บก.ปอศ. ผนึกกำลัง ก.ล.ต. ออกหมายจับเครือข่ายข้ามชาติ อำพรางการถือหุ้น VGI หลีกเลี่ยงหน้าที่รายงานและทำคำเสนอซื้อ

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายกลุ่มบุคคลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งใช้นิติบุคคลและกองทุนในต่างประเทศถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) ในการได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) (VGI) โดยในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บก.ปอศ. และ ก.ล.ต. ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย”

โดย พล.ตํารวจเอก อิทธิพล อัจฉริยประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ ACSC (Anti Cyber Scam Center) หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พล.ตํารวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อํานวยการศูนย์ ACSC พล.ตํารวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวน์วนาสัย ผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานก.ล.ต. พลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) และนาย กมลสิทธิ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)

พล.ตํารวจเอก อิทธิพล อัจฉริยประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ ACSC กล่าวว่า ผลการปฏิบัติเป็นความร่วมมือของ 3 หน่วยงานได้แก่ ปปง. กลต. และกองบัญชาการสอบสวนกลาง สืบเนื่องมาจากคดีแรกที่ได้ขยายผลจากคดีแรกที่กองปราบได้จับกุมผู้ต้องหาหลอกนักลงทุนชาวต่างชาติมาลงทุนในไทย คดีที่สองเป็นคดีที่กองปราบจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ต้องหาเดียวกัน เป็นการขยายผลซึ่งใช้ระยะเวลาพอสมควร

พลตำรวจตรี ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ปัจจุบันทั้งหมดหลบหนีอยู่ต่างประเทศ

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า กลุ่มผู้ต้องหากระทำความผิดมูลฐาน 2 กรณี ได้แก่ การฉ้อโกงนักธุรกิจชาวลาว และการได้เงินมาจากคดีเกี่ยวกับกลุ่มสแกมเมอร์ จากการสืบสวนพบว่าเงินจำนวนมากถูกนำมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ผอ.ศูนย์จึงสั่งการให้ บช.ก. ประสานงานกับ ก.ล.ต. และ ปปง. ตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินและธุรกิจที่นำเงินไปลงทุน

ผลการตรวจสอบพบว่าเงินดังกล่าวถูกยักย้ายถ่ายเทเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาเอง หรือเข้าบัญชีธนาคารในกัมพูชา จากนั้นใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านทางการเงิน ส่งต่อเข้ากองทุนในสิงคโปร์ ก่อนนำกลับมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน

กองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ได้ร่วม ก.ล.ต. และ ปปง. ดําเนินการทําการออกหมายจับทั้งหมด กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดจํานวน 6 รายและดําเนินการติดตามตัวหมายแจ้งข้อกล่าวหาอีก 1 ราย

โดยแบ่งผู้ต้องหาเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มที่ 4 ผู้ประสานงานจัดหาและคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้แก่ นายสรรพากร และนายไข่ปิง

กลุ่มที่ 1 นายเบน สมิท ซึ่งถือว่าเป็น “Mastermind” ทำหน้าที่วางแผนบริหารจัดการการลงทุนด้วยเงินที่ได้จากการฟอกเงิน

กลุ่มที่ 2 นายยิม เลียก และนายยูจีน ทำหน้าที่จัดหาแหล่งเงินทุน โดยนายยิม เลียก ยังเป็นผู้ร่วมกระทำผิดในความผิดมูลฐานเรื่องสแกมเมอร์ด้วย

กลุ่มที่ 3 ผู้รับผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเป็นภรรยาของนายเบน สมิท

กลุ่มที่ 4 ผู้ประสานงานจัดหาและคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้แก่ นายณัฐกร และนายไค่ปิง

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า ได้รายงานผลการสืบสวนทั้งหมดไปให้ ก.ล.ต. และ ปปง. ซึ่ง ปปง. ได้ดําเนินการยึดและอายัดเงินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 7 รายนี้ไว้ส่วนหนึ่ง

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) เข้าตรวจค้นจุดเป้าหมาย 4 จุด ยึดเอกสารพยานหลักฐาน 6 รายการ ที่สำคัญคือเอกสารเกี่ยวกับกองทุน สัญญากู้เงิน และการถือครองคริปโต ขณะที่ ปปง. ได้ยึดและอายัดเงินของผู้ต้องหาทั้ง 7 รายไว้ส่วนหนึ่งแล้ว

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 รายเคยถูกออกหมายจับในคดีอื่นมาก่อน และมีการออกหมายแดง (Red Notice) ไว้ครบทุกราย ส่วนนายณัฐกร ซึ่งถูกดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา ในชั้นนี้ให้การปฏิเสธ

นายกมลสิทธิ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ชี้แจงความคืบหน้าการยึดอายัดทรัพย์สินและแนวทางการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ในคดีที่ ปปง. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินคดีกับเครือข่ายของนายยิม เลียก และนายเบน สมิท

นายกมลสิทธิ์ระบุว่า คดีนี้เริ่มจากการบูรณาการการทำงานของ 3 หน่วยงาน จนนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชนกับเครือข่ายผู้ต้องหา โดยทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดของกลุ่มอาชญากรรมดังกล่าว ทั้งจากขบวนการสแกมเมอร์ที่หลอกลวงฉ้อโกงบุคคล ซึ่งมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจากผู้เสียหายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ปปง. ออกคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้ทั้งสิ้น 5 คำสั่ง มูลค่ารวมประมาณ 26,000 ล้านบาท ประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ เงินในบัญชี และหลักทรัพย์ในตลาด โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่กลุ่มเครือข่ายถือครองหรือเป็นเจ้าของ คิดเป็นมูลค่าเฉพาะส่วนของหุ้นกว่า 16,000 ล้านบาท

ขณะนี้ ปปง. ส่งสำนวนทรัพย์สินเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนที่เหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยกระบวนการอยู่ในชั้นศาล แบ่งเป็น 2 สำนวน

สำหรับทรัพย์สินที่มีผู้เสียหาย ปปง. จะใช้กระบวนการตามกฎหมายฟอกเงินในการประกาศคุ้มครองสิทธิ์ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงธรรมดาหรือฉ้อโกงประชาชน ให้มายื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ที่สำนักงาน ปปง. โดยบูรณาการร่วมกับสำนวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายกมลสิทธิ์ระบุว่า ปปง. จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ผู้เสียหายเข้ามาขอรับการคุ้มครอง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้เร็วๆ นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดกรอบและกลุ่มผู้เสียหายที่จะมีสิทธิ์ยื่นคำร้อง

ดร.พรอนงค์ บุศราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงประเด็นการถือหุ้นและมาตรฐานการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของนายยิม และนายเบน โดยระบุว่า ก.ล.ต. ติดตามกรณีนี้มาตั้งแต่ปี 2567 หลังทราบข่าวว่าบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่อาจเกี่ยวพันกับกลุ่มบุคคลที่เข้ามาถือครองหุ้น และอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า การดำเนินการในวันนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) โดยมีกองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่มได้รับจัดสรร ได้แก่

  • กลุ่มที่ 1 CAI, Optimum Fund และ VCC เพื่อ EDH Investment จำนวน 2,900 ล้านหุ้น
  • กลุ่มที่ 2 Opus และ Charter Insurance จำนวน 2,200 ล้านหุ้น
  • กลุ่มที่ 3 Thai IR จำนวน 800 ล้านหุ้น

รวมมูลค่าการจัดสรรกว่า 8,850 ล้านบาท

จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ก.ล.ต. พบว่าผู้รับผลประโยชน์รายสุดท้ายที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกองทุนทั้ง 3 กลุ่มเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ นายยิม น.ส.แคทลียา และ น.ส.สุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน

เมื่อรวมการถือหุ้นแล้วเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียง แต่ไม่มีการรายงานในฐานะกลุ่มบุคคลเดียวกัน และไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามเกณฑ์

สำหรับหุ้นอีกตัวหนึ่งซึ่งมีข้อจำกัดให้ต่างชาติถือครองได้รายละไม่เกินร้อยละ 5 ก.ล.ต. พบว่าเครือข่ายกลุ่มนี้มีการถือหุ้นแทนกันจนรวมเกินร้อยละ 20

ก.ล.ต. จึงแจ้งเรื่องและสนับสนุนข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การดำเนินการในวันนี้ กับกลุ่มบุคคลที่ ก.ล.ต. ถือว่ากระทำการร่วมกัน (Acting in Concert)

ในช่วงตอบคำถามของสื่อมวลชน ดร.พรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในวันนี้เป็นการกล่าวโทษการกระทำความผิดตามมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับ หุ้นบริษัท วีจีไอ (VGI) ส่วนหลักทรัพย์อื่นอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริง

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า กรณีของ VGI เกี่ยวข้องกับการทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) และการจัดสรรหุ้นให้กองทุนต่างประเทศ 3 กอง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ พบว่ากองทุนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง โดยมีผู้รับผลประโยชน์รายสุดท้าย (UBO) อยู่เบื้องหลัง ดังนี้

  • CAI มี นายยิม เป็น UBO
  • Opus มี น.ส.แคทลียา เป็น UBO
  • Thai IR มี น.ส.สุภารัตน์ เป็น UBO

จากการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของ 3 หน่วยงาน พบว่า นายเบน เป็นผู้วางแผน ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจึงเข้านิยามการกระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) ตามประกาศของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (กทท.) นำไปสู่การกล่าวโทษในวันนี้

นายกมลสิทธิ์ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงฐานและขอบเขตการยึดอายัดทรัพย์ในคดีนี้ ว่าเป็นการดำเนินการอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน โดยยึดอายัดทั้งอสังหาริมทรัพย์และบัญชีเงินฝากของกลุ่มบุคคลที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ ปปง. ยังยึดอายัดทรัพย์ที่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 3 ตัว ได้แก่ BCPG (บริษัทในเครือบางจาก), VGI และ MFC โดย ปปง. พิจารณาจากมิติการเคลื่อนย้ายเงินที่ได้จากการกระทำความผิด ซึ่งถูกส่งออกนอกประเทศผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ จึงยึดอายัดทรัพย์ที่อยู่ในรูปหุ้นดังกล่าว โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นจากความผิดมูลฐานฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน

คำสั่งยึดอายัดดังกล่าวได้ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 โดยทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินในนามของบุคคลหรือบริษัทเฉพาะกลุ่มที่นำเงินมาใช้ลงทุนซื้อหุ้น ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตัวบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใด

ปัจจุบันกระบวนการทางกฎหมายดังกล่าวได้เข้าสู่ชั้นศาลแล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนในการรวบรวมและคุ้มครองสิทธิ์ เพื่อคืนความยุติธรรมและเยียวยาให้กับผู้เสียหายที่ถูกกลุ่มบุคคลดังกล่าวหลอกลวงจากคดีฉ้อโกงประชาชนและแก๊งสแกมเมอร์

ดร.พรอนงค์เสริมว่า มาตรการอายัดดังกล่าวจะมุ่งเป้าไปเฉพาะผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดในกระบวนการผันเส้นทางการเงินเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ (Performance) หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน และหุ้นต่างๆ รวมถึงหุ้น VGI ยังคงมีการซื้อขายตามปกติในตลาดหลักทรัพย์

พล.ต.ต. ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) เปิดเผยถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 7 รายว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาครอบคลุม 4 ข้อหาหลัก ได้แก่

  1. ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน
  2. ร่วมกันเป็นอั้งยี่
  3. ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ ตามมาตรา 247 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ
  4. ไม่รายงานกรณีการได้มาหรือจำหน่ายซึ่งหลักทรัพย์ ตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

แถลงการณ์ร่วมของบก.ปอศ. และ ก.ล.ต. ระบุว่า คดีนี้เป็นผลจากการบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างสองหน่วยงาน บก.ปอศ. สืบสวนพฤติการณ์ของเครือข่ายในประเทศ ส่วน ก.ล.ต. ใช้กลไกความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจพหุภาคีของ IOSCO (IOSCO Enhanced Multilateral Memorandum of Understanding Concerning Consultation and Cooperation and the Exchange of Information : EMMoU) เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ จากนั้นนำข้อมูลมาประกอบกับพยานหลักฐานที่ บก. ปอศ. ได้จากการสอบสวน มาพิจารณาเส้นทางการเงินข้ามประเทศ วิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียน  ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดประกอบกันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวกระทำการร่วมกัน โดย ก.ล.ต. ได้ส่งความเห็นในส่วนของการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ) ไปยัง บก.ปอศ. โดยมีสาระสำคัญดังนี้

(1) กรณีการร่วมกันเข้าครอบงำกิจการ ผู้ลงทุน 3 รายที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (private placement) ของ VGI มีแหล่งเงินทุนร่วมกันและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (acting in concert) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 7/2552*

(2) กรณีการรายงานไม่ถูกต้องและเป็นเท็จและการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในชั้นนี้ พิจารณาได้ว่า เมื่อนับรวมหุ้นทั้งหมดที่กลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 3 รายแล้ว เข้าข่ายถือหุ้นเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (tender offer) และรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ พฤติการณ์นี้เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมทั้งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ด้วย

ในการดำเนินคดี  บก.ปอศ. ได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ได้แก่

  1. นายเบน (สงวนนามสกุล)
  2. นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล)
  3. นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล)
  4. นายยิม (สงวนนามสกุล)
  5. นายยูจีน (สงวนนามสกุล)
  6. นายไคปิง (สงวนนามสกุล)
  7. นายณัฐกร (สงวนนามสกุล)

โดย บก.ปอศ. ได้แจ้งข้อหา ได้แก่ การรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 ไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามมาตรา 247 รวมทั้งมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน บก.ปอศ.  นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย

การบูรณาการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ บก.ปอศ. เป็นผู้ดำเนินคดีอาญา และ ก.ล.ต. สนับสนุนข้อมูล พยานหลักฐาน และการร่วมให้ความเห็นในส่วนของการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แนวทางนี้ทำให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเครือข่ายได้ครบถ้วนในกระบวนการเดียว ครอบคลุมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และใช้อำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้อย่างเต็มที่

หน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์และหน้าที่ทำคำเสนอซื้อ เป็นกลไกสำคัญที่คุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย กลไกนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยรู้ว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง และได้รับโอกาสขายหุ้นอย่างเป็นธรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุม การใช้บุคคลใดหรือกองทุนถือหุ้นแทนโดยมีเจตนาอำพรางเจ้าของที่แท้จริงจึงกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนโดยตรง ก.ล.ต. จะดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการใช้โครงสร้างลักษณะนี้อีก และจะร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้กระทำผิดไม่อาจหลบเลี่ยงกฎหมายได้ แม้จะใช้โครงสร้างข้ามพรมแดน

ทั้งนี้ การดำเนินคดีเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการตามกฎหมาย ผู้ต้องหายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการต่อไป

หมายเหตุ: *ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 7/2552 เรื่อง กำหนดลักษณะความสัมพันธ์หรือพฤติกรรมที่เข้าลักษณะเป็นการกระทำร่วมกับบุคคลอื่น และการปฏิบัติการตามมาตรา 246 และมาตรา 247