินมาให้รักษาเหมือนช่วงก่อน และไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อยๆ เหมือนในช่วงฟอกเลือด เพียงแค่มาตรวจตามกำหนดเดือนละครั้ง และน้ำยาล้างไตได้ถูกส่งตรงไปที่บ้าน ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น

พญ.ขจีรัตน์ ปรักเอโก รองผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 7 ขอนแก่น กล่าวว่า สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณ สนับสนุนให้โรงพยาบาลสำหรับดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย 3 วิธี ได้แก่ ให้ผู้ป่วยได้รับบริการบำบัดทดแทนไต ทั้งการล้างไตผ่านทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการผ่าตัดปลูกถ่ายไต และสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยบริการเพื่อการพัฒนาระบบบริการ ให้ดีขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ต้องบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีล้างไตผ่านทางหน้าช่องท้อง ทาง สปสช. จึงได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อจัดส่งน้ำยาล้างไตไปถึงบ้านผู้ป่วย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา

ขณะที่พญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)และประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง ได้มีความเห็นต่อข่าวแจกนี้ว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้องรังระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างช่องท้องชนิดถาวรหรือต่อเนื่อง (CAPD – Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis) โดยใส่ท่อสำหรับให้น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง และใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปวันละ 4 ครั้งๆละประมาณ 1 ชั่วโมง ต้องทำทุก 6 ชั่วโมง โดยใส่น้ำยาเข้าไปทีละ 2,000 ซีซี แล้วปล่อยน้ำยาออกทิ้งไปเป็นการแลกเปลี่ยนของเสียจากเลือดออกมาในน้ำยาทำทุกวัน

ส่วนการล้างไตอีกวิธีหนึ่งคือการฟอกเลือด( Hemodialysis :HD) ซึ่งการที่ผู้ป่วยควรจะได้รับการรักษาแบบ HD หรือ CAPD ควรจะให้แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้พิจารณาสั่งการรักษาเป็นแต่ละคนไป เพื่อให้เหมาะสมและได้ผลดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

“แต่สปสช.บังคับว่าผู้ป่วยไตวายทุกคนต้องรับการรักษาแบบ CAPD เป็นอย่างแรกทุกคน ถ้าแพทย์ไม่ทำตามนโยบายสปสช.ก็จะไม่จ่ายเงินค่ารักษาให้แก่โรงพยาบาล ดังนั้นแทนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมแก่ความป่วยไข้ของตนกลับถูกบังคับว่าต้องล้างไตโดยทางหน้าท้องอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การฟอกไตไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าการรักษาแบบนี้ในประเทศอื่นๆ เนื่องจากการล้างไตทางหน้าท้องนี้ ผู้ป่วยต้องใส่น้ำยาล้างไตในท่อทางหน้าท้องเอง ถ้าไม่ระมัดระวังเรื่อง Aseptic technic (ป้องกันการติดเชื้อโรค ก็จะเกิดการอักเสบติดเชื้อ (infection)ได้ง่าย ทำให้เป็นสาเหตุการล้างไตที่ไม่ได้ผล และอาจลุกลามให้ผู้ป่วยตายได้มากกว่าผู้ป่วยของประเทศอื่น”

ทั้งนี้จากสถิติของสปสช.จากโรงพยาบาลในสังกัดที่ให้รักษาผู้ป่วยโรคไตวาย ตัวเลข ณ มกราคม 2555 มีผู้ป่วยลงทะเบียนล้างไตทางช่องท้อง 16,243 คน เสียชีวิต จำนวน 5,068 คน มีชีวิต 11,175 คน มีอัตราการตายถึง 40 % ซึ่งต่างจากข้อมูลข่าวแจกก่อนหน้านี้

ขณะที่ พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.) ได้มีความเห็นว่า ไม่ได้เห็นค้านต่อการล้างไตทางช่องท้อง แต่ต้องให้ข้อมูลให้ครบกับผู้ป่วย โดยเห็นด้วยกับ รศ.นพ.ทวีที่ว่าจะต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพราะต้องติดตามไปดูแลคนไข้ล้างไตทางช่องท้องอย่างใกล้ชิดที่บ้าน (ดูสภาพครอบครัว คนในครอบครัวที่ต้องช่วยดูแล) และต้องมีวินัยสม่ำเสมอเพื่อให้การดูแลรักษามีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะการหย่อนยานวินัยมีผลต่อการมีชีวิตรอดของผู้ป่วย ส่วนใหญ่ในปีที่ 1 ของล้างไตทางช่องท้องมักจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอเข้าปีที่ 2 และ 3 จะเสียชีวิตมากขึ้น ซึ่งสถิติที่นำมาอ้างอิงก็สะท้อนเช่นนั้น

“ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หากคนไข้ติดเชื้อบ่อยๆ และดูท่าจะไม่ไหว จะปรับมาฟอกทางเส้นเลือด หรือถ้าอาการแย่มากจะให้ยากินแทน เพราะเรื่องนี้ต้องพิถีพิถัน เจ้าหน้าที่ต้องตามไปประเมินผล ไปช่วยคนไข้ การติดเชื้อแต่ละครั้งไม่สามารถบอกได้ว่าติดเชื้ออะไร เราไม่ได้ค้านการล้างไตทางหน้าท้อง แต่ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปีแรก ต้องพูดถึงระยะยาว จากข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนใหญ่คนไข้ไม่ได้ตายเพราะไตวายแต่ตายเพราะติดเชื้อ ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับต่างประเทศดังที่ยกตัวอย่าง ประเทศเหล่านั้นเขาเจริญแล้ว คนมีความรู้ และส่วนใหญ่อากาศหนาว การติดเชื้อย่อมน้อยกว่า ต่างจากของไทยที่สุขอนามัยไม่ดีเท่า ประชาชนยังยากจน รวมทั้งอากาศร้อน จึงเปรียบเทียบสถิติกันไม่ได้ทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ แพทย์ที่มองมุมต่างอย่างนายแพทย์ ดำรัส โรจนเสถียร ศท, ศย. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคไตให้ความเห็นโดยโพสต์ข้อความในข่าวแจกครั้งแรกว่า “ในฐานะผู้ชำนาญและเป็นผู้ดำเนินการ และเป็นผู้ที่สนับสนุนการรักษาระบบทดแทน ตั้งแต่ Dialysis ทั้งสองวิธี จนถึง Transplantation พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี่มาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2533 ผมเพียงเตือนให้ สปสช. ทราบว่ามีความเหมาะสมในการบอกสังคมทั่วไปไหมว่า ผู้ป่วยไตวายที่ให้เอาเขามาล้างไตทางช่องท้องนั้น ทำได้มาตรฐานที่โลกเขายอมรับได้แล้วจริงๆ หรือ การรักษาผู้ป่วยไตวายนั้นเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาโรคไต ระบบทดแทนด้วยวิธี CAPD ที่ทั่วโลกเขาทำกันมานานหลายสิบปีแล้วหรือ”

นายแพทย์ดำรัสกล่าวต่อว่า “หลายปีที่ผ่านมา พ่อและแม่ และปัจจุบันพี่สาวผม ยังฟอกเลือดอยู่ที่โรงพยาบาลเดชา ใช้สิทธิ์ข้าราชการบำนาญ พี่ผมฟอกมานานหลายปีแล้ว เมื่อตรุษจีนนี้ยังมาแจกอั่งเปาให้ลูกหลานเหลนอยู่เลย ในขณะที่พ่อ แม่ พี่ชาย และน้องชายเสียชีวิตด้วยโรคไตไปหมดนานแล้ว ผมไม่มีอคติต่อใครๆ ที่มีส่วนในการรักษาผู้ป่วย และไม่มี Conflict of Interest ทั้งๆ ที่ผมมีโรงพยาบาลและบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์และยาที่ใช้ในวงการโรคไต ผมยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ สปสช. ปีละหลายล้านบาทด้วยการจำหน่ายสินค้าให้ราคาไม่แพง ผมพูดเพื่อให้ สปสช. ทำในสิ่งที่ควรต้องทำเพราะ สปสช. ยังไม่ได้ทำพอเหมาะเลย ผมจะไม่ละเว้นหาก สปสช. ยังไม่แสดงเจตนาที่จะทำให้มีมาตรฐาน ผมไม่ได้ขอมากเกินที่เป็นไปได้จริง ผมขอให้คนไทยทั้งประเทศได้สิทธิตามควรที่ระบุในรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกัน”

นายแพทย์ดำรัสกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีต ผู้ป่วยไตวายมีเงินรักษาเมื่อหมดเงินสุดท้ายก็ตาย ขณะที่คนที่ไม่มีเงิน เข้าไม่ถึงการรักษา ก็ไม่ได้รับการรักษา สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน วันนี้เรามี สปสช. ที่จะช่วยประชาชนชาวไทยให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ทาง สปสช. ทราบว่าต้องใช้เงินแค่ใดจึงพอเพียง ไม่ต้องใช้เงินเกินสมควร แต่ควรมาช่วยกันให้คนไทยได้อยู่ เติบโตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ด้วยมาตรฐานสาธารณสุขที่ดีมากกว่า

“การป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด วิธีการของสปสช.เขาไม่ได้รักษาโรค แต่รักษาให้เหมาะกับเครื่องมือของสปสช.มากกว่า ถ้าหมอรักษาแบบละเอียด และเอาจริงกับคนไข้ก็สามารถป้องกันโรคให้ผู้ป่วยได้ เพราะโรคไตเป็นโรคที่ป้องกันได้ เริ่มจากความดันสูง เบาหวาน หากหมอเอาจริงก็จะสั่งตรวจสปัสสาวะ ก็จะทราบว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ถ้าเป็นก็สามารถป้องกันได้ ไม่กินเค็ม เนื้อสัตว์เยอะต้องลดโปรตีน อย่าออกกำลังกายหักโหม เพราะทำให้กล้ามเนื้อละลาย ถูกขับออกทางปัสสาวะ ถ้าไตเสื่อม จะกเดอาการบวมที่ขา หน้าอกมีน้ำคั่ง เป็นต้น” นายแพทย์ดำรัสกล่าว

หมายเหตุ : ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ป่วยไตวายของสปสช. การบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้อง (CAPD) ปี 2554 การบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้อง (CAPD) ปี 2554

  • Drchurchoo

    ความเห็นของอาจารย์นพ.ดำรัส โรจนเสถียร ต่อการชี้แจงของสปสช.และนพ.ทวี
    คุณหมอครับ

    ผมนั้นไม่อยู่ในระนาบเดียวกับคุณหมอทวีหรอก ผมสูงกว่าทุกด้าน ตอบโต้ไปก็เปล่าประโยชน์ มีหมอที่อยู่สูงกว่าหมอทวีและติดตามพฤติกรรมที่แปลกๆมาหลายๆปีจนครั้งหนึ่งท่านเคย Ban ที่แปลชัดๆว่าห้าม คือห้ามผู้สนับสนุนสมาคมแพทย์โรคไตไม่ให้สนับสนุนทุนทรัพย์ แก่คุณหมอทวี ที่ท่านได้รับเงินจาก สปสช มาแล้วเป็นหลักหลายล้านบาท(สปสช ช่วยปฏิเสธด้วยว่าไม่จริง องค์การเภสัชจะได้ออกมาโวยบ้าง) แล้วยังไปรบกวนบริษัทที่ทำการค้าเกี่ยวกับยาและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วยโรคไตอีกหลักหลายแสนบาท งานนั้นหมอทวีจัดประชุมพยาบาลที่ทำ CAPD เป็นไม่กี่คนแล้วให้ไปชวนน้องๆพยาบาลที่อยากจะทำเป็นมาเรียนรู้เบื้องต้น แบบสบายๆกินอากาศกันที่เขาใหญ่ ในช่วงนั้น ศจ.นายแพทย์ เกรียง ตั้งสง่า ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมโรคไต ท่านเห็นว่าหมอทวี ล้ำเส้น (คงพยายามห้ามจัดเป็นเอกเทศแล้วไม่ฟัง)จึงห้ามมิให้ผู้สนับสนุนให้ความร่วมมือ เป็นรายลักษณ์อักษร หนังสือออกจากสมาคมแพทย์โรคไตถึงบริษัทต่างๆที่เคยเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆของสมาคม ใจความในหนังสือนั้นออกแนวห้ามจริงๆ ไม่ใช่การแนะนำ ผมเชื่อว่าแทบทุกบริษัทรวมทั้งบริษัทที่ใช้เงินทุนจากมูลนิธิเอกชนก็ตาม ต่างปฏิบัติด้วยความยินดีเหมือนพระมาโปรด

    จากนั้น สปสช ก็เข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักทั้งพาคณะไปเที่ยวไปดูงานแบบ Window shopping ทั้ง Singapore และ HongKong จัดการสอนและฝึกการทำการรักษา CAPD ที่พยาบาลอาวุโสมากหนึ่งหรือสองคนรับหน้าที่มาแนะนำ แต่ไม่นานก็ทราบว่าโครงการที่คุณหมอทวีเสนอมานั้น พยาบาลที่ไปรับการอบรมมาต้องการให้มีการฝึกอย่างออกไปใช้ได้เลยจริงๆเพราะคุณหมอทั้งหลายที่อยู่ทาง Nephrology นี้ท่านยุ่งมากๆ นั่นแหละ สปสช จึงต้องหันไปพึ่งคุณหมอเกรียงและคุณหมอเถลิงศักดิ์ และท่านทั้งสองก็ยอมเหน็ดเหนื่อยทำงานปิดทองหลังพระเพื่อช่วยคนไทยที่โชคร้ายที่ไตวายและต้องช่วย สปสช ใช้บริการคุณหมอทวี ทำคลอดโครงการ CAPD-First ออกมาก่อนกำหนดด้วย

    ผลก็คือ คนทำก็เหนื่อยหนัก คนป่วยหนักที่ไตวายด้วยก็ถูกส่งมารักษามากมาย ตัวอย่างที่ รพ สรรพสิทธิประสงค์เคยมี 4 รายที่รับจากการ Refer มามี Endotracheal tube ด้วยแบบนี้จะเหลือเหรอ เหตุผลอีกข้อก็น่าจะพิจารณาว่าเป็นเพราะไม่ต้องเสียเงิน เหล่านี้ใช่ไหมที่เป็นหลากหลายๆปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้น ตายกันชนิดผมเองก็ตกใจ ผมเคยถามไปยังผู้ที่น่าจะตอบได้หรือสนใจที่จะตอบ ไม่ว่าจะเป็นนายกสมาคมแพทย์โรคไตในปัจจุบัน รองเรขาฯสปสช คุณหมอปิยะธิดาผู้ที่สู้ยิบตาให้ผู้ป่วยชนิดไม่สนใจทั้งลูกและสามีแล้วกระมัง คุณหมอตัวเล็กใจใหญ่ท่านนี้ ทำการรักษาผู้ป่วยไตวายไปเกิน 1,000 รายไปแล้วครับ ตายก็ไม่น้อย แต่โทษเธอไม่ได้แน่นอนเพราะงานที่บ้านแพ้ว พร้อมมิตรนั้น พวกหมอที่เกี่ยวข้องและพยาบาลที่ตัวเป็นเกลียวแล้วนั้น คงไม่รู้ว่าเช้ากับค่ำต่างกันอย่างไร น่าสงสารหรือน่าเสียดายเวลาและกำลังใจที่สลายไปเมื่อผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตาครับ

    แล้วคุณหมอทวีทำอะไรบ้างครับ มีผู้ป่วยทำ CAPD กี่คนที่ รพ ศรีนครินทร์ Hemo ล่ะครับกี่คนน่าสนใจนะครับ CAPD นั้นทราบจากรายงานของ สปสช ว่าศรีนครินทร์ทำน้อยกว่าบ้านแพ้ว พร้อมมิตรตั้ง 10 เท่า อย่างนี้แปลว่าอะไรครับ หมอทวีอาจจะพริ้วไปตอบว่า ก็ของคุณภาพดีก็ต้องทำน้อยรายหน่อย คงจะไม่ใช่คำตอบหรอกครับ ก็ที่นั่นก็ตายมากกว่าถัวเฉลี่ย(เฉลี่ย 31% ท่านทำได้ 33%)ไม่ใช่หรือ ผมจึงขอบอกหมอทวีว่า หมดเวลาแล้วครับที่จะใช้ความไม่สนใจของสังคมมาบดบังตัวตน เอาของจริงมาเสวนากันไหมล่ะ ว่าทำไมตายเยอะจัง แล้วเราอาจจะมีคนพบแนวทางที่จะลดอัตราตายได้บ้าง ทำอะไรที่ Positive บ้างเถอะครับ คนแก่ขอร้อง อย่าทำเป็นหลอกตัวเองได้ว่าทำสำเร็จ ทำดีเท่า HongKong หรือ Singapore เลยนะครับ เมืองดังกล่าวอยู่ใกล้ๆพวกเราไปกันบ่อยครับ เดี๋ยวพวกแม่ชีแกรู้ว่าไปดูเขามาแล้วเอาของเขามาตู่เป็นของคุณหมอ แล้วเดือดร้อนนะครับ ผมเป็นห่วงนะ แค่เห็นว่าแปล CAPD-First Policy ว่า นโยบายให้ทำ CAPD กับผู้ป่วยไตวายเป็นทางเลือกแรกเลยมิใช่หรือ? ถ้าฝรั่งรู้ว่าแปลอย่างนั้นต้องอุทานว่า Oh My God คุณหมอแปลไม่หมดบทความครับ ตัดมาแปะน้อยไปครับ เขามีบทนำว่า หากผู้ป่วยไตวายที่ร่างกายยังแข็งแรง เดินเหิรได้ บ้านหรือที่ทำงานอยู่ไกลสถานีพยาบาล ก็ให้พิจารณาเลือก CAPD First ครับ ถ้างบสนันสนุนเหลือก็ชวนหัวหน้ากองทุนโรคไตไปดูที่ อังกฤษได้ทุกเมื่อเลยครับ หรือประหยัดไว้ก่อน ลองเชื่อผมสักครั้ง ผมเป็นเด็กนักเรียนประจำของโรงเรียน อัสสัมชัญศรีราชามาตั้งแต่เก้าขวบกว่า แล้วเขาย้ายให้มาอยู่กรุงเทพฯเพราะเล่นฟุตบอลเก่ง เอามาเล่นจตุรมิตรครั้งที่หนึ่งแล้วผมก็ทำประตูชนะเลิศได้ ต่อมาจึงได้รับเชิญไปเล่นทีมเยาวชนชาติไทย ก็โชคดีได้ชนะเลิศเอเซียปี 2515 ดู Google ได้ครับ เขาบอกว่าผมฝีเท้าดีแต่ไม่เอาดีทางฟุตบอล ก็ผมมันคนจริงนี่แหละครับ จึงได้เรียนหมอ ได้เป็นอาจารย์ศัลย์ศิริราชก่อนจะออกมาคืนสู่ความเป็นเจ้าของธุรกิจน้ำตาลที่พ่อแม่สั่งสมไว้ให้ (ผมงกเงินเดือน 7 โรงงานฟาดซะ 3แสนกว่าเมื่อปี 2519)ผมไม่รวยมากหรอกครับ แต่ผมเคยแจกศูนย์ไตเทียมแบบออกทุนสร้างและ Equip ให้ครบถ้วน ออกแบบให้บ้าง ลดราคาเครื่องชั้นเยี่ยมให้ครึ่งราคาบ้าง ทำมาเยอะมากจนปััจุบันเรามีทังประเทศแล้วกว่า 460 ศูนย์แล้ว ไม่อยากเชื่อก็ไปถามคุณหมอดุสิต คุณหมอสุพัฒน์ และคุณหมอสมนึกและหมอ ฯลฯ เขาก็คงจะไม่ปิดบังหรอกครับ

    คุณหมอทวี และใครๆอีกกี่คนก็ได้ เชิญออกมาแก้ต่างให้ CAPD ทำไมตายเยอะเถอะครับ ผมก็อยากทราบความจริง ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยควรทราบความจริงและความเสี่ยงให้ทั่วกัน เลิกเถอะครับ เลิกเอาเรื่องไม่จริงมาบดบังของจริง ปิดไม่มิดหรอกครับ แล้วถ้าอยากจะพิสูจน์ของจริง ไม่ต้องไปรบกวนใครเลยครับ เอาผมนี่แหละ ของแท้ตลอดชีวิตครับ ที่เหลืออยากฟังมาฟังเลย อย่ารังเรเลยครับ ไม่เชื่อทดลองมาเลย อย่ารอนานนะ ผมอายุจะ 70 ปีแล้ว ตลอดมานั้นผมทำดีให้การรักษาโรคไตมามาก ทำอีกสักทีให้สิ้นสงสัยหรือสิ้นเสี้ยนหนามไปเลยก็ไม่เสียชาติเกิดแล้วนะครับ

    ดำรัส

    • Drchu

      ความเห็นจริงหรือ เต้าข่าว คนลงคือ เชิดชู ไม่ใช่ ดำรัส
      ใครสัมภาษณ์มาหรอ ????

    • Pracha

      ผมเสนอว่า ทางคุณหมอ สปสช. Drchu ไม่แน่ใจว่าเป็นการสัมภาษณ์ น.พ.ดำรัส จริงหรือไม่ Thaipublica น่าจะติดต่อขอข้อมูลไปยังหมอดำรัส หรือสปสช.เองก็ควรทำ ไม่ใช่การปิดหูปิดตา
      แต่จากเนื้อหาที่เห็นก็ไม่ได้มีใครต่อต้านการล้างไตทางช่องท้อง เพียงแต่สปสช.ยังพัฒนาบริการนี้ไม่ถึงคุณภาพ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมาก และไปจำกัดว่าต้องวิธีนี้แทนการฟอกเลือด ซึ่งความจริงเป็นทางเลือก ที่น่าจะปิดโอกาสแก่ผู้ป่วย
      หลายเรื่องของสปสช.คนอื่นไม่รู้ ถ้าสปสช.มีประเด็นหรือข้อมูลก็น่าจะนำเสนอ ไม่ใช่ใช้เพียงการโฆษณา หรือกล่าวหากันไปมา
      แต่การรับเงินเปอร์เซนต์จากองค์การเภสัชจากการจัดซื้อยาและน้ำยาล้างไต โดยบอกว่าเป็นเงินบริจาคเพื่อสวัสดิการ และสถานพยาบาลอื่นๆของรัฐก็ได้ อันนี้รับไม่ได้ หากหมอสงวนยังมีชีวิตแกก็คงเศร้าใจกับองค์กรที่พยายามไปให้พ้นจากระบบที่ย่ำแย่ไปสู่ระบบที่ดีขึ้น คนรุ่นหลังกลับมีพฤติกรรมที่ถดถอยไปยังจุดเดิม และยังจุดกระแสเพื่อตำแหน่งของตนทั้ง NGOและผู้บริหาร

  • Water

    http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000123084
    ใน website ของ ASTV เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 ที่ท่านอ.ดำรัส ได้ post ให้กำลังใจในการดูแลผู้ป่วยโรคไตดังนี้ครับ..

    “ขอให้กำลังใจสปสชและผู้ป่วยโรคไตซึ่งต้องอยู่ร่วมกันไปนานเท่านาน และขอพึ่งทีมงานเว็บมาสเตอร์ที่ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายมาโดยตลอด ยังมีความไม่รู้ที่เราต้องช่วยกันทำความกระจ่างให้ผู้เกี่ยวข้องปรับแนวคิดให้ไปทางบวกมากขึ้น ในโอกาสนี้อยากให้สนใจผลของการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังด้วยCAPD ของสปสชว่าปริมาณที่ผู้ป่วยเข้าถึงบริการนั้นดีมากและจะดีขึ้นอีกมาก เพราะเดิมไม่เคยมีโอกาสเลย ไม่ตายก็หมดตัวแล้วก็ตายทั้งนั้น อยากชี้ให้ช่วยกันดูว่า เราช่วยกันปรับปรุงคุณภาพให้อัตราDrop out ออกจากการรักษาหรือตายที่เฉลี่ยแล้วสูงกว่าร้อยละ25นั้น สูงเกินไปไหม? เปรียบเทียบกับประสพการณ์ทั่วโลก อย่าท้อใจถ้าประสพการณ์ของประเทศไทยนั้นมีตัวเลขค่อนข้างสูง เรายังสามารถปรับให้ต่ำลงได้ ถ้า เราช่วยกันค้นหาสาเหตุ แล้วพบตัวการที่ทำให้ผู้ป่วยของเราเสียชีวิตมากกว่าเขา สปสช ในฐานะเจ้าของโครงการที่ดีนี้ต้องมุ่งมั่นที่จะแก้ไขจุดบกพร่องที่พบแล้ว เช่น คุณภาพของน้ำยาล้างไต ประสพการณ์ของผู้ให้การรักษา ตลอดจนความรู้ของผู้ป่วยและญาติที่ต้องใส่ใจให้ความร่วมมือในการักษาทุกขั้นตอนอย่างเอาจริงเอาจัง อาจจะมีผลดีขึ้นถ้าองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าถึงขบวนการรักษาเร็วขึ้น เชื่อได้ว่า คุณภาพโดยรวมจะดีขึ้นในปีถัดๆไป อยากให้ชมรมเพื่อนโรคไตเผยแพร่ทัศนคติที่ถูกต้องให้มวลสมาชิกทราบว่า คนไทยทุกคนที่ไตวายแล้วนั้นสามารถเข้าถึงการรักษาได้แล้วทั่วประเทศ และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานอย่างมีคุณภาพเพียงแค่เรียนรู้สภาวะของตนเองและสังคมอย่างมีสติ อาจจำเป็นต้องปรับอะไรๆบ้าง แล้วท่านก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขมีคุณภาพชีวิตดีพอที่จะเป็นผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติได้
    ดำรัส โรจนเสถียร พบ., ศท., ศย.
    damras@natural-media.com

  • Drchu

    อ่านความเห็นใน สมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย ยังแนะนำการล้างทางช่องท้อง ไม่เห็นมีบอกว่าไม่ต้องทำ
    แต่ต้องดูแลเรื่องการติดเชื้อ ซึ่งก็ไม่ต่างกับล้างเครื่องเพียงแต่การล้างด้วยเครื่อง คุณพยาบาล เขาทำ ก็เลยดูดีกว่า
    แล้ว อัตราตายจากการล้าด้วยเครื่องเท่าไร ครับ ไม่เห็นลงเลย เอาโรงพยาบาลเอกชนมาดูก็ได้ ก็พอกัน
    แล้ว นโยบาย CAPD first ทางปฏิบัติเขาก็ให้ แพทย์ดูและประเมินว่าทำได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็สามารถล้างด้วยเครื่องได้
    แปลว่า ขอให้พิจารณาทำๅ CAPD ก่อน หากไม่สามารถทำได้ ก็ไปล้างด้วยเครื่อง
    คุณเชิดชู เอามาลงไม่รู้ว่า แอบแฝงอะไร หรือไม่
    คนพูด คุณดำรัส พูดแล้วเอามาหมดไหม หรือเลือดเอาที่ต้องการลงมาเท่านั้น
    กรรมการจังหวัด อนุมัติการล้างด้วยเครื่อง มีอยู่ ไม่เห็นกล่าวถึงเลย

ข่าวในประเด็น

อ่านข่าวในประเด็นทั้งหมด »

เครือข่ายสังคม