
หุ้นจาการ์ตา อินโดนีเซีย ดิ่งกว่า 4% แตะจุดต่ำสุดของปี หลังเกิดแรงเทขายอย่างรุนแรงในพันธบัตรรัฐบาล หลังจากความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการพยุงค่าเงินประสบความล้มเหลว และไม่สามารถบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศได้
ตลาดการเงินอินโดนีเซียทรุดตัวแรงขึ้นในวันจันทร์(8 มิถุนายน 2569) โดยพันธบัตรรัฐบาล หุ้น และสกุลเงินของประเทศพากันดิ่งลงอย่างหนัก ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (Jakarta Composite Index:JCI) ร่วงลงกว่า 4% ไปอยู่ที่ราว 5,360 จุดในช่วงเปิดตลาดภาคเช้าวันจันทร์(8 มิถุนายน 2569) ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบปีนี้ ท่ามกลางการเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลกและความกังวลต่อเนื่องเกี่ยวกับตลาดการเงินของอินโดนีเซีย
ดัชนี JCI ปรับตัวลดลง 1.96% อยู่ที่ 5,486 จุด ทันทีหลังจากเสียงระฆังเปิดตลาด ก่อนที่จะดิ่งลงต่อภายในเวลาไม่กี่นาที โดยมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 3.75 พันล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าการซื้อขาย 2.7 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านรายการซื้อขายมากกว่า 258,000 รายการ ทั้งนี้ หุ้นลบมีจำนวนมากกว่าหุ้นบวกอย่างเห็นได้ชัด โดยมีหุ้นร่วงลง 566 ตัว ปรับตัวขึ้น 55 ตัว และไม่เปลี่ยนแปลง 91 ตัว
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 5,346.645 จุด ลดลง 248.12 จุด หรือ 4.4% (ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเปิดทำการตั้งแต่เวลา 09:00 น. ถึง 16:00 น. ตามเวลาอินโดนีเซียฝั่งตะวันตกหรือ WIB ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา WIB ตรงกับเวลาในประเทศไทย)
เพียงแค่ 5 เดือนหลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีหุ้นอ้างอิงได้ดิ่งลงเกือบ 39% ส่งผลให้กลายเป็นดัชนีที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในปีนี้ ในบรรดาดัชนีระดับโลกกว่า 90 ดัชนีที่ติดตามโดยบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ส่วนเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงราว 8% ซึ่งถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในเอเชียในปีนี้ และได้ทะลุระดับจิตวิทยาที่ 18,000 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์สหรัฐไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของอินโดนีเซียพุ่งขึ้น 0.33% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี
บริษัทหลักทรัพย์ พินทราโค เซคูริตัส (Phintraco Sekuritas) ระบุว่า แรงกดดันต่อตลาดในประเทศเกิดจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศผสมกัน โดยตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญกับการซื้อขายที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมเมื่อวันศุกร์( 5 มิุถุนายน 2569) ที่ผ่านมา หลังจากเกิดแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ประกอบกับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้เกิดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงยาวนานขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.6% ซึ่งเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 1.4% และดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง 4.2%
Phintraco Sekuritas ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 80,000 ตำแหน่งอย่างมาก ข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งนี้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และตอกย้ำความคาดการณ์ที่ว่าเฟด จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไปอีกเป็นเวลานาน
ส่วนราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน แม้ตลาดจะยังคงจับตาท่าทีของอิหร่านที่ขู่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait ) หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีก
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาดูสถานการณ์สำคัญระดับโลกหลายเหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ การประชุม OPEC+ และแผนการนำบริษัท SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก
ส่วนในประเทศ ได้แก่ ทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งลดลง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 1.449 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 จากระดับ 1.462 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก่อนหน้า และลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ตามรายงานของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia)วันนี้
ธนาคารกลางระบุว่า การลดลงของทุนสำรองมาจากหลายปัจจัยผสมผสานกันทั้ง การออกพันธบัตรรัฐบาลในตลาดโลก รายรับจากภาษีและบริการ ตลอดจนการชำระคืนหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล และความพยายามของธนาคารกลางอินโดนีเซียในการรักษาเสถียรภาพของเงินรูเปียะฮ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดการเงินโลก รวมถึงความต้องการเงินตราต่างประเทศตามฤดูกาลภายในประเทศ
“ธนาคารกลางอินโดนีเซียมองว่า ระดับทุนสำรองระหว่างประเทศในปัจจุบันยังคงเพียงพอต่อการรองรับความยืดหยุ่นของภาคต่างประเทศ รวมถึงรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน” นายรามดาน เดนนี ปราโคโซ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรของธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์
แม้ลดลงเมื่อเทียบเป็นรายเดือน แต่สถานะทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยเทียบเท่ากับการนำเข้าได้นาน 5.6 เดือน หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าและการชำระคืนหนี้ต่างประเทศของรัฐบาลได้นาน 5.5 เดือน ซึ่งยังคงอยู่สูงกว่ามาตรฐานความพอเพียงสากลซึ่งกำหนดไว้ที่ราว 3 เดือนของการนำเข้าอย่างมาก
ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่า ภาคต่างประเทศของประเทศจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอ รวมถึงกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศความเชื่อมั่นเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของอินโดนีเซียและผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดึงดูดใจ
“ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อย้ำความยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอก ปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป” นายรามดานกล่าว
นักลงทุนยังรอการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอีกหลายชุด ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคมในวันที่ 10 มิถุนายน และตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนเมษายนในวันที่ 11 มิถุนายน
Phintraco Sekuritas กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในประเทศยังคงถูกปกคลุมด้วยความกังวลเรื่องเงินรูเปียะฮ์ที่อ่อนค่า การคาดการณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการประชุมนโยบายฉุกเฉินของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) และกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำในกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง
“ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงบริหารจัดการการเคลื่อนไหวของเงินรูเปียะฮ์ต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไป” นางเดสทรี ดามายันตี (Destry Damayanti) รองผู้ว่าการอาวุโส กล่าวผ่านข้อความสั้นเมื่อวันจันทร์ พร้อมเสริมว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นยังคงสอดคล้องกับสกุลเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า การประชุมนโยบายที่มีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นายลิโอเนล ปรียาดิ นักยุทธศาสตร์มหภาคจาก PT Mega Capital Sekuritas ในจาการ์ตากล่าวว่า การที่จะให้เงินรูเปียะฮ์แข็งค่ากลับมาต่ำกว่าระดับ 18,000 ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% โดยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
บริษัทหลักทรัพย์ Phintraco Sekuritas ยังชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการที่ S&P อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงความเสี่ยงที่ MSCI อาจปรับลดสถานะของอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไปเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market)
“ดังนั้น คาดว่า JCI จะยังคงมีความผันผวนในสัปดาห์นี้ โดยมีแนวรับอยู่ที่ 5,400-5,500 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 5,700-5,800 จุด” Phintraco Sekuritas ระบุ
ทางด้านนายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า เขาได้พบกับเจ้าหน้าที่จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติงส์ (S&P Global Ratings) โดยให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ปรับเพิ่มงบประมาณจนทะลุกรอบเพดานการขาดดุลที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี (GDP) ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ S&P เคยระบุว่า อันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ คีวูม เซคูริตัส อินโดนีเซีย (Kiwoom Sekuritas Indonesia)ระบุว่า ท่ามกลางการปรับฐานของ JCI ที่ร่วงลงเกือบ 20% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และการอ่อนค่าของเงินรูเปียะฮ์ที่ดิ่งลงไปแตะระดับ 18,000 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์สหรัฐ นายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย นายปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายซุฟมี ดาสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ปรากฏตัวร่วมกันในการแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันเสาร์ (6 มิถุนายน 2569) เพื่อแสดงให้เห็นถึงการประสานงานด้านการคลังและการเงินที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในระหว่างการแถลงข่าว ธนาคารกลางอินโดนีเซียและรัฐบาลได้ยืนยันอีกครั้งว่า ความพยายามด้านนโยบายในปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์ทางการเงินในประเทศ ผ่านการให้ผลตอบแทนที่แข่งขันได้มากขึ้นในเครื่องมือทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล (SBN) และหลักทรัพย์สกุลเงินรูเปียะฮ์ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (SRBI) เพื่อกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้า
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐยังให้คำมั่นว่าจะรักษาสภาพคล่องของระบบธนาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผ่านการบริหารจัดการการฝากเงินสดของรัฐบาลไว้ที่ธนาคารกลางอินโดนีเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงค่าเงินรูเปียะฮ์และบรรเทาแรงกดดันต่อตลาดการเงินในประเทศ
อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการทำมากกว่าการให้”คำมั่น” และต้องแจกแจงมาตรการที่จำเป็นและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสกัดกั้นการเทขาย เนื่องจากนักลงทุนกำลังมองหาสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวินัยทางนโยบายและการสนับสนุนตลาด ทั้งนี้ ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาล ความสับสนเกี่ยวกับกฎระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่ และการกลับมาตรวจสอบประวัติอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียอย่างเข้มงวดอีกครั้ง ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ให้คำมั่นที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีให้แตะระดับ 8% รวมถึงเดินหน้าโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ ขยายบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ “ดานันตารา” (Danantara) และเมื่อไม่นานมานี้ มาตรการของเขาในการเข้าควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลักโดยตรงเพื่อสกัดกั้นการเลี่ยงภาษี ได้จุดชนวนให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มบริษัทส่งออก
“แรงกดดันในตอนนี้มากกว่าแค่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ถึงความเสี่ยงต่อประเทศอินโดนีเซีย” นายปาร์เดเดกล่าว “นักลงทุนไม่เพียงแต่ถูกดึงดูดด้วยผลตอบแทนที่สูงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงมีความน่าเชื่อถือ”
“สองสัปดาห์ข้างหน้าคือช่วงเวลาวิกฤต” โมฮิต มีร์ปูรี (Mohit Mirpuri) หุ้นส่วนของบริษัท SGMC Capital Pte ในสิงคโปร์กล่าว “ตลาดกำลังมองหาสัญญาณที่ชัดเจนของวินัยทางการคลัง ความสม่ำเสมอของนโยบาย และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค”
นักวิเคราะห์ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนน่าจะยังคงเป็นแนวโน้มขาลง (Bearish) ก่อนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินโดนีเซีย และการทบทวนความน่าลงทุนของประเทศโดย MSCI Inc. ในเดือนนี้ นอกจากนี้ กระแสคาดการณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน แม้กระทรวงการคลังและธนาคารกลางจะเพิ่งเปิดตัวอีกหนึ่งมาตรการเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อพยุงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดึงดูดเงินทุนไหลเข้าก็ตาม
ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีกำหนดจัดประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เพื่อปกป้องค่าเงิน นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังได้เข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงจากระดับ 16,725 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์ในช่วงต้นปี สู่ระดับต่ำสุดที่ 18,180 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์ในวันจันทร์
นักลงทุนทั่วโลกได้แห่ถอนเงินสุทธิออกจากหุ้นอินโดนีเซียในปีนี้ไปแล้วกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าเม็ดเงินทุนไหลออกในส่วนของหุ้นตลอดทั้งปี 2563 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปแล้ว และยังถอนเงินอีกกว่า 422 ล้านดอลลาร์สหรัฐออกจากพันธบัตรรัฐบาล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายของประธานาธิบดีและตัวเลขการขาดดุลของประเทศ ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยังระบุด้วยว่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินสดของรัฐบาลที่นำมาฝากไว้กับธนาคารกลาง
ปัจจุบัน รัฐบาลมีเงินฝากอยู่ประมาณ 300 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ไว้ที่ธนาคารรายใหญ่ของรัฐ โดยเงินทุนส่วนหนึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อ และส่วนที่เหลือพร้อมใช้สำหรับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล
“คำแถลงเมื่อวันเสาร์อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการลดแรงกดดันต่อตลาดได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้อย่างยั่งยืน” โจซัว ปาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก PT Bank Permata ในจาการ์ตากล่าว พร้อมกล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทน (Remuneration rate) ขนาดของเงินฝากภาครัฐ รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนของธนาคารกลางอินโดนีเซียและการออกพันธบัตรของรัฐบาล



