รัฐบาลทรัมป์เสนอเก็บภาษีศุลกากรวงกว้างรอบใหม่กับคู่ค้ารายใหญ่ ไทยติด USTR 301 ล้มเหลวสกัดนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ

เจมีสัน กรีเออร์  ผู้แทนการค้าสหรัฐ ที่มาภาพ:https://ednews.net/en/news/country/720456-opens-unfair-trade-practices-probe

รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรรอบใหม่ในวงกว้าง กับคู่ค้าสำคัญหลายสิบราย ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป จีน เม็กซิโก และแคนาดา ความเคลื่อนไหวที่แข็งกร้าวในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีขึ้นมาใหม่ หลังจากที่มาตรการภาษีเดิมหลายรายการถูกศาลฎีกาสั่งยกเลิกไป

สำนักข่าว abc NEWS รายงานว่า การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในรายงานที่เผยแพร่เมื่อช่วงค่ำวันอังคาร(2 มิถุนายน 2569) ตามเวลาสหรัฐ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative:USTR) ภายใต้การนำของ เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) โดยมีการอ้างอิงมาตรา 301 (Section 301) ตามกฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974)

รายงานฉบับนี้ระบุข้อกล่าวหาว่า มีคู่ค้าจำนวน 60 รายที่ล้มเหลวในการบัญญัติหรือบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การบังคับใช้แรงงาน” (Forced Labor) และได้ใช้เหตุผลดังกล่าวมาสร้างความชอบธรรมในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงสุดถึง 12.5% ทั้งนี้ รายงานระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะครอบคลุมถึง 99% ของสินค้านำเข้าทั้งหมดมายังสหรัฐอเมริกา

ภายใต้ข้อเสนอนี้ ประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงจีน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และบราซิล จะต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมสูงสุดถึง 12.5% ในขณะที่เม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรป จะต้องเผชิญกับภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10%

มาตรการภาษีใหม่นี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน โดย USTR ระบุว่าจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติดังกล่าวในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

รัฐบาลได้เริ่มเปิดฉากสอบสวนคู่ค้าต่างๆ ภายใต้มาตรา 301 มาตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act :IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรที่ครอบคลุมทั่วโลกได้

ข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลได้คืนเงินภาษีเหล่านั้นไปแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีอื่นๆ ของทรัมป์อีกหลายรายการยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1940 ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยนโยบายการคลัง Yale Budget Lab ซึ่งได้ประเมินว่า นโยบายภาษีในปัจจุบัน (โดยยังไม่รวมข้อเสนอใหม่นี้) อาจทำให้ครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รายงานของ USTR อ้างว่ามีระบบเศรษฐกิจ 54 แห่งที่ ล้มเหลวในการกำหนดข้อห้ามทางกฎหมายในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วนจากการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงล้มเหลวในการบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ”

ประเทศและเขตเศรษฐกิจเหล่านั้น ได้แก่ แอลจีเรีย, แองโกลา, อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บาฮามาส, บาห์เรน, บังกลาเทศ, บราซิล, กัมพูชา, ชิลี, จีน, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, อียิปต์, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, กายอานา, ฮอนดูรัส, ฮ่องกง (จีน), อินเดีย, อิรัก, อิสราเอล, ญี่ปุ่น, จอร์แดน, คาซัคสถาน, คูเวต, ลิเบีย, มาเลเซีย, โมร็อกโก, นิวซีแลนด์, นิการากัว, นิกีเรีย, นอร์เวย์, โอมาน, เปรู, ฟิลิปปินส์, กาตาร์, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, ศรีลังกา, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ไทย, ตรินิแดดและโตเบโก, ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร, อุรุกวัย, เวเนซุเอลา และเวียดนาม

นอกจากนี้ รายงานยังระบุอีกว่ามีระบบเศรษฐกิจ 6 แห่งที่ ล้มเหลวในการบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก และปากีสถาน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เจมีสัน เกรียร์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการของสำนักข่าว CNBC ว่า รัฐบาลทรัมป์จะเปิดเผยผลการสอบสวนทางการค้าภายใต้มาตรา 301 เหล่านี้ในเร็วๆ นี้ พร้อมกับระบุว่ารายละเอียดของผลสอบสวนนั้นมี “ความละเอียดอ่อนและซับซ้อน” (Nuanced)

“เรากำลังพยายามดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก” เกรียร์กล่าว

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวพร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ในโตเกียวระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรในวอชิงตันเกี่ยวกับประเด็นนี้ ด้านสหภาพยุโรป (EU) ได้ตราหน้ามาตรการดังกล่าวว่าไม่มีเหตุผลอันชอบธรรม พร้อมเสริมว่าทางกลุ่มจะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้าที่มีไว้กับสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า การสอบสวนตามมาตรา 301 อีกชุดหนึ่งที่แยกต่างหากนั้น รวมถึงการทบทวนประเด็น ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน’ (Excess Manufacturing Capacity) ของบรรดาคู่ค้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบในเร็วๆ นี้เช่นกัน ขณะที่เหล่านักวิเคราะห์ทางการค้ากำลังคาดการณ์กันว่า อัตราภาษีศุลกากรที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว จะสามารถนำมา ‘เก็บสะสมทับซ้อน’ (Stackable) เพิ่มเติมจากเกณฑ์ภาษีที่ถูกเสนอภายใต้ข้อหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานได้หรือไม่

“บรรดาคู่ค้าจะต้องรู้สึกไม่พอใจต่อการตัดสินใจในครั้งนี้’ เดโบราห์ เอลมส์ (Deborah Elms) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการค้าของมูลนิธิฮินริช (Hinrich Foundation) ในสิงคโปร์กล่าว พร้อมระบุเสริมว่า ‘ตอนนี้สหรัฐได้เปิดประตูไปสู่การปรับเปลี่ยนมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-tariff) รอบใหม่ๆ อีกเป็นจำนวนมากแล้ว’ “

การจัดเก็บภาษีรอบใหม่นี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ตลาดการเงินกำลังวิตกกับสงครามในอิหร่านและราคาพลังงานที่ยังคงพุ่งสูงอยู่แล้ว สถานการณ์ดังกล่าวได้กระพือความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ และยิ่งซ้ำเติมความกังวลเรื่องค่าครองชีพในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน ซึ่งประเด็นนี้กำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้

อย่างไรก็ดี มาตรการภาษีเหล่านี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที และต้องผ่านกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ รวมถึงระยะเวลาในการทบทวนก่อนที่จะมีการเริ่มใช้จริง ซึ่งอาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ก่อนที่อัตราภาษีศุลกากรจะถูกบรรจุลงในข้อกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยตามประกาศระบุว่า กำหนดการยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรคือภายในวันที่ 6 กรกฎาคม และคณะทำงานตามมาตรา 301 คาดว่าจะเปิดฉากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมเป็นต้นไป

ขณะที่กลุ่มภาคธุรกิจต่างออกมาระบุว่า การมาของกำแพงภาษีระลอกใหม่นี้ ย่อมนำมาซึ่งต้นทุนและความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“การนำกรอบการสอบสวนเพียงรูปแบบเดียวมาใช้ตัดสินระบบเศรษฐกิจถึง 60 แห่ง ซึ่งรวมถึงประเทศที่เป็นพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ และประเทศภาคีในข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ย่อมจะสร้างความไม่แน่นอนอย่างมากในแง่ของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) สำหรับภาคธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” จอห์น เดนตัน (John Denton) เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce:ICC) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ( 3 มิถุนายน 2569)

USTR ได้ทำการตรวจสอบว่าระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องเหล่านั้น ล้มเหลวในการกำหนดข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากการบังคับใช้แรงงาน หรือล้มเหลวในการบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีระบบเศรษฐกิจใดเลยในบรรดา 60 แห่งที่ตกเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติในครั้งนี้ ที่สามารถบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง

“สิ่งนี้ได้สร้างกลไกที่ทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบีบให้ต้องแข่งขันในระดับสากลบนสนามแข่งที่ไม่เท่าเทียม” เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ “เราจะไม่ยอมทนต่อความไม่เท่าเทียมนี้อีกต่อไป”

USTR ได้อ้างอิงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ฉบับแก้ไขปี 2005 (Trafficking Victims Protection Reauthorization Act of 2005) และได้ระบุเจาะจงสินค้า 34 รายการในบางประเทศ ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบต้นน้ำจากกระบวนการบังคับใช้แรงงาน สินค้าเหล่านั้นรวมถึง ฝ้ายที่ใช้สำหรับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, แร่ธาตุสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์โซลาร์เซลล์, ปลาที่ใช้ทำน้ำมันปลาและป่นปลา รวมถึงผลปาล์มที่ใช้สำหรับผลิตน้ำมันปาล์ม

การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นบททดสอบความอดทนของบรรดาคู่ค้าทางเศรษฐกิจรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เลือกที่จะอดกลั้นและไม่ตอบโต้มาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์ แต่หันไปใช้วิธีเจรจาข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้าและรับประกันการเข้าถึงตลาดแทน

“ภาษีศุลกากรใดๆ ก็ตามที่จัดเก็บกับสินค้าส่งออกของออสเตรเลียไปยังสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และขัดต่อข้อตกลงการค้าเสรีของเรา” กระทรวงการค้าของออสเตรเลียระบุ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียแถลงว่า อินเดีย “ยังคงเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ มาตรการจัดเก็บภาษีรอบใหม่ยังก่อให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับความมั่นคงของ ‘ข้อตกลงสงบศึกทางการค้า’ กับจีน ซึ่งมีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ด้านการค้าและการลงทุน เพื่อร่วมกันบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

“เนื่องจากมาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่จีนเพียงประเทศเดียว จึงเชื่อว่าจีนและสหรัฐน่าจะยังคงมีพื้นที่สำหรับการสื่อสารและหารือร่วมกัน” จู เฟิง (Zhu Feng) คณบดีคณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยหนานจิงกล่าว “อย่างไรก็ตาม หากมีการทยอยคลอดมาตรการติดตามผลตามมาตรา 301 เพิ่มเติมออกมาอย่างต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นความท้าทายครั้งใหม่ต่อ ‘ฉันทามติปักกิ่ง’ (Beijing Consensus) อย่างแน่นอน”

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลปักกิ่งได้ส่งสัญญาณว่า พร้อมที่จะยอมรับการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในบางระดับ ตามกรอบตัวเลขที่ได้ตกลงร่วมกันไว้เมื่อเดือนตุลาคม

นอกเหนือจากนี้ ยังมีข้อเสนอข้อยกเว้นบางประการสำหรับโครงสร้างภาษีศุลกากรดังกล่าวด้วยเช่นกัน

โดยสินค้านำเข้าประเภทเสื้อผ้าและสิ่งทอจากบางประเทศ จะสามารถส่งเข้ามายังสหรัฐฯ ได้ในอัตราภาษีที่ลดหย่อนลง ซึ่งโควตาเหล่านั้นจะถูกกำหนดตามปริมาณการส่งออกสิ่งทอของสหรัฐฯ ไปยังแต่ละประเทศ

ขณะที่สินค้าประเภทอื่นๆ จะได้รับการยกเว้นภาษีโดยสิ้นเชิง ซึ่งรวมถึง เนื้อวัว, มะเขือเทศ, กล้วย, กาแฟ, น้ำส้ม และสินค้าอาหารอื่นๆ สำหรับสินค้ากลุ่มโลหะซึ่งถูกครอบคลุมโดยมาตรการภาษีด้านอื่นอยู่แล้วนั้นจะถูกคัดออกไป เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงและสารเคมีบางประเภท

นอกจากนี้ นโยบายใหม่นี้จะไม่นำมาบังคับใช้กับสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA)

มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้แถลงที่กรุงออตตาวาเมื่อวันพุธว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวหมายความว่า แคนาดายังคงเป็นประเทศที่ได้รับข้อตกลงที่ดีที่สุดในบรรดาคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยการค้าระหว่างทั้งสองประเทศส่วนใหญ่ยังคงปลอดภาษี พร้อมระบุว่ามาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ และแคนาดาเองก็มีเป้าหมายร่วมกันในการปราบปรามสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน

นโยบายการค้าในภาพกว้างของทรัมป์ล่มอย่างหนักเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีที่เขาประกาศใช้โดยอ้างอำนาจฉุกเฉิน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นมาตรการชั่วคราว (Stopgap measure) ประธานาธิบดียังได้บังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกในอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 (Section 122) ของกฎหมายการค้า อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนกรกฎาคมนี้ และตัวมาตรการภาษีตามมาตรา 122 เองก็ยังคงอยู่ภายใต้กระบวนการฟ้องร้องคัดค้านทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด

มาตรการภาษีตามมาตรา 301 นั้นถูกมองว่ามีความเหมาะสมทางกฎหมายและมีความยืดหยุ่นมากกว่าอำนาจด้านอื่นๆ ที่ทรัมป์เคยเล็งไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลามากกว่าด้วยเช่นกัน

เดโบราห์ เอลมส์ จากมูลนิธิฮินริช ระบุว่า การเริ่มจัดเก็บภาษีรอบใหม่ตามที่เพิ่งประกาศออกมานี้ น่าจะเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มาตรการภาษีตามมาตรา 122 หมดอายุลงพอดี หลังจากที่กระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือร่วมกันเสร็จสิ้นลง

ขณะที่เกรียร์ระบุว่า เป้าหมายของเรื่องนี้คือการเร่งสรุปผลการสอบสวนทางการค้าหลายชุด เพื่อช่วยให้ทรัมป์สามารถประกาศใช้มาตรการภาษีรอบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่มาตรการเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงนั้นสิ้นสุดผลบังคับใช้