“35 ปีเศรษฐกิจไทย” จากยุครุ่งเรืองสู่วิกฤติปี 2540 กับโจทย์เติบโตครั้งใหม่บนฐานเสถียรภาพและผลิตภาพ

ผ่านมา 35 ปีนับจากที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ครั้งแรกในปี 1991 เศรษฐกิจไทยใหญ่ขึ้นกว่าสามเท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์สหรัฐเป็นกว่า 8,000 ดอลลาร์ และอัตราความยากจนลดจากกว่า 50% เหลือไม่ถึง 5% ซึ่ง IMF บอกว่าน้อยประเทศที่ทำได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีบทเรียนราคาแพงระหว่างทางวิกฤติปี 2540 และการเติบโตที่ช้าลงทุกครั้งหลังเผชิญแรงกระแทก โจทย์ของ “การเติบโตครั้งใหม่” คือการยกระดับผลิตภาพบนฐานของเสถียรภาพ

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบมาถกในสัมมนา “Thailand Special Seminar” ในหัวข้อ Bangkok 1991 – 2026 Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ว่าด้วยเส้นทางสู่การเติบโตที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569  ที่กรุงเทพฯ  โดย นายเคนจิ โอกามูระ (Kenji Okamura) รองกรรมการจัดการ IMF กล่าวเปิดสัมมนา ก่อนเข้าสู่เวทีอภิปรายที่มี เมเบล ฮอง (Mabel Hong) จาก Bloomberg TV ประจำสิงคโปร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้ร่วมเวทีประกอบด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF และ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมเบลวางกรอบว่า ปี 1991 ไทยเพิ่งผ่านปลายทศวรรษ 1980 ที่เติบโตเป็นเลขสองหลัก แต่หลังจากนั้นต้องฝ่าทั้งวิกฤติการเงินเอเชีย ภาวะถดถอยโลก การระบาดใหญ่ และความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันเศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียง 2–3% ตามหลังประเทศในภูมิภาค ขณะที่หลายปีของความผันผวนทางการเมืองยังทิ้งโจทย์เชิงโครงสร้างไว้ ทั้งสังคมสูงวัย ผลิตภาพต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง คำถามคือไทยต้องทำอะไรเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและการลงทุนในระยะต่อไป และยุค AI จะซ้ำเติมโจทย์เหล่านี้หรือไม่

นายเคนจิ โอกามูระ รองกรรมการจัดการ IMF

35 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย

นายเคนจิ โอกามูระ รองกรรมการจัดการ IMF เปิดสัมมนาด้วยการแสดงความยินดีที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 และขอบคุณคนไทยสำหรับการต้อนรับ ก่อนฉายภาพเปรียบเทียบว่า ไทยในวันนี้ “เป็นประเทศที่แตกต่างไปมาก” จากเมื่อ 35 ปีก่อน เศรษฐกิจใหญ่ขึ้นกว่าสามเท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์เป็นกว่า 8,000 ดอลลาร์ และอัตราความยากจนลดจากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5%

โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตและภาคบริการที่มีผลิตภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว “มีไม่กี่ประเทศที่ทำการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเช่นนี้ได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน”

นายเคนจิชี้ว่า ความสำเร็จมาจากปัจจัยสามประการ ประการแรกคือสถาบันที่แข็งแรงและกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่น่าเชื่อถือ ซึ่งไทยเสริมสร้างขึ้นนับจากวิกฤติการเงินเอเชีย ช่วยรักษาเสถียรภาพและทำให้เศรษฐกิจรับมือบวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่ามาได้อย่างมั่นคง ประการที่สองคือ การเปิดประเทศและการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก ซึ่งหนุนการลงทุนและการค้า และเปิดโอกาสใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง และประการที่สามคือ การลงทุนในคน ทั้งการศึกษา สุขภาพ และทักษะ ซึ่งวางรากฐานของการเติบโตในอนาคต

แต่นายเคนจิเตือนว่า แม้ความสำเร็จของประเทศไทยตลอด 30 ปีที่ผ่านมาจะมีความโดดเด่นอย่างยิ่ง แต่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยจะต้องรับมือกับโลกที่มีความแตกแยก เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเผชิญกับวิกฤติที่ถั่งโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องแก้ปัญหาความท้าทายเชิงโครงสร้างที่อาจกดดันการเติบโตในอนาคต ซึ่งรวมถึงการก้าวสู่อังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

“การเร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและสถาบันต่างๆ การส่งเสริมความเปิดกว้างและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการลงทุนในทุนมนุษย์ จะเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาการเติบโตและความยืดหยุ่นฟื้นตัวให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายเคนจิกล่าว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ (New Sources of Growth) ซึ่งรวมถึงการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากผลิตภาพ (Productivity Gains) ที่ได้จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างโอกาสให้แก่คนรุ่นใหม่เพื่อปรับตัวเข้าสู่สังคมสูงวัย และทำให้แน่ใจว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นครอบคลุมคนทุกกลุ่ม (Inclusive Growth)

“สิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่เราต้องการร่วมกันค้นหาทางออกในการสัมมนาครั้งนี้ เมื่อประชาคมโลกได้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถมองย้อนกลับมาดูอีกหนึ่งบทบาทสำคัญแห่งความสำเร็จในเส้นทางการพัฒนาของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบทใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และมอบบทเรียนอันทรงคุณค่าให้แก่ภูมิภาคและแก่โลกใบนี้ต่อไป” นายเคนจิกล่าว

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

  • เปิดเสรีเศรษฐกิจสร้างความรุ่งเรือง แต่ทิ้งบทเรียนวิกฤติปี 2540

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เริ่มด้วยการไล่เรียงสิ่งที่ไทยทำมา 4 เรื่อง เรื่องแรกคือการเปิดเสรีการค้า ซึ่งเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ตามโครงการปรับโครงสร้างของธนาคารโลก แล้วต่อเนื่องในทศวรรษ 1990 พร้อมขยายไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน (ASEAN), เอเปค (APEC), องค์การการค้าโลก (WTO) และอื่นๆ อีกมากมาย “ตอนผมเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในปี 1997 เราส่งออกได้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ปีนี้จะเป็น 400,000 ล้านดอลลาร์”

เรื่องที่สองคือการเปิดเสรีทางการเงิน รวมถึงธุรกิจประกันภัยด้วย ซึ่งมาจากคำแนะนำของ IMF ไทยลงนามยอมรับพันธกรณีตามมาตรา 8 ของ IMF เปิดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 1992 และในปีเดียวกันก็จัดตั้ง กิจการวิเทศธนกิจ BIBF (Bangkok International Banking Facilities) ซึ่งตอนแรกออกแบบให้เป็นการกู้ต่างประเทศเพื่อไปปล่อยต่างประเทศ (out-out) แต่ต่อมากลายเป็นการกู้เข้ามาปล่อยในประเทศ (out-in) และ “นั่นคือจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ” เพราะตอนนั้นไทยยังไม่เข้าใจเรื่อง “Impossible Trinity” คือ การไม่สามารถมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ บัญชีทุนที่เปิดเสรี และนโยบายการเงินที่เป็นอิสระได้พร้อมกัน

“ในปัจจุบันเรามีภาคการเงินที่แข็งแกร่งมาก ”

เรื่องที่สามคือการให้เอกชนเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่โทรคมนาคม ซึ่งทำให้ไทยมีระบบโทรคมนาคมและดิจิทัลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ไปจนถึงรถไฟฟ้าลอยฟ้าที่ลงนามกันในปี 1992 จนปัจจุบันมีระบบขนส่งในเมืองที่ดี และการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ภาคพลังงาน โทรคมนาคม ก่อสร้าง ขนส่ง และสายการบินอยู่ในมือเอกชนเป็นส่วนใหญ่

ส่วนเรื่องที่สี่คือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Care) ที่เริ่มในปี 2001–2002 ซึ่งผลิตแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่มีทักษะจำนวนมาก

“ทั้ง 4 ด้านที่เราได้สร้างขึ้นตลอด 35 ปีที่ผ่านมา จะยังคงส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาในอนาคตของเราต่อไป” ดร.ณรงค์ชัยกล่าว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเล่า

  • จาก First Takeoff สู่ Second Takeoff ของเศรษฐกิจไทย

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเล่าว่า ไทยทำได้ดีในการยกระดับเศรษฐกิจจากภาคเกษตรสู่ภาคการผลิต โดยใช้จังหวะของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในทศวรรษ 1980 ระหว่างผู้เบ่นรายใหญ่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ใช้การแทรกแซงค่าเงินทำให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาดุลการค้าที่มีกับญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตออกไปยังอาเซียน และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากญี่ปุ่นและประเทศอื่น “เราใช้โอกาสนั้นปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากภาคเกษตรกรรมมาสู่ภาคการผลิต”

ต่อมาในปี 1991ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF ซึ่งในมุมมองของดร.เอกนิติ คือ “First Takeoff” ของเศรษฐกิจไทย โดยยกภาพของจังหวัดระยองบนชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ประชาชนซึ่งเคยเป็นเกษตรกร ย้ายมาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และลดความยากจนจากเกือบ 50% เหลือ 5%

บทเรียนที่ได้จากการเปลี่ยนผ่านครั้งนั้น ดร.เอกนิติยอมรับว่า ไทยเคยคิดว่าตัวเองจะเป็น “เสือใหญ่” ของตลาดเกิดใหม่ เพลิเพลินกับการเติบโตถึง 8–10% แล้วก็หลงลืมเรื่อง “เสถียรภาพ” จึงกู้ยืมเงินจำนวนมากผ่าน BIBF เพื่อเร่งการเติบโต “เราเรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดในปี 1997 เมื่อเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน ว่าการเติบโตโดยไม่มีเสถียรภาพก่อให้เกิดวิกฤติการเงินที่กระทบผู้คนจำนวนมาก คนตกงาน บริษัทล้มละลาย เราได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพง”

นับจากนั้นไทยพยายามรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ปัจจุบันภาคการเงินและธนาคารแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศมีมากเกือบสามเท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

สำหรับก้าวต่อไปข้างหน้า ดร.เอกนิติกล่าวว่า เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนอันเจ็บปวดในอดีต ขณะที่บริบทเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ในอดีตไทยมีแรงงานอย่างเหลือเฟือ แต่ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย “เราจึงไม่ได้มีแรงงานมากมายอีกต่อไป”

ยุทธศาสตร์ขั้นต่อไปจึงเป็นการยกระดับเศรษฐกิจไทย การทะยานตัวครั้งต่อไป (Next Takeoff) ต้องมุ่งเน้นไปที่ ผลิตภาพ (Productivity) เน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพ และเน้นที่ ทุนมนุษย์ (Human Capital)

“เรายังคงต้องเปิดรับและใช้ประโยชน์จากการลงทุนที่เข้ามายังประเทศไทย ในฐานะคลื่น FDI ระลอกที่สอง ร่วมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economies) เพื่อพยายามเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะดึงคนไทยให้เติบโตไปพร้อมกับคลื่นลูกใหม่นี้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว และเปรียบว่า เสมือนรถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่กำลังจอดเทียบท่าในประเทศไทย แต่รถไฟขบวนนี้มีพื้นที่และประตูจำกัด ขณะที่มีผู้คนจำนวนมากกำลังยืนรออยู่บนชานชาลา

ดังนั้น สิ่งที่พยายามทำ คือการเปิดประตูให้คนไทยได้ยกระดับทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราต้องสร้างหลักประกันเรื่องเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่ง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ทั้งเสถียรภาพภายนอกและเสถียรภาพภายใน ต้องเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตในก้าวต่อไป แต่เราต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลิตภาพและทุนมนุษย์ ดังนั้น เราจึงเรียนรู้จากวิกฤติ และเราไม่อยากให้วิกฤติครั้งต่อไปเกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนในปี 1997 อีก” ดร.เอกนิติกล่าว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

  • ระบบการเงินแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจจริงกลับเติบโตช้าลง

จากการมองอดีตมาสู่ปัญหาปัจจุบัน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เริ่มจากปี 1997 โดยชี้ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้ง ธปท. และระบบการเงินไทย ที่นำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่ง การปฏิรูปครั้งใหญ่ ตั้งแต่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น การสร้างกันชนภายนอกด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก ไปจนถึงสถาบันการเงินที่แข็งแรงกว่าเมื่อ 30 ปีก่อนมาก

“ในแง่ความยืดหยุ่นทางการเงิน เราทำได้ค่อนข้างดี แต่เรายังมีงานต้องทำอีกมากในภาคเศรษฐกิจจริง เราต้องยอมรับว่าเราประสบความสำเร็จน้อยกว่าในภาคนี้” นายวิทัยกล่าว พร้อมยกตัวเลขการเติบโตมาอธิบายว่า ลดลงทุกครั้งหลังเผชิญแรงกระแทกใหญ่ ก่อนปี 1997 ไทยเคยโตมากกว่า 7% หลังจากนั้นลดเหลือ 5.3% หลังวิกฤติการเงินโลกลดลงอีกเหลือ 3.5% และหลังการระบาดของโควิดโตเฉลี่ยเพียง 2.4% โดยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 2.1–2.3%

นายวิทัยมองว่า แรงกดดันหลักต่อการเติบโตมาจากปัญหาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรวมทั้ง ธปท. ต้องใช้ทรัพยากรไปแก้ไขมากขึ้น พร้อมเน้นว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินต้องประสานกัน เดินไปในทิศทางเดียวกันและเสริมกัน นอกจากนี้ต้องรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบาย การเสริมสร้างฐานะการคลัง ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และการรักษาพื้นที่นโยบายทั้งการคลังและการเงินไว้เพื่อให้มีขีดความสามารถในการรับมือแรงกระแทกครั้งต่อไป

ในรอบ 12 เดือนที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ออกนโยบายภาคการเงินเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดย 4 ด้านหลักที่พยายามมุ่งเน้น ได้แก่ หนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs, การเงินเพื่อความยั่งยืน (Green Finance) และ การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมายที่ผ่านบริการทางการเงิน

ตัวเลขที่ผู้ว่าการ ธปท.หยิบมาชี้ให้เห็นความเปราะบางของภาค SMEs คือ ยอดสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาสล่าสุดลดลง 4.4% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 6% และจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) SMEs ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด 30% แรก ได้รับสินเชื่อเพียง 21% เท่านั้น

นายวิทัยเห็นด้วยกับ ดร.ณรงค์ชัย ที่ตั้งข้อสังเกตเรื่อง SMEs ในช่วงหลังของเวที ว่า “เราช่วยทุก SME ไม่ได้” และการยกระดับ SMEs ให้มีประสิทธิภาพและผลิตภาพสูงขึ้น ไม่อาจทำได้ด้วยการปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นปัญหาของภาคเศรษฐกิจจริง จึงต้องคัดเลือกเน้นกลุ่มที่ยังมีศักยภาพแข่งขัน เช่น แปรรูปอาหาร ธุรกิจเกษตร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และธุรกิจสุขภาพ

ศ.เกียรติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์

โจทย์ใหม่ไม่ใช่แค่มีแผน แต่ต้องปฏิรูปให้เกิดผล

  • ต้องย้ายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ศ.เกียรติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เล่าบทเรียนจากประสบการณ์ไทยสามข้อสำหรับเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้แก่ การรวมตัว (integration) การปรับตัวทางอุตสาหกรรม และขีดความสามารถ (capability) ทั้ง 3 ข้อนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในการรับมือกับวิกฤติ ความผันผวน และความไม่แน่นอน

ดร.สุทธิพันธ์กล่าวว่า การรวมตัวเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของไทยและอาเซียนมาอย่างยาวนานผ่านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม แม้อาจมีความเปราะบางในโลกปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความแตกแยกและความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น แต่อาเซียนเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้างและมีพลังขับเคลื่อนมากที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการค้าคิดเป็นเกือบ 90% ของ GDP ภูมิภาค ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึงสองเท่ากว่าๆ

นอกจากนี้ ยอดการส่งออกทั้งหมดไปยังโลก คิดเป็นเกือบ 90% ซึ่งเท่ากับ 8% ของสหรัฐอเมริกา และหากนับรวมเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามายังอาเซียน ซึ่งในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 243,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15% ของ FDI ทั่วโลกในปี 2025

“ตัวเลขทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการรวมตัวในอาเซียน แต่ทว่าแม้จะมีความก้าวหน้าในการสร้างประชาคมอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกลับไม่ได้เก็บเกี่ยวประโยชน์เท่าที่ควร เราต้องดิ้นรนกับความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในประเทศมานานเกินไป และเรายังคงจมอยู่กับอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ บางประเภท” ดร.สุทธิพันธ์กล่าว

ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม สามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ โดยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global Value Chain) และโดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้แข็งแกร่งขึ้น

ดร.สุทธิพันธ์กล่าวว่า ในการก้าวไปข้างหน้าท่ามกลางโลกที่ถูกดิสรัปต์และไม่อาจคาดเดาได้ จึงไม่มีทางอื่นใดนอกจากต้องเดินหน้ารวมตัวต่อไป และวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ รวมถึงสร้างสินทรัพย์ทางอุตสาหกรรมใหม่ๆ เชิงยุทธศาสตร์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เราไม่สามารถสร้างอนาคตได้ด้วยการพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตแบบเมื่อวานนี้เพียงอย่างเดียว ประเทศไทยจำเป็นต้องย้ายไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น พร้อมๆ กับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมที่เรามีอยู่แล้ว” ดร.สุทธิพันธ์กล่าว

ดร.สุทธิพันธ์ ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมยานยนต์ ปัญหาไม่ใช่ไทยผลิตรถยนต์ไม่ได้ แต่ต้องปรับฐานอุตสาหกรรมจากเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นและผู้ผลิตระดับโลกครองอยู่ ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสนามที่จีนครองความเป็นผู้นำ ตัวอย่างนี้ชี้ว่าโลกและอาเซียนกำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงสามด้านพร้อมกัน คือ การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและสีเขียว และ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่

การปรับเปลี่ยนนี้ต้องครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้ง SMEs สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ รวมถึงเปิดกว้างไปสู่ภูมิภาคที่กว้างขึ้นด้วย

ในเรื่อง ขีดความสามารถ ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์จากอาเซียนและกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เช่น ASEAN Plus One หรือ RCEP แต่การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้ ต้องมีขีดความสามารถทางสถาบัน (Institutional Capabilities) รวมถึงธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพของสถาบันที่ดีขึ้น

ดร.สุทธิพันธ์ยกตัวอย่างสำคัญสองเรื่องสำหรับอนาคตของการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน เรื่องแรกคือ ผลการศึกษาโดย ADB (และ ILO) สรุปว่าแรงงานเกือบ 80 ล้านคน ต้องเผชิญหรือได้รับผลกระทบจาก Generative AI ไม่มากก็น้อย หมายความว่า รูปแบบของงานและทักษะที่จำเป็นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในภูมิภาค ส่วนอีกผลการศึกษาหนึ่งของ ADB เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียวในอาเซียน สะท้อนถึงโอกาสใหม่ๆ รวมถึงการสร้างงานสีเขียว (Green Jobs) ถึง 30 ล้านตำแหน่งในอาเซียนภายในปี 2030

“ขีดความสามารถในการสร้างผลิตภาพ นวัตกรรม และศักยภาพของคนเหล่านี้ จะไม่สามารถบรรลุผลได้เลยหากปราศจากขีดความสามารถทางสถาบัน นี่คือจุดสำคัญที่เราต้องเข้มแข็ง มีความคล่องตัว และมีพลังมากพอที่จะคว้าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และเราต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายด้วย” ดร.สุทธิพันธ์กล่าว

  • ผลิตภาพ AI พลังงาน และ “ซอมบี้ SME”

ด้าน ดร.ณรงค์ชัย ชี้ว่าบรรยากาศปี 1991 กับ 2026 ต่างกันมาก ปี 1991 คือความ “คึกคัก” เต็มที่ ทุกอย่างไปได้ดี อินเดียเข้าสู่ตลาดโลก จีนก้าวเข้ามา แต่เมื่อมองจากปี 2026 ไปข้างหน้า “เลวร้ายมาก” อย่างไรก็ตามไม่ได้มองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รุนแรง และเห็นว่าสิ่งที่ต้องมุ่งเน้น คือ “ปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัล” (Digital Technology Revolution) หรือ DX โดย AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เพิ่ม “ความเร็ว” ทั้งในด้านความคิดและการขับเคลื่อน บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ที่มีอยู่แล้ว แต่ DX (Digital Transformation) ที่ต้องส่งเสริมการพัฒนา กระตุ้น และจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้ผู้คนใช้ประโยชน์จากการปฏิวัติดิจิทัลนี้อย่างแท้จริง

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวว่า DX ต้องใช้พลังงานมหาศาล จึงเรียกว่า NX (Energy Transformation) และหากสร้างสมดุลของทั้งคู่ได้ ก็นำไปสู่การปรับโครงสร้างได้

“การปรับปรุง “ผลิตภาพ” (Productivity) ก็มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนา DX และ NX อย่างแท้จริง หากเรามี DX และ NX ที่แข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน จะสามารถนำสิ่งนี้ไปประยุกต์ใช้ ซึ่งหมายถึงการมี “บริษัทแห่งอนาคต” (Firm of the Future)” ดร.ณรงค์ชัยกล่าว

เราพูดถึง SMEs, SMEs, SMEs มากเกินไปแล้วครับ จริงๆ แล้วหลายแห่งจำเป็นต้องออกจากตลาดไปได้แล้ว เพราะหากคุณมองที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในประเทศไทย อยู่ที่ 60%, 60%, 60% มาโดยตลอด นั่นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขามีเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งาน

โดยตั้งข้อสังเกตว่ากำลังการผลิตของไทยใช้ไปเพียงราว 60% มาตลอด สะท้อนว่ามีเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้ “เราพูดถึง SME กันมากเหลือเกิน แต่หลายแห่งควรออกจากตลาด” ดร.ณรงค์ชัยกล่าว พร้อมเห็นว่า บริษัทซอมบี้ (Zombie SMEs)บางส่วนควรมี “ทางออกจากฉากทัศน์นี้” เพื่อให้เกิดบริษัทแห่งอนาคต

ดร.ณรงค์ชัยยังมีข้อเสนอแนะถึง “กำลังคนแห่งอนาคต” (Workforce of the Future) ซึ่งต้องผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติมาทำงานในไทย เพราะบริษัทแห่งอนาคตและกำลังคนแห่งอนาคตจำเป็นต้องมีความร่วมมือกับชาวต่างชาติอย่างแน่นอน “เรากำลังปกป้องบริษัทและคนของเราเกินไป”

และสุดท้ายคือ “เมืองแห่งอนาคต” (City of the Future) ดร.ณรงค์ชัยเห็นว่า จังหวัดใหญ่ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเข้มแข็ง เช่น ขอนแก่น ควรมีอิสระมากขึ้นในการปกครองตนเอง (Autonomous) พร้อมขอให้ดร.เอกนิตินำไปเสนอรัฐบาล

  • คำตอบจากรัฐบาล: เปิดภาคบริการ ลดอุปสรรค และเล่นเป็นทีมเดียวกัน

ดร.เอกนิติตอบรับว่าเห็นด้วย ไทยต้องเปิดเสรีภาคบริการ เมื่อได้ยกระดับจากภาคเกษตรสู่ภาคการผลิตแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือเพิ่มผลิตภาพ เคลื่อนสู่ภาคบริการ และยกระดับภาคการผลิต ซึ่งการเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในปัจจัย อีกด้านคือใช้โอกาสที่บริษัทต่างชาติกำลังมองหาฐานที่ปลอดภัยเพื่อกระจายการผลิตและตลาด ทำให้ไทยมีคำขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวนมาก เพื่อยกระดับภาคการผลิตและทักษะคนไทย และเชื่อมกับมหาวิทยาลัยผ่านโครงการ Skill Bridge

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ให้เอกชนเลือกอุตสาหกรรมนำหน้า ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ แปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์แห่งอนาคต (จากเครื่องยนต์สันดาปสู่รถ EV) บริการทางการแพทย์และเวลเนส และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ดร.เอกนิติเปรียบว่าภาคเอกชนคือ “กองหน้า” ที่ต้องยิงประตู ภาครัฐคือ “กองกลาง” ที่ต้องสนับสนุน ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง และภายนอก คือ “แนวรับ” ของทีม

ดร.เอกนิติยังยกตัวอย่างการเชื่อมห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นนอกกรุงเทพฯ ทั้งลำพูนที่เป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ภาคเหนือ นครราชสีมาที่ดึงบริษัทใหญ่จำนวนมากมาลงทุนและเชื่อมกับมหาวิทยาลัย และสงขลาที่ผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ได้ดี ซึ่งเป็น “เมืองแห่งอนาคต” ในแบบของไทย

สิ่งสุดท้ายคือต้องยกเลิกหรือปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน ยกตัวอย่างใบอนุญาตทำงาน ที่ผู้สนใจอาจต้องรอคิวนาน

ส่วนฐานเสถียรภาพ ดร.เอกนิติชี้ว่า ท่ามกลางความกังวลทั่วโลกต่อเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น ขณะนี้พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.4% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 5% เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่งปรับมุมมองจากลบเป็นคงที่ จากวินัยทางการคลังที่ยึดมั่น “นี่คือเส้นทางที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มีความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม”

สถาบัน: แผนดี คนเก่ง แต่ปฏิรูปไม่ต่อเนื่อง

ดร.สุทธิพันธ์ มองว่าความท้าทายใหญ่สำหรับประเทศไทย คือความสามารถเชิงสถาบันในการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ไทยเป็นประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง วิกฤติปี 1997 พิสูจน์ว่าเมื่อมีเจตจำนงโดยเฉพาะเจตจำนงทางการเมือง ไทยก็ผ่านทุกความท้าทายได้ แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องใช้การลงมือทำต่อเนื่องหลายปี ซึ่งไทยบางครั้งทำได้ไม่ดีนัก “นี่คือความขัดแย้งในตัวเอง ไทยมีแผนพัฒนาที่ยอดเยี่ยม ทุนมนุษย์ก็ยอดเยี่ยม และมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์มากมาย แต่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นการเติบโตของผลิตภาพอย่างยั่งยืนได้ เพราะจุดอ่อนเชิงสถาบัน”

ในยุค AI ดร.สุทธิพันธ์ย้ำว่า ธรรมาภิบาลสำคัญกว่าที่เคย สถาบันต่างๆ จะต้องรักษาสมดุลระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม” (Inclusion) เมื่อ AI ยกระดับผลิตภาพ ก็ต้องดูแลไม่ให้ความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานกว้างขึ้น รัฐต้องลงทุนต่อเนื่องในการพัฒนาทักษะและการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน และผลักดันการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตกถึงทุกคน ซึ่ง”หากทำได้ ไทยอาจก้าวสู่ระดับประเทศสมาชิก OECD ได้เร็วขึ้น”

นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF

  • IMF: AI ปรับโครงสร้างงาน ไม่ได้ทำลายงาน

นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ซึ่งปิดท้ายเวที เริ่มจากภาพใหญ่ของเอเชีย เมื่อสามทศวรรษก่อน เอเชียมีส่วนร่วมในการเติบโตของโลกไม่ถึงหนึ่งในสี่ แต่ปีนี้สูงถึง 68% “ ตัวเลขนี้บอกได้เลยว่า เอเชียมีพลังขับเคลื่อนมากเพียงใด ใครที่เลือกมองข้ามเอเชีย ก็เท่ากับยอมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง”

นายกฤษณะกล่าวว่า เอเชียจึงเป็นภูมิภาคที่มีพลังขับเคลื่อนมากที่สุดในโลก ตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ จากภาคเกษตรกรรม ไปสู่ภาคการผลิต และก้าวไปสู่ภาคบริการที่มีผลิตภาพสูงขึ้น การที่รายได้ต่อหัว (Per Capita Income) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 1,800 ดอลลาร์ เป็น 8,000 ดอลลาร์ “ไม่ใช่ความสำเร็จเล็กๆ เลย แต่มันยิ่งใหญ่มาก”

IMF เองก็เรียนรู้จากวิกฤติการเงินเอเชีย ทั้งการประเมินภาคการเงินอย่างเป็นระบบ (Financial Sector Assessment Programs – FSAP)และปรับปรุง Integrated Policy Framework (กรอบการดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ) ที่ใช้สำหรับการจัดการกระแสเงินทุนผันผวน และการนำนโยบายต่างๆ มาร่วมมือกัน ขณะที่เครื่องมือการให้กู้ยืม (Lending Toolkit) ด้านการให้ความช่วยเหลือทางการเงินก็ทันสมัยขึ้น

“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราได้เป็นพันธมิตรร่วมกับประเทศอย่างไทย ในการสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Development) ให้แก่ประเทศต่างๆ อีกมากมายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในเอเชียด้วย” นายกฤษณะกล่าว

นายกฤษณะเตือนเรื่อง FDI ว่า เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น นักลงทุนก็ดึงเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ ได้ง่าย ตลาดเกิดใหม่จำนวนมากจึงดึง FDI ได้ยากขึ้น “ความน่าเชื่อถือและความคาดเดาได้ของนโยบาย” ทั้งความเป็นอิสระของธนาคารกลางและวินัยทางการคลังของรัฐบาล จึงสำคัญมาก เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าประเทศนี้มีนโยบายที่ถูกต้อง คาดเดาได้ มีวินัย

ส่วนเรื่อง AI งานวิจัยของ IMF พบว่าในเอเชีย อุตสาหกรรมที่มีการเปิดรับหรือเกี่ยวข้องกับ AI ในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI น้อยกว่า ความต้องการแรงงานลดลงราว 10% แต่ “ทรงตัว” ที่ระดับนั้น เพราะเป็นเรื่องของการ “จัดระเบียบตลาดแรงงานใหม่” มากกว่าการเลิกจ้างงาน ดังนั้น หากแรงงานแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถและความเต็มใจที่จะปรับตัวใช้ AI และทำงานร่วมกับมัน บริษัทต่างๆ ก็จะยิ่งเต็มใจจ้างงาน

“AI จะไม่ได้เข้ามาทดแทนแรงงาน แต่จะช่วยให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นในอุตสาหกรรมนั้นๆ ดังนั้น ไม่ใช่สิ่งที่บอกว่างานกำลังจะถูกทำลาย แต่เมื่อเปิดรับ AI เรียนรู้และปรับตัวทำงานร่วมกับมัน มันจะสร้างงานเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าการยกระดับทักษะ (Skilling) จึงมีความสำคัญมากยิ่ง เพราะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ไม่ใช่แค่การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ได้รับการศึกษา และได้ปริญญา แต่คือการเรียนรู้ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า AI จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันมากขึ้น” นายกฤษณะกล่าว