
ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เท่านั้นที่ชิงตั๋วใบที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยก็ทำสำเร็จ ในการพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลมาแล้ว 2 ปี ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีพรรคที่แข่งกันเอาใจชนชั้นนำและฝ่ายอนุรักษนิยมรวมเป็น 3 พรรค และหนึ่งในนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ความเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำในการจัดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ภายใต้เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชาชน (ปชน.) เปลี่ยนเกมการเมืองแห่งอนาคต
ภูมิใจไทย : พรรคมีเส้น ?
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้เวลาห้วงที่ถูกผลักออกมาจากรัฐบาลเพื่อไทย เจาะหลังบ้านรวบรวมเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยบางส่วน และเสียงฉันทมติจากพรรคฝ่ายค้านอย่าง ปชน. ยื่นข้อเสนอที่ทุกพรรคไม่อาจปฏิเสธ ชิงเสียงส่วนใหญ่โหวตให้เขาเป็นผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32
แม้ว่า “สีของพรรค” โดดเด่นด้วยนโยบายอนุรักษนิยมเต็มขั้น ด้วยสีตราสัญลักษณ์ของพรรคเป็นสีน้ำเงินล้วน ซึ่งหมายถึงการดำเนินงานทางการเมืองที่ยึดมั่นในวิถีของความเป็นไทย สื่อถึงความรักชาติ จรรโลงศาสนา และเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยทั้งชาติ ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มากว่า 16 ปี
แต่บุคคลสำคัญของพรรค คาดการณ์ทางการเมืองในฤดูเลือกตั้ง 2566 ไว้ว่า “อนุทิน-ภูมิใจไทย” จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จำนวนเสียง สส. ในสภาอาจเป็นใบอนุญาตใบสำคัญใบที่ 1 แต่ทุกพรรคที่จะดันหัวหน้าขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หากไม่ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตใบที่ 2 (ตามคำนิยามของปิยบุตร แสงกนกกุล) จึงจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมบูรณ์
สอดคล้องกับความเห็นของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแพทองธารขึ้นสู่รัฐบาลอนุทินไว้ว่า…
การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง…อีกครั้ง จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก 4 ฝ่าย หนึ่ง คือ ฐานเสียง สส. สอง คือ กองทัพ สาม คือ ชนชั้นนำขั้วอนุรักษนิยม และสี่ คือ โครงสร้างอำนาจพิเศษ
และแน่นอนว่า “อนุทินและพวก” ทำสำเร็จ ดันให้อนุทินจัดตั้งรัฐบาลชั่วข้ามเดือน พรรคขั้วเดียวกันกับภูมิใจไทย และพรรคต่างขั้ว จึงตีตราว่าภูมิใจไทย “เป็นพรรคมีเส้น”
“คราบใหม่” ของพรรคภูมิใจไทยคือ พรรคขั้ว “อนุรักษนิยมเทคโนแครต” ซึ่งแกนนำพรรครายหนึ่งให้ความเห็นว่า “เป็นแนวทางอนุรักษนิยม ที่ไม่เสี่ยงมากกับการทำนโยบาย ไม่หวือหวา แต่ทำได้จริง ซึ่งต่างกับนโยบายก้าวหน้าสุดขีด แต่ทำไม่ได้จริง”
การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่เพียงนโยบายแจก-จ่ายเงินเฉพาะหน้า แต่ทว่า จำนวน สส. บ้านใหญ่ที่ทยอยสมทบอย่างมีนัยสำคัญ อาจดันให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ต่ออีก 4 ปี ตามคำร้องขอต่อหมอปะกำช้าง ในงานวันเกิดผู้นำทางจิตวิญญาณของเนวิน ชิดชอบ เมื่อ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา
เพื่อไทย : ใช้บ้านใหญ่ ‘ชินวัตร’ ยกเครื่องชิงตั๋วพิเศษ
หลังพรรคเพื่อไทยหล่นจากอำนาจในทำเนียบ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯ ผู้ลูก แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อดีตนายกฯ ผู้พ่อ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบรรทัดสุดท้ายระบุว่า “จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุกอีก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ” ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
ต้นเดือนตุลาคม พรรคเพื่อไทยตั้งหลักและประกาศแคมเปญ “เพื่อไทยจะกลับมา” พร้อมแจงผลงานและข้อจำกัดในการเป็นรัฐบาล 2 ปี มีนายกฯ 2 คน
จากนั้น 7 ตุลาคม 2568 ขยายผลด้วยการตอกย้ำ เกมผู้นำที่ยอมรับความพ่ายแพ้และสรุปบทเรียน ด้วยแคมเปญ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” เพื่อเช็กเสียง-จัดแถว บุคลากรการเมืองใหม่อีกครั้ง สู้ศึกเลือกตั้ง 2569
วันเดียวกันนี้ แพทองธาร ชินวัตร จะโชว์วิสัยทัศน์ และเปิดตัวผู้เสนอตัวลงสมัคร สส. เฟสแรก และเฟ้นผู้สมัครแต่ละเขตทั่วประเทศ
คนในพรรคเพื่อไทยสรุปบทเรียน 2 ปีที่ผ่านมาว่า มีทั้งบวกและลบ จึงจำเป็นต้องถอดบทเรียน พร้อมๆ กับหาผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มขึ้น
ระหว่างที่พรรคอยู่ในช่วง “เลือดไหลออก” มี สส. บ้านใหญ่หลายบ้านแสดงความประสงค์ไปเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นทีมผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า
พรรคเพื่อไทยจึงต้องใช้บารมีของ “บ้านใหญ่ที่สุด” คือ บ้านชินวัตรและจันทร์ส่องหล้า ดึง-ดูด สส. บ้านใหม่-บ้านใหญ่ ให้ตรึงอยู่กับเพื่อไทย จนถึงวันรับสมัครเลือกตั้ง ด้วยแคมเปญ “คุณหญิงอ้อ” ให้กำลังใจถึงห้องประชุมพรรค
แน่นอนว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยดัน 2 นายกรัฐมนตรี พลิกข้ามขั้วกลายเป็นแนวหน้าของฝ่ายอนุรักษนิยม 2 ปีนับจากนี้ไป เกมการเมืองทั้งภายในพรรค และแนวรบยังคงเดินหน้าอยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีนโยบายก้าวหน้า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”
เกมที่ท้าทายเป้าหมายของเพื่อไทย ไม่เพียงแค่ชิงตั๋วชนะเลือกตั้ง แต่จำเป็นต้องชิงใบอนุญาตใบที่ 2 กลับคืนมาให้ได้… ไม่ง่าย และยากยิ่งกว่ายาก
ประชาธิปัตย์ ปัดฝุ่นคนเก่าสู้เกมใหม่
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยเป็นพรรคอนุรักษนิยมก้าวหน้า เมื่อยุคก่อตั้ง ล่มสลายในแง่จำนวน สส. และพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย ในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา
การเลือกตั้ง 2566 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในรอบ 20 ปี เมื่อสมาชิกระดับลายครามเกินกว่า 10 ราย ทยอยลาออก ทั้งไปสังกัดพรรคใหม่ในขั้วอนุรักษนิยม หรือพรรค 2 ลุง ทั้งพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) และออกไปเป็นนักการเมืองอิสระ
เมื่อ 2 ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ นำ 25 สส. เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการ พรรคแตกเป็น 2 เสี้ยว ทำงานในสภาผู้แทน 2 ขา
กระทั่งเกมเปลี่ยน เมื่อพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์แตกซ้ำอีกรอบ เมื่อเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากหัวหน้าพรรค และมีแนวโน้มสูงที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง จะขนพวกบ้านใหญ่ไปซบพรรคใหม่ บางส่วนไปสมทบกับพรรคธรรมนัส บางส่วนจะไปอยู่ในร่มภูมิใจไทย
จึงมีความพยายามอย่างสูง ที่จะดึงนักการเมืองรุ่นเก๋า ระดับอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเครือข่าย กลับมานำทัพอีกครั้งในการเลือกตั้ง 2569
ล่าสุดจึงมีอดีต สส. และนักการเมือง หลายคน เช่น กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม. และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางอรอนงค์ คล้ายนก อดีต สส.กทม. นางอานิก อัมระนันทน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ
นอกจากนี้ ยังมี นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง นายทศพร และนางอัญชลี วานิช เทพบุตร อดีต สส.ภูเก็ต ได้กลับไปสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว รวมทั้งคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต รมว.วัฒนธรรม นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรมช.สาธารณสุข
ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij โดยมีบุคคลในภาพ ประกอบด้วย 1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
3. ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการอิสระ 4. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้ร่วมก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม “Youth in Charge”
5. ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 6. ผศ. ดร.ต่อภัสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
นายกรณ์ระบุข้อความว่า “หัวข้อเมื่อคืนคือ อนาคตประเทศที่ทุกคนทุกรุ่นต้องการ”
ท่ามกลางข่าวการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงมีเพียงภาพ ปราศจากเสียงของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นสมาชิกและแนวร่วมชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม
ถนนการเมืองเปิดทางยูเทิร์นใหม่ให้กับ อภิสิทธิ์และคณะอีกครั้ง วัน-เวลาที่จะชี้ขาดอนาคตพรรคอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่วิสามัญพรรค เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2568
ทั้งพรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ จัดทัพชิงธงเลือกตั้ง ไม่เพียงหวังชนะได้ตั๋วจากฐานเสียง มวลชน หากแต่ทั้ง 3 พรรค ต้องการตั๋วใบที่ 2 ที่เปิดทางพิเศษให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และดันหัวหน้าขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 33


