
อ่านชีวิตของอานันท์ ปันยารชุน ตั้งแต่รากตระกูลมอญ–จีน การศึกษา สู่ชีวิตนักการทูต การก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ 2 สมัย ไปจนถึงบทบาทกับภาคประชาสังคม ธีรยุทธ บุญมี ตั้งคำถาม “เราจะจดจำคุณอานันท์ด้วยคำว่าอะไร” ก่อนนำไปสู่อีกคำถามหนึ่งจากสื่อ ปราบต์ บุนปาน เมื่อมองกลับมายังประเทศไทยปี 2569 ว่า วันนี้เรายังต้องการคนแบบ” อานันท์”อีกหรือไม่
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ได้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร” ชีวประวัติบุคคลสำคัญระดับประเทศ อานันท์ ปันยารชุน ผลงานการประพันธ์โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์อาวุโส ซึ่งใช้เวลาในการค้นคว้าและเรียบเรียงข้อมูลประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3 ปีครึ่ง โดยได้รับเกียรติจาก ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80ฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ
พร้อมวงเสวนา โดยศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี (ในรายงานนี้ใช้อาจารย์ธีรยุทธ แทนศาสตราจารย์ธีรยุทธ เนื่องจากสังคมคุ้นเคยกับคำว่าอาจารย์ธีรยุทธ) นักคิด นักวิเคราะห์การเมือง ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายปราบต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่ม และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ ดำเนินการเสวนา
“ผู้ดีรัตนโกสินทร์”: คำตอบอยู่ที่ชาติตระกูลหรือการกระทำ
ภายในงานได้มีการฉาย VDO แสดงให้เห็นถึงรากเหง้าอันทรงเกียรติและเส้นทางชีวิตของ ‘หงส์ลายมังกร’ อานันท์ ปันยารชุนอย่างรอบด้าน
ตระกูล “ปันยารชุน” และ “โชติกเสถียร” นับเป็นสองตระกูลขุนนางและคหบดีที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยามมาตั้งแต่ยุคต้นถึงยุคกลางแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับตระกูลขุนนางและพ่อค้าใหญ่อย่าง “จาติกวณิช” และ “โปษยานนท์” ซึ่งในเวลาต่อมา ลูกหลานจากสายสกุลเหล่านี้ต่างก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในแทบทุกวงการของสังคมไทย
ทว่านิยามความเป็น “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ในมุมมองและชีวิตของ อานันท์ ปันยารชุน อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชาติตระกูลสูงศักดิ์ดังที่หลายคนคาดคิด
จากจุดเริ่มต้นสายสกุลทางฝั่งบิดา พระยาเทพประชุน ปู่ของอานันท์ ปันยารชุน เดิมมีเชื้อสายมอญจากโพธาราม ราชบุรี เมื่อครั้งยังมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงชาติสุรินทร์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ให้ร่วมเดินทางไปกับคณะราชทูตสยาม เพื่ออัญเชิญพระราชสารไปถวายแด่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อพ.ศ.เมื่อปี พ.ศ. 2404 ภาพของหลวงชาติสุรินทร์ในยุคนั้นยังปรากฏเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ ทั้งในภาพถ่ายและภาพเขียนสีน้ำมันของจิตรกรราชสำนักฝรั่งเศส ต่อมาได้กลับมารับราชการในกระทรวงกลาโหม และเจริญก้าวหน้าจนดำรงตำแหน่งราชปลัดทูลฉลอง
ส่วนสายสกุลทางฝั่งมารดาของอานันท์ ปันยารชุนนั้น ก็นับว่าเป็นตระกูลขุนนางที่โดดเด่นด้านการค้า โดยคุณหญิงปลึก มารดาของอานันท์ ปันยารชุน เป็นหลานของพระยาโชติราชเศรษฐีเถียน
พระยาเทพประชุนมีภรรยาเอกคือ คุณหญิงจันทร์ มีบุตรชายคนหนึ่งนามว่า เสริญ ปันยารชุน ซึ่งต่อมาสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ และก้าวขึ้นมาเป็นปัญญาชนสยามที่มีบทบาทสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่าน รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) ·
บนเส้นทางรับใช้แผ่นดิน พระยาปรีชานุสาสน์ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการ ก่อนจะ ลาออกจากราชการมาบุกเบิกวงการสื่อสิ่งพิมพ์ จนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเป็นคนแรก พระยาปรีชานุสาสน์สมรสกับ คุณหญิงปลึก โชติกเสถียร (ธิดาของพระยาทิพย์โกษา และคุณหญิงกุหลาบ) มีบุตร-ธิดารวม 12 คน โดยมี อานันท์ ปันยารชุน เป็นบุตรชายคนเล็ก
ทางด้านสายสกุลฝั่งมารดา ถือเป็นตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการค้า โดยคุณหญิงปลึก มารดาของอานันท์ เป็นหลานของ พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน โชติกเสถียร)เจ้ากรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ริเริ่มกิจการเรือสำเภาค้าขาย และสร้างโรงสูบน้ำตลาดน้อยซึ่งเป็นระบบประปาชุมชนแห่งแรกในสยาม ในยุคนั้นพระยาโชฎึกราชเศรษฐี ไม่ได้เป็นเพียงมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังเป็นข้าราชการฝ่ายจีนเพียงคนเดียวที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศให้สวม “เสื้อครุยมังกร” เข้าร่วมประกอบพิธีสำคัญในพระราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 5
จากรากเหง้าตระกูลขุนนางเก่าแก่ทั้งฝ่ายบิดาและมารดา ประกอบกับการหล่อหลอมจากครอบครัวที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการศึกษา ได้กลายเป็นเบ้าหลอมอันแข็งแกร่งของ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างดีในประเทศไทย ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนดัลลิช (Dulwich College) ประเทศอังกฤษ และเข้าศึกษาวิชากฎหมาย ณ วิทยาลัยทรินิตี (Trinity College) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จนสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2498
พื้นฐานจากโรงเรียนประจำเก่าแก่และมหาวิทยาลัยชั้นนําระดับโลก มีส่วนสำคัญยิ่งในการหล่อหลอมวิสัยทัศน์ ความเป็นสากล และทักษะทางการทูต ซึ่งส่งผลต่อชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนและเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ แม้เส้นทางนักการทูตจะดูเหมือนปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับมีหนามแหลมคมซ่อนอยู่ที่ปลายทาง
อานันท์ผ่านสมรภูมิทางการทูตท่ามกลางยุคสงครามเย็น ทั้งในเวทีองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) วิกฤตการณ์เรือมายาเกวซ (Mayaguez) รวมถึงภารกิจประวัติศาสตร์ในการนำคณะเจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน เมื่อปี พ.ศ. 2518 ในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนต้องอำลาชีวิตราชการในที่สุด
ทว่าโชคชะตากลับนำพาให้อานันท์ต้องก้าวสู่เวทีการเมืองในฐานะ “นักการเมืองจำเป็น” จนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย ซึ่งสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลอานันท์ 1 ที่ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยความโปร่งใส หรือ รัฐบาลอานันท์ 2 ที่ก้าวเข้ามาผ่าวิกฤติพฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เพื่อดับชนวนความขัดแย้งและคืนความสงบเรียบร้อยให้แก่ประเทศ
ครั้งหนึ่ง อานันท์ ปันยารชุน เคยกล่าวไว้ว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญ ขณะเดียวกันก็เป็นลูกหลานคหบดีขุนนางชาวจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เปรียบเสมือน “หงส์ลายมังกร” ที่ใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนบนผืนแผ่นดินไทย
ความเป็น “หงส์ลายมังกร” นี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานแห่งโลกทัศน์อันพิเศษของอานันท์ ความตระหนักรู้และภาคภูมิใจในรากเหง้าที่หลากหลาย เป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับความแตกต่างหลากหลายในมิติต่างๆ ของสังคมไทย
เรื่องราวชีวิตและการทำงานของ อานันท์ ปันยารชุน จึงเป็นป็นเรื่องราวของหงส์ลายมังกรในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่น่าศึกษาและเรียนรู้ยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามคำว่า “ผู้ดี” หรือ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้วัดกันที่ชาติตระกูลหรือฐานะเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ สำนึกในความซื่อสัตย์สุจริตต่อสังคมและหน้าที่การงาน ซึ่งถือเป็นการรักษาเกียรติภูมิและคุณค่าแห่งความเป็นผู้ดีที่แท้จริง

ปรีดิยาธร ยก “อานันท์” ผู้นำฉลาด เป็น “นักประชาธิปไตยแท้”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเริ่มต้นว่า ได้พบนายอานันท์ครั้งแรกเมื่อนายอานันท์เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ ขณะนั้นเพิ่งเรียนจบและฝึกงานที่ธนาคารในนิวยอร์ก นายอานันท์เคยไปนั่งชมการถ่ายทอดอเมริกันฟุตบอลที่ห้องพักซึ่งอยู่ใกล้สํานักงานทูตไทยประจําสหประชาชาติ 2–3 ครั้ง จึงจดจำได้ว่าเป็นคนพูดจาฉะฉาน และให้ความเป็นกันเองกับคนรุ่นหลัง ตนรู้สึกนับถือและติดตามผลงานของนายอานันท์เรื่อยมา
“ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ผู้ใหญ่ขนาดทูตประจําสหประชาชาติให้ความเป็นกันเองกับผม ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องการบ้านการเมือง จึงไม่ได้สนทนาในเรื่องบ้านเมือง สนทนากันในเรื่องจิปาถะประกอบการดูฟุตบอลเท่านั้น แต่ก็จดจําได้ว่าท่านเป็นคนพูดจาฉะฉานและให้ความเป็นกันเองแก่เด็กๆ อย่างผมเป็นอย่างดี ผมรู้สึกนับถือและชอบท่านมาตั้งแต่ตอนนั้นและติดตามผลงานของท่านตลอดมา” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวต่อว่า ต่อจากนั้นเมื่อนายอานันท์ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็ได้ยินเรื่องราวจากพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในกรุงวอชิงตันว่า “ท่านทูตอานันท์เป็นคนทำงานเก่งมาก และเป็นที่รักของข้าราชการประจำสถานทูตทุกคน ทั้งยังทำให้ทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจและเบิกบานใจที่มีผู้นำสถานทูตที่ทรงความสามารถถึงเพียงนี้”
เรื่องราวการทำงานของคุณอานันท์ได้เข้ามาสู่การรับรู้ของม.ร.ว.ปรีดิยาธรอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยมีคำสั่งเรียกตัวนายอานันท์เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการประท้วงในกรณีวิกฤตการณ์เรือมายาเกวซ (Mayaguez incident) และได้รับทราบว่า่นายอานันท์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เตรียมการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญต่อความอยู่รอดของประเทศเป็นอย่างมาก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุว่า นายอานันท์สามารถเจรจาและเตรียมการจนไทยเปิดความสัมพันธ์ได้สำเร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือน
“ผมติดตามข่าวการเดินทางไปเยือนไปเปิดสัมพันธ์ความสัมพันธ์กับจีนของท่านนายกคึกฤทธิ์อย่างใจจดใจจ่อ และรู้สึกดีใจมากที่การเปิดความสัมพันธ์ดําเนินไปสัมฤทธิ์ผลอย่างสมบูรณ์ ในความรู้สึกของผมในขณะนั้น วีรบุรุษ 3 คนของผมในเรื่องนี้คือคุณชายคึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และท่านปลัดอานันท์ ปันยารชุน และผมก็ยังชื่นชมชื่นชมทั้ง 3 ท่านมาจนทุกวันนี้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวต่อว่า นายอานันท์ยังเป็นกำลังสำคัญผลักดันการเปิดความสัมพันธ์กับเวียดนาม ซึ่งนายพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ก่อนจะถูกคณะปฏิวัติปลดจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศปี 2519
“เหตุการณ์บ้านเมืองในด้านการต่างประเทศกําลังเป็นไปด้วยดี แต่แล้วเราก็โชคไม่ดีเมื่อเกิดการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2519 ผมต้องรับฟังข่าวที่กระทบกระเทือนจิตใจ คือข่าวที่คณะปฏิวัติปลดคุณอานันท์จากตําแหน่งปลัดกระทรวง ผมจําได้ว่าผมนั่งฟังข่าวนั้นทางวิทยุด้วยความเศร้าใจ รู้สึกว่า “ไม่ยุติธรรม” เลยที่คนที่ทําประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างชัดเจนต้องถูกปลดจากตําแหน่งเช่นนี้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
หลังออกจากราชการ นายอานันท์ไปทำงานภาคเอกชนและด้วยความสามารถก็ได้รับเลือกเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อรัฐบาล
“ผมมีโอกาสได้พบเห็นความสามารถในการเป็นกระบอกเสียงที่ดีของคุณอานันท์คราวหนึ่ง คือคราวที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดคณะเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งผมมีโอกาสได้ติดตามไปด้วย ในครั้งนั้นผู้ที่เป็นประธานฝ่ายเกาหลีใต้ในการต้อนรับในการต้อนรับคือประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน คุณอานันท์เป็นผู้ที่ทําหน้าที่กล่าวในนามภาคเอกชนจากประเทศไทย ผมจําเนื้อหาที่ท่านพูดไม่ได้แล้ว แต่จําได้ว่าพวกเราคนไทยในที่นั้นรู้สึกชื่นชอบในสิ่งที่ท่านพูดและรู้สึกภูมิใจที่มีผู้นําอย่างคุณอานันท์ แอบหวังอยู่ในใจว่าเมื่อไหร่รัฐบาลไทยจะมีผู้นําที่เก่งกาจสามารถอย่างนี้บ้าง”
แล้วโชคชะตาก็เข้าข้างประเทศไทย เมื่อหลังจากรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 คณะบุคคลที่ทํารัฐประหารตัดสินใจให้เชิญนายอานันท์ ปันายารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ที่มาของการเชิญนายอานันท์มาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นเพราะพลเอกสุจินดา คราประยูร ที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารบกที่กรุงวอชิงตันในคราวที่นายอานันท์ทำหน้าที่เอกอัครราชทูต ได้มีโอกาสได้เห็นความสามารถและประทับใจในความเก่งกาจของนายอานันท์ด้วยตนเอง
“ใครจะนึกว่าข้าราชการที่เคยถูกคณะทหารปลดจากตําแหน่งและออกไปทํางานกับเอกชน แล้วไม่ได้เข้าเล่นการเมืองใดๆ เลย อยู่ๆ จะได้รับเชิญจากคณะทหารให้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศทั้งหมดเลย ผู้ที่ถูกเชิญต้องเก่งจริงๆ จนผู้ที่เชิญกล้าทําในสิ่งที่นึกไม่ถึง” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเล่าว่า ขณะนั้นตนเองซึ่งเป็นโฆษกรัฐบาลชุดก่อนต้องตกงานทันทีเพราะการรัฐประหาร แต่อีก 4–5 เดือนต่อมา นายอานันท์เปิดโอกาสให้เข้าร่วมรัฐบาลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามข้อเสนอของนายอมเรศ ศิลาอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น ซึ่งเท่ากับ “ชุบชีวิตให้ผมได้เกิดใหม่ในชีวิตการทำงานอีกครั้งหนึ่ง เป็นพระคุณที่ผมจดจําไว้ตลอดชีวิต”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเล่าต่อว่า ตนเองเคยเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีรวม 4 รัฐบาล ได้แก่ ในฐานะโฆษกรัฐบาล 1 รัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี 2 รัฐบาล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 1 รัฐบาล และกล่าวได้ว่า “ที่ประชุม ครม. ชุดนายกอานันท์ เป็นที่ประชุมที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด” ประชุมกันอย่างไม่เยิ่นเย้อ กระชับ ชัดเจน และมีบทสรุปที่ไม่คลุมเครือ เพราะนายอานันท์ “เป็นคนฉลาด เข้าใจเรื่องได้ง่าย จับประเด็นได้เร็ว” นอกจากความฉลาด มีคุณธรรม และตรงไปตรงมาแล้ว อีกคุณลักษณะสำคัญคือการเป็น “นักประชาธิปไตยที่แท้จริง”
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยกตัวอย่างว่า นายอานันท์กำหนดเป้าหมายสำคัญในรัฐบาลคือต้องจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดเพื่อคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน โดยกำหนดว่าจะเลือกตั้งภายใน 4–6 เดือน ขณะนั้นตนเองเห็นว่าโครงการรถไฟฟ้ามวลชนของกรุงเทพฯ ยังไม่ได้เริ่มสักที และระยะเวลาดังกล่าวเตรียมการไม่ทัน จึงเรียนขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกราว 6 เดือน เพื่อผลักดันรถไฟฟ้าให้เริ่มได้อย่างน้อย 1 สาย แล้วรัฐบาลต่อไปจะได้สานต่อ
นายอานันท์ตอบสั้นๆ ว่า “คุณเป็นลูกศิษย์อาจารย์ป๋วยได้อย่างไร ถึงเวลาที่เราต้องคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนแล้ว ต้องทำให้เร็วที่สุด” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเล่าว่า ตนเองจึง “เงียบและไม่ตอบอะไร”
ก่อนจบปาฐกถา ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวชื่นชมผู้เขียนว่า ผลงานชีวประวัติบุคคลสำคัญของวิมลพรรณมีการค้นคว้าละเอียดเหมือนงานวิจัย อ่านสนุก และเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองประกอบอย่างครบถ้วน พร้อมเชิญชวนให้ผู้ร่วมงานอ่านหนังสือเล่มนี้

เบื้องหลัง “หงส์ลายมังกร”: ความตั้งใจตลอด 3 ปีครึ่งของ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้บันทึกชีวิตอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ถ่ายทอดเรื่องราวประทับใจ ความผูกพัน ตลอดจนเส้นทางการทำงานตลอด 3 ปีครึ่งที่ได้หล่อหลอมออกมาเป็นหนังสือเล่มสำคัญนี้ว่า จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปเยือนและเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เมื่อเดินทางกลับมาแล้ว นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล จึงได้ประสานขอให้ประเทศไทยส่งคณะนาฏศิลป์ไทยไปร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งในตอนนั้น เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ตนเองได้รับการคัดเลือกในฐานะนักข่าวหญิงคนแรกและคนเดียวของสยามรัฐร่วมเดินทางไปในฐานะสื่อมวลชนเพียงคนเดียวประจำคณะ
คณะนาฏศิลป์ไทยเดินทางไปเปิดการแสดงในหลายเมืองใหญ่เป็นเวลาสี่สิบกว่าวัน ทั้งกวางโจว ปักกิ่ง เทียนจิน และอีกหลายเมือง และทุกแห่งที่ไปเยือน ชาวจีนต่างพากันพูดถึงแต่ชื่อของ ‘อานันท์ ปันยารชุน’ ในฐานะผู้นำคณะเจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน
ประกอบกับตนเองมีความผูกพันและรู้จักกับครอบครัวของนายอานันท์มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากเป็นเพื่อนสนิทกับหลานของนายอานันท์ จึงมีความชื่นชมและประทับใจในตัวนายอานันท์เสมอมา จนเกิดความตั้งใจในใจว่า ‘วันหนึ่ง จะต้องเขียนหนังสือเกี่ยวกับคุณอานันท์ให้ได้’
วิมลพรรณกล่าวว่า การทำงานสร้างสรรค์หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาค้นคว้าและเรียบเรียงยาวนานถึง 3 ปีครึ่ง จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงออกมาเป็นเล่ม “จึงรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ทำความตั้งใจนี้ให้กลายเป็นความจริง“

ธีรยุทธ ตั้งคำถามเราจะจดจำ “อานันท์ ปันยารชุน” ด้วยคำว่าอะไร
ในวงเสวนางานเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน” ผู้ร่วมเสวนาไม่ได้ถกเรื่องว่านายอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีเพียงใด แต่สะท้อนให้เห็นว่า “อานันท์” ไม่ได้เกิดขึ้นจากคุณสมบัติส่วนตัวอย่างเดียว แต่เป็นผลผลิตของสถาบันและบริบทหลายชุด เริ่มจากคำถามของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ที่ว่า เมื่อพูดถึง ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สังคมนึกถึง “ผู้นำเชิงจริยธรรมของปัญญาชน” และ “สันติประชาธรรม” แล้วกับ “อานันท์” ในอนาคตสังคมไทยจะจดจำด้วยคำว่าอะไร
นำไปสู่อีกคำถามสำคัญปิดท้ายจากปราบต์ บุนปาน ที่อาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยยังต้องการ “อานันท์ ปันยารชุน” อีกคนหรือไม่ หากคือ สังคมไทยในปี 2569 ยังมีระบบที่สามารถสร้างคนที่มีความเป็นมืออาชีพ ยึดหลักความรับผิดชอบต่ออำนาจ มีความเป็นอิสระทางความคิด และพร้อมทำงานกับคนที่แตกต่างขึ้นมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะได้อีกหรือไม่
อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักคิด นักวิเคราะห์การเมือง เริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตถึงชื่อหนังสือว่า เป็นการใช้คำและสรรหาคำได้อย่างที่น่าสนใจ เนื่องจากสะท้อนภาพสายเลือดและกลุ่มชาติพันธุ์จีนกับมอญ ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญอย่างยาวนานในสังคมไทย ชื่อหนังสือ “หงส์ลายมังกร” สะดุดใจเพราะเป็นการกลั่นคำเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จีนและมอญ ซึ่งมีบทบาทในสังคมไทยมาช้านาน”
อาจารย์ธีรยุทธ ระบุว่า แม้หนังสือจะรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เศรษฐกิจและชีวประวัติครอบครัวไว้ได้อย่างมีประโยชน์ แต่สิ่งที่ตนเองยังคาดหวังและอยากเห็นไม่ใช่เพียงประวัติของนายอานันท์ แต่เป็น “คำ” จากการ “ตกผลึกความคิด” ที่จะทำให้สังคมจดจำ อานันท์ ปันยารชุน ในประวัติศาสตร์สังคมไทย จึงยังไม่ใช่ “หงส์ลายมังกร” ในความหมายของคำที่คนจะใช้จดจำนายอานันท์
“สิ่งที่ผมในใจแล้วผมอยากจะฝากไว่า ผมอยากจะเห็นผลึกของความคิดที่จําคุณอานันท์ต่อไปในประวัติศาสตร์ของสังคมไทยว่าคนจะจําในคําไหนมากที่สุด อ่านดูแล้วยังไม่ใช่คำว่า หงส์ลายมังกร” อาจารย์ธีรยุทธกล่าว
อาจารย์ธีรยุทธยกตัวอย่างว่า สังคมจดจำ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ด้วยวลี “ผู้นำเชิงจริยธรรมของปัญญาชน” และ “สันติประชาธรรม” และอยากให้นายอานันท์มีคำทำนองเดียวกัน โดยยอมรับว่าตนเองยัง “ไม่กล้าผลิต” คำนั้นขึ้นมา เพราะเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันคิด แต่อยากให้สังคมมีประโยคสั้นๆ 2–3 ประโยคที่ใช้จดจำนายอานันท์ได้ตลอดไป
“ผมอยากให้มีคำที่ใช้จดจำคุณอานันท์ แต่ก็ไม่กล้าผลิตเอง เพราะเป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันคิด จึงอยากฝากไว้ให้ช่วยกันคิดว่าสังคมจะจดจำคุณอานันท์ในเรื่องไหน”
อาจารย์ธีรยุทธ ได้เสนอแนวคิดคำที่ควรใช้จดจำ นายอานันท์ ปัญญารชุน ในหลายมิติ
ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
“ผมนับถือท่านมาก และอยากเห็นคำที่ผลิตขึ้นมาแทนตัวท่านได้ ผมนึกถึงคำว่า ‘โปร่งใส’ ได้คำหนึ่ง หรือ ‘accountability’ คือ ความรับผิดชอบ แต่ต้องร้อยเป็นวลีที่ติดหู เหมือนอย่าง ‘หงส์ลายมังกร'” อาจารย์ธีรยุทธกล่าว
บทบาทการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย “การเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัยเด่นมาก เป็นนายกฯ ที่ดีของสังคมไทยและการเมืองไทย ซึ่งมีไม่กี่คน เป็นสิ่งที่คนยอมรับ”
พันธมิตรของภาคประชาสังคม “การเป็นมิตรกับกลุ่ม NGO และกลุ่มการเมืองต่างๆ และไม่ทอดทิ้งภารกิจ แม้จะอายุมากแล้ว แต่ขยันและทุ่มเทอย่างมากในการช่วยเหลือกลุ่มที่เข้ามาเคลื่อนไหวเพื่อสังคม น่านับถือมาก”

จากมอญ–จีน สู่ “หงส์ลายมังกร” รากที่สร้าง อานันท์ ปันยารชุน
อาจารย์ธีรยุทธ ยังได้ขยายภาพประวัติศาสตร์ทางสังคม โดยกล่าวว่า ‘หงส์ลายมังกร’ ให้ความรู้ในช่วงเปลี่ยนผ่านสําคัญ
“สังคมไทยเราไม่ค่อยพูดถึงกันว่าเป็นอาณาจักรการค้า แต่อยุธยาเป็นอาณาจักรการค้า เราเติบโตมาจากการค้า บทบาทของการค้ากับคนไทยและคนจีนเชื่อมโยงกันมาตลอด” อาจารย์ธีรยุทธกล่าวและวว่า มีผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์เคยพูดว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพ่อค้าทุกพระองค์ ต้องเกี่ยวข้องกับการค้าผ่านพระคลังสินค้าและพระคลังข้างที่ต่างๆ ไทยจึงเป็นสังคมการค้ามาตั้งแต่หลังสมัยพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นสังคม cosmopolitan ใหญ่มาก อยุธยาใหญ่กว่าลอนดอนและหลายเมืองในยุโรป
สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงมีรสนิยมแบบ cosmopolitan ทรงดื่มไวน์ ทรงมีพระราชวังที่ลพบุรี และนิยมแฟชั่นเปอร์เซียมาก พระรูปบางภาพ ทำให้เห็นว่าทรงแต่งกายแบบเปอร์เซีย การค้าของอาณาจักรไทยกับโลกมีมาตลอด “เราเป็นศูนย์กลางหนึ่งของการค้าในเอเชีย เป็นศูนย์กลางสำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไล่ไปตามลุ่มน้ำ ส่วนลุ่มน้ำโขงสมัยนั้นสู้เราไม่ได้ เรามีการค้ากับจีนเช่นกัน”
“ผมคิดว่า บทบาทของการค้ากับคนไทยและคนจีนเชื่อมโยงกันมาตลอด และพยายามดูว่าสิ่งนี้สร้างอะไรให้สังคมไทย ซึ่งน่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จึงให้ประโยชน์กับผมมาก ตามที่ผมศึกษาเรื่องเจ้าสัวรุ่นเก่าๆ ที่มีผู้เขียนไว้แล้ว และสืบสายต่อมา”
อาจารย์ธีรยุทธเล่าว่า คนจีนแต่ก่อนที่เข้ามาต้องถวายตัว หรือไม่ก็ขอความคุ้มครองจากเจ้านายเพื่อทำการค้า ในสมัยอยุธยาจึงแตกเป็นก๊กต่างๆ มาก ทั้งเจ้าทรงกรมที่มีพระโอรสพระธิดาหลายสิบพระองค์ และฝ่ายวังหน้าวังใน ก็แตกกันค่อนข้างมาก เพราะผลประโยชน์การค้าเป็นส่วนใหญ่ เจ้านายที่ค้าขายมีมาตลอด
ภาพของอยุธยาจึงเป็นว่า คนจีนที่เข้ามาไม่ได้มีบทบาททางการเมืองมากนัก เพราะต้องเข้าไปสังกัด แต่ก็ไปทำหน้าที่ในกรมท่าซ้าย ขณะที่รัตนโกสินทร์จะเห็นว่าเป็นย่านการค้าของคนจีนเลย ไม่เหมือนตลาดอยุธยา จากคำให้การขุนหลวงหาวัด จะเห็นว่ามีตลาดในเมืองเป็น 10 ตลาด เป็น 30-40 ตลาด เป็นตลาดนานาชาติ มีสินค้าหลากหลายจากหลายท้องถิ่นมาขาย อยุธยามีทั้งบ้านญี่ปุ่น บ้านโปรตุเกส บ้านฮอลแลนด์
เมื่อถึงสมัยกรุงเทพฯ การค้าของคนจีนชัดเจนมาก คือ ย่านเยาวราช–สำเพ็ง ไม่มีย่านอื่น มีคนจีนหลายกลุ่ม แต่การค้ารวมตัวอยู่กับคนจีนเป็นหลัก ส่วนชาวอินเดียอยู่ทางพาหุรัด ซึ่งเข้ามาประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อเกิดไฟไหม้แล้วตัดถนนขึ้นมา ชาวอินเดียและซิกข์หลายกลุ่มก็เข้ามาทำมาหากินในตอนนั้น เศรษฐกิจส่วนหนึ่งจึงมีชาวอินเดียและคนจีนเข้ามามีส่วน
จากนั้นอาจารย์ธีรยุทธได้โยงมายังนายอานันท์ โดยกล่าวว่า สายตระกูลของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนกับสังคมไทยที่ต่างจากสมัยอยุธยา ซึ่งคนจีนต้องถวายตัวหรือขอความคุ้มครองจากเจ้านายเพื่อทำการค้า ขณะที่สมัยรัตนโกสินทร์คนจีนมีความเป็นอิสระมากขึ้น รวมตัวเป็นเครือข่ายช่วยกันด้านทุน และมีบทบาทมากขึ้นทั้งในการค้า การขุดคลอง และการตั้งโรงงานน้ำตาล โดยบางส่วนรับราชการในตำแหน่งโชฎึกราชเศรษฐี
“ยุครัตนโกสินทร์คนจีนก็มีความเป็นอิสระมากขึ้น แล้วก็เป็นกลุ่มก้อน มีเครือข่ายที่จะช่วยเหลือกันในเรื่องของทุน เรื่องต่างๆ มากขึ้น ก็มีบทบาทมากขึ้น” อาจารย์ธีรยุทธยกตัวอย่าง บทบาทในการขยายคลองของเจ้าสัวยิ้มที่ขุดคลองสาธร ขุดคลองภาษีเจริญ แลกกับการขอลดภาษีฝิ่น ขณะเดียวกันขอไปตั้งโรงงานน้ําอ้อยริมคลองในนครชัยศรี
“ฉะนั้นนครชัยศรีเป็นฐานกําลังสําคัญของตระกูลคุณอานันท์ คุณหญิงสุ่นมาจากนครชัยศรี แล้วลูกหลานของทางสายของเจ้าสัวเถียน ก็ไปเป็นผู้ว่าอยู่ที่นครชัยศรี อยู่ตลอดแล้วก็ลงไปทางใต้ ไปภูเก็ต เพราะฉะนั้นคือว่าสายนี้คุมการค้า ซึ่งจะพบในหนังสือเล่มนี้” อาจารย์ธีรยุทธกล่าว
ตระกูลขุนนาง-คหบดี “ไทย-จีน-มอญ” ผลิตกำลังปฏิรูปประเทศ วางฐานระบบคุณธรรม-ความเป็นมืออาชีพในราชการ
อาจารย์ธีรยุทธอธิบายว่า การสมรสข้ามกลุ่มระหว่างตระกูลขุนนางและพ่อค้าไทย จีน และมอญ เช่น ตระกูลของนายอานันท์พร้อมกับระบบการศึกษา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตบุคลากรสำคัญของการปฏิรูปประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และสร้างระบบคุณธรรม meritocracy และความเป็นมืออาชีพ professionalism ในราชการ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา โดยเปิดโอกาสแม้แก่ลูกหลานชาวนาที่เรียนเก่ง
“หัวใจสำคัญที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ คือการแต่งงานระหว่างคนไทย คนมอญ หรือคนกลุ่มอื่นกับคนจีน ซึ่งผลิตบุคลากรสำคัญให้การปฏิรูปประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา กำลังที่เกิดจากการแต่งงานของลูกหลานตระกูลเหล่านี้ที่ผูกสัมพันธ์กัน เติบโตมาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในการปฏิรูปการปกครองของเราเกือบทั้งนั้น”
แต่ที่น่าสนใจคือไม่ได้มีเฉพาะระดับเจ้านาย ขุนนางที่แต่งงานกับคนจีนแล้วมีกำลังส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศก็มี และคนจนก็มีโอกาส คนจนรุ่นบิดาของหลายๆ คน เช่น บิดาของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์และบิดาของนายควง อภัยวงศ์
“คนที่เรียนหนังสือสมัยนั้น ถ้าเรียนดี ได้ดิบได้ดีทุกคน คนที่เป็นข้าราชการเยอะที่เติบโตมาแบบนี้ ที่น่าสนใจมีหลายคน เอ่อ เช่นเทียนเลี้ยงตระกูล หรือพระยาศรีวิสารวาจา ไปได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ที่ออกซ์ฟอร์ดในอังกฤษ เพราะฉะนั้นคือคนเก่งที่รับราชการในยุครัชกาลที่ 5 ผมคิดว่าอิทธิพลในเรื่องนี้มีที่ปรึกษาฝรั่งร่วมอยู่ด้วย ทำให้เรา ‘สกรีน’ คนที่ดีๆ เข้ามาได้ “
อาจารย์ธีรยุทธยกอีกตัวอย่างที่บอกว่า “ที่ผมเพิ่งรู้และชอบมากคือ ผู้ที่เป็นทั้งอาจารย์และศิษย์เก่าสวนกุหลาบ” ซึ่งก็คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผู้เสียบิดาตั้งแต่เด็กและมารดาต้องเลี้ยงดูและทำขนมขาย แต่สอบได้ที่ 1 ตั้งแต่อายุ 16–17 ปี ก่อนไปเรียนที่วิทยาลัยฝึกหัดครู Borough Road ในอังกฤษ ซึ่งเป็นวิทยาลัยฝึกหัดครูที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ และเป็นแห่งแรกที่นำการปฏิรูปการศึกษามัธยมก่อนระดับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ มีอิทธิพลไปทั่วโลก และนำแนวคิดมาสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบและเทพศิรินทร์
“สิ่งที่ครูเหล่านั้นเน้น คือ เด็กทุกคนในประเทศไทยต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าเรียนที่สวนกุหลาบหรือเทพศิรินทร์” อาจารย์ธีรยุทธกล่าวและเล่าว่า ต่อมามีการต่อสู้ทางความคิดกัน โดยฝ่ายอาจารย์ยืนยันว่าต้องสอนสามัญชนด้วย ในที่สุดก็ได้แบ่งโรงเรียนเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็สอนเป็นมหาดเล็ก “แต่ไม่ได้สร้างความต่างเพราะว่าการการศึกษาแพร่ไปทั่วประเทศจริงๆ”
“การศึกษาชุดนี้นำเข้ามา 2 ระบบ ซึ่งมีคุณค่ากับระบบราชการไทย ระบบแรกคือ meritocracy คือการรับคนเข้ามาด้วยคุณความดี meritocracy คือการที่เห็นคนดีคนเก่ง แล้วให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในระบบราชการไทยได้เลย เป็นแกนนำมาเรื่อย ๆ แม้บิดเบือนไปบ้างในบางสมัย และบิดเบือนมากที่สุดเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งมีทหารเข้ามามีอำนาจยาวนาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงตามมา แต่ระบบ meritocracy และ professionalism เห็นได้ชัดในสังคมไทยตอนนั้น” อาจารย์ธีรยุทธกล่าว
อาจารย์ธีรยุทธมองว่านายอานันท์เป็น “รุ่นปลายๆ” ของกระบวนการนี้ คือไปเรียนต่างประเทศแล้วกลับมา และในครอบครัวทุกคนเรียนเก่ง และประสบความสำเร็จ
ทรานฟอร์มหลายอย่างในประเทศไทย และ “ไทยก็เปลี่ยนอานันท์”
อาจารย์ธีรยุทธเล่าต่อว่า สังคมไทยเดินมาในแนวนี้จนถึงราวปี 2500 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คือการพัฒนาเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ซึ่งทำให้เกิดคนรุ่นใหม่ ได้แก่คนรุ่น 14 ตุลาคม และรุ่นก่อน 14 ตุลาคมเล็กน้อย ที่เข้ามามีบทบาททำงานกับเทคโนแครตรุ่นก่อนหน้าถือเป็น 14 ตุลาฯ รุ่นต้น เช่น ดร.วีระพงษ์ รามางกูร นายอานันท์ที่กลายมาเป็นเทคโนแครตแทนรุ่นแรกๆ
“ผมคิดว่านี่คือคุณูปการของลูกหลานคนไทย คนจีน คนมอญ ที่เข้ามามีความหวังในการสร้างชาติให้เจริญก้าวหน้าในสมัยนั้น และอยู่ได้ด้วยคุณงามความดีที่กระทำเป็นหลัก เราเห็นนักกฎหมายดีๆ มาจนถึงประมาณรุ่นอาจารย์ป๋วย มี ดร.หยุด แสงอุทัย อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และท่านอื่นๆ แล้วนักกฎหมายรุ่นต่อมาก็คือรุ่นที่เขียนรัฐธรรมนูญซึ่งเราใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน”
ศ.ธีรยุทธกล่าวว่า นายอานันท์มีพื้นฐานอนุรักษ์นิยมจากภูมิหลัง จากพื้นเพทางครอบครัว สถานการณ์แวดล้อมในอาชีพการงานของตัวเอง ของครอบครัว แต่เป็นอนุรักษ์นิยมในความหมายแบบกว้าง ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของปัจเจก ไม่ใช่แบบที่คนไทยมักเข้าใจ และยอมรับว่ามีผู้วิจารณ์ว่านายอานันท์เป็น “อีลีท” แต่ตนเองมองว่า “นายอานันท์ทรานส์ฟอร์มหลายอย่างในประเทศไทย ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ทรานส์ฟอร์มคุณอานันท์ด้วย”
“ผมคิดว่าคุณอานันท์ทรานฟอร์มหลายอย่างในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันผมคิดว่าประเทศไทยก็ทรานฟอร์มคุณอานันท์ด้วยพร้อมกันไป ผมเห็นคุณอานันท์ซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คือเป็นกันเองกับคนมากขึ้น ผสมผสาน แล้วก็โดยธรรมชาติของคุณอานันท์ ซึ่งผมชื่นชมมากหลายๆ ด้าน ท่านมี integrity เต็มที่ เน้นลงมือทำมากกว่าพูด เน้นประสิทธิภาพของงาน เน้น deliver ท่าน deliver งานตลอด
“ผมคิดว่าสิ่งนี้ผมไม่ค่อยเห็นในที่อื่น แต่ก็เจอบ้างในกลุ่มปูนซีเมนต์ ซึ่งก็สำคัญ คือผู้นำองค์กรที่ deliver พูดอะไร ทำอะไรแล้วก็ทำจริง รวมถึงในภาคเอกชนบางส่วนที่ผมได้เห็น ซึ่งสำคัญ เพราะนี่คือ competence ของพวก professional ผมคิดว่าในต่างประเทศเราเห็นสิ่งนี้ และคุณอานันท์มีครบ”
“คุณอานันท์นำสิ่งนี้มาใช้กับการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งเรามักไม่ค่อยมีในภาคประชาสังคมและภาคอื่นๆ ท่านก็ interact กับภาคเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ผมเห็นว่าท่านนายกอานันท์มีใจให้กับคนยากลำบาก คนเล็กคนน้อย และคนในท้องถิ่นต่างๆ ที่เข้าไปขอความช่วยเหลือจากท่าน ซึ่งขอได้ตลอด”
อาจารย์ธีรยุทธปิดท้ายว่า หวังว่าจะมี “อานันท์ 2 อานันท์ 3” ซึ่งหมายถึงผู้นำรุ่นต่อไปที่ทำงานแบบนี้ ไม่ใช่นายอานันท์กลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 หรือ 3

อาสา คำภา เสนอสร้อยชื่อหนังสือ “หงส์ลายมังกรผู้มีเพื่อนมาก”
ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนส่วนงานวิจัยในหนังสือ “หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน” อธิบายที่มาและข้อค้นพบของงานวิจัยว่าด้วย “ชีวิตการเมืองและความสัมพันธ์กับภาคประชาสังคมไทย” ของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงทศวรรษ 2530 ถึงทศวรรษ 2550 พร้อมเสนอให้เพิ่มสร้อยให้ชื่อหนังสือว่า “หงส์ลายมังกรผู้มีเพื่อนมาก”
ดร.อาสาเล่าว่า ได้รับชวนจากวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียนหนังสือ ซึ่งเคยเป็นกรรมการสถาบันไทยคดีศึกษา ให้ช่วยทำงานชีวประวัติของนายอานันท์ โดยจุดเด่นหลักของหนังสือคือการเล่าสายตระกูลของนายอานันท์ ซึ่งกินพื้นที่กว่าครึ่งเล่ม ทั้งเชื้อสายจีนและมอญ ตนเองในฐานะนักวิชาการและนักวิจัยจึงเริ่มจากการทบทวนงานเขียนเกี่ยวกับนายอานันท์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีหลายเล่ม เช่น งานของประสาน ต่างใจ ช่วงทศวรรษ 2540 และงานของนักเขียนต่างชาติ รวมถึงงานของอดีตเอกอัครราชทูตท่านหนึ่งที่ออกมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้
จากการทบทวน เห็นว่ามิติความสัมพันธ์ระหว่างนายอานันท์กับภาคประชาสังคมไทยเป็นประเด็นที่งานเขียนหลายชิ้นยังไม่ลงลึกมากพอ จึงตั้งโจทย์ทำเป็นงานวิจัยขึ้นมาเติมเต็ม
งานวิจัยใช้เวลาหลายปี ซึ่งทับช่วงโควิด-19 โดยดร.อาสาและวิมลพรรณเข้าสัมภาษณ์นายอานันท์หลายครั้ง “ทุกครั้งต้องส่งผลตรวจโควิด” และใช้เอกสารหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ซึ่งผู้ดำเนินรายการ (ผศ.ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพชร) ชี้ว่าเป็นจุดเด่น เพราะเป็นหลักฐานที่คนทั่วไปเคยเห็นแต่อาจลืมไปแล้ว ทำให้ผู้อ่านได้ย้อนกลับไปเห็นถ้อยคำและมุมมองร่วมสมัย ซึ่งไม่ใช่เอกสารราชการที่สาธารณะไม่เคยได้เห็น และรวมถึงคำสัมภาษณ์และสื่ออื่นที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์อย่างเดียว ผู้ดำเนินรายการยังระบุว่า งานวิจัยมีเชิงอรรถราว 500 รายการ แต่เขียนอย่างอ่านสนุกเหมือนงานสารคดี
หลังพฤษภาทมิฬ: ครั้งแรกที่ “แตะมือ” ภาคประชาสังคมชัดเจน
ดร.อาสาอธิบายว่า ที่ใช้คำว่า “ชีวิตการเมือง” นำหน้าชื่องานวิจัย เพราะบทบาทของนายอานันท์เกี่ยวข้องกับภาคประชาสังคมอย่างชัดเจนตั้งแต่ราวทศวรรษ 2530 หรือหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและหลังที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมองว่าเป็น “ครั้งแรก” ที่นายอานันท์ได้ “แตะมือ” กับกลุ่มก้อนและเครือข่ายภาคประชาสังคมชัดเจนมากขึ้น
“งานชิ้นนี้ เป็นส่วนสนับสนุนให้เห็นให้เห็นฉายภาพในส่วนที่อาจจะขาดหายไป” ดร.อาสากล่าว
ดร.อาสากล่าวว่า ก่อนหน้านั้น ก่อนที่นายอานันท์จะอายุ 60 ปี ได้ทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นทูต ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และทำงานในภาคธุรกิจ แต่ความเกี่ยวข้องกับภาคประชาสังคมเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา
“หงส์ลายมังกรผู้มีเพื่อนมาก”
ดร.อาสากล่าวว่า เมื่อเอาแนวคิด “หงส์ลายมังกร” มาผสมกับมิติความสัมพันธ์กับเครือข่ายภาคประชาสังคม อยากเติมสร้อยชื่อหนังสือว่า “หงส์ลายมังกรผู้มีเพื่อนมาก” เพราะนายอานันท์มี “เพื่อนพ้อง” จำนวนมากที่เป็นกลุ่มก้อนในเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งทำให้บทบาททางสังคมการเมืองของนายอานันท์ “มีสีสัน” ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 ต่อเนื่องถึงทศวรรษ 2550 เป็นอย่างน้อย
ดร.อาสายกตัวอย่างงานที่เครือข่าย กลุ่มที่เป็นภาคประชาสังคม เข้ามาช่วยขับเคลื่อนร่วมกับนายอานันท์ ได้แก่ การยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งเป็นงานในเชิงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่เป็นวิกฤติ และคณะกรรมการปฏิรูปในปี 2553 และเห็นว่ามิตินี้ “น่าจะเติมเต็ม” การเล่าชีวประวัติของบุคคลสำคัญให้ครบถ้วน

ปราปต์ บุนปาน ตั้งคำถาม “สังคมไทย 2569 ยังต้องการคนแบบอานันท์หรือไม่”
นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) บอกว่า ตนเองตั้งคำถามสองข้อที่เกิดขึ้นหลังอ่านหนังสือ และเชื่อมโยงกับการเมืองไทยปัจจุบัน ว่าสังคมไทยปี 2569 ยังสร้างผู้นำที่มี “โลกทัศน์พิเศษ” แบบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาได้อีกหรือไม่ และสังคมการเมืองไทยยังต้องการคนแบบนี้อยู่หรือเปล่า
ผู้นำที่เป็นทั้งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม
นายปราปต์กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้มี 3 แกนซ้อนกัน แกนแรกคือชีวประวัติของนายอานันท์ โดยเริ่มจากสายตระกูลที่หลากหลายเชื้อสาย ทั้งมอญและจีน เป็นครอบครัวขุนนางข้าราชการ ซึ่งบิดาเป็นนักเรียนนอก ข้าราชการ ครู ผันไปทำธุรกิจและหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นเนื้อหาของหนังสือก็ค่อยๆ คลี่คลายจากเครือญาติ ไปสู่เครือข่ายทางสังคมที่นายอานันท์สร้างขึ้นหรือเข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งพูดถึงบทบาทที่เข้าไปทำงานกับภาคประชาสังคมต่างๆ “เป็นแกนที่น่าสนใจ”
แกนที่สอง บอกเล่าชีวิตการทำงานประมาณ 3–4 ช่วงของนายอานันท์ เริ่มจากการเป็นนักเรียนนอก กลับมารับราชการ จากนั้นก็ถูกภัยการเมือง จนต้องหันไปทำงานภาคเอกชน แล้วโชคชะตาบางอย่างก็ทำให้ท่านต้องเข้ามาเป็น ‘นักการเมืองจำเป็น’
ทั้งสองแกนแรกยังโยงกับแกนที่ 3 คือบริบท เรื่องราวของนายอานันท์ตลอดทั้งเล่มอยู่ในบริบทของความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ “นี่คือ 3 แกนหลักที่ผู้อ่านจะเห็นโครงร่างรวมๆ ของหนังสือ”
นายปราบต์ระบุว่า ทั้งสามแกนหล่อหลอมให้นายอานันท์เป็นสิ่งที่หนังสือเรียกว่า “บุคคลผู้มีโลกทัศน์พิเศษ” (อ้างอิงถ้อยคำของ ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์) คือด้านหนึ่งเป็นชนชั้นนำที่มีความคิดอนุรักษ์นิยม หนังสือบางส่วนใช้คำว่า Royalist แต่อีกด้านเป็นเสรีนิยมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง เข้าใจผู้คนตัวเล็กตัวน้อยหรือผู้ที่ถูกอำนาจรัฐกระทำ จากประสบการณ์ที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รวมถึงมีลักษณะบางอย่างที่อาจมาจากการเติบโตและการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวที่ “ไม่ค่อยไทยนัก” หรือ “ทำงานเร็วกว่าระบบราชการทั่วไป”
คำถามที่ 1: สังคมไทยยังสร้างคนแบบนี้ได้หรือไม่
นายปราปต์กล่าวทั้งสามแกนนำไปสู่การตั้งคำถามแรกว่า “ความเป็นชนชั้นนำที่เป็นทั้งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมของคุณอานันท์ เป็นคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่เกิดกับคุณอานันท์คนเดียว และหาไม่ได้อีกแล้วในคนอื่นๆ ในยุคสมัยอื่นๆ หรือจริงๆ แล้ว”
ครั้งหนึ่งสังคมการเมืองไทยเคยเปิดพื้นที่ให้ “คนแบบคุณอานันท์” (ซึ่งอาจมีอีกหลายคน) แล้วพื้นที่นั้นค่อยๆ ปิดลงในช่วง 20 ปีหลัง หากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าสังคมไทยเคยเปิดรับความหลากหลาย ให้โอกาส รับฟัง และอดทนอดกลั้นกันมากกว่านี้
ในยุคสมัยหนึ่ง ช่วงเวลาหนึ่ง สังคมไทย รัฐไทย หรือสังคมการเมืองไทย เคยเปิดโอกาสให้คนแบบนายอานันท์ ที่เป็นทั้งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมการเมือง ซึ่งนายปราบต์บอกว่าการใช้คำว่า ‘คนแบบนายอานันท์’ ในความหมายว่า อาจจะมีคนแบบนายอานันท์อีกหลายคนก็ได้ ในช่วงเวลาหนึ่ง สังคมการเมืองไทยเคยเปิดโอกาสให้คนแบบนี้เข้ามามีบทบาท แต่ต่อมาภายใน 20 ปีหลัง “โอกาสตรงนั้นก็ดูเหมือนว่าถูกปิดลงเรื่อยๆ หรือไม่“
นายปราบต์กล่าวว่า ถ้าคำอธิบายหรือสมมติฐานนี้ถูกต้อง ก็จะหมายความว่า จริงๆ แล้วครั้งหนึ่งสังคมไทยเคยเปิดรับความหลากหลายได้ดีกว่านี้ เคยให้โอกาสคนมากกว่านี้ เคยรับฟังกันมากกว่านี้ เคยอดทนอดกลั้นต่อกันมากกว่านี้หรือไม่ ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ที่พูดถึงก็ปรากฏอยู่ในหนังสือด้วย
นายปราบยกตัวเลขเปรียบเทียบว่า ชีวิตนายอานันท์ถูกปลดจากราชการและหันไปทำงานภาคเอกชนหลังภัยการเมืองปี 2519 ก่อนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็น“ผู้นำในอุดมคติของคนไทยจำนวนมาก” ในปี 2535 ช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นทั้งความเปลี่ยนแปลงต่อตัวนายอานันท์เองและความเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยในภาพรวม กินเวลาประมาณ 15 ปี เทียบกับสภาพปัจจุบัน สังคมไทยติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองรอบล่าสุดตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2569 รวม 20 ปี ซึ่งนานกว่าช่วงเปลี่ยนผ่านของนายอานันท์ “ความหยุดนิ่งนี้ทำให้โอกาสหลายอย่างปิดตัว จึงยากที่จะหาผู้ที่มีโลกทัศน์แบบนายอานันท์ในปี 2569”
คำถามที่ 2: สังคมการเมืองไทยยังต้องการหรือไม่
ปราปต์กล่าวว่า คำถามที่เกี่ยวเนื่องกันอีกข้อหนึ่ง คือ นอกจาก“สังคมไทยปี 2569 จะสร้างคนแบบนายอานันท์ขึ้นมาอีกไม่ได้แล้ว สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อก็คือ แล้วสังคมการเมืองไทยจะต้องการคนแบบนายอานันท์อีกหรือไม่”
นายปราบต์กล่าวว่าด้านหนึ่ง ประเทศเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยากขึ้น สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ และความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อ หลายคนก็อาจนึกถึงคุณสบัติผู้นำที่ต้องการ คือผู้รอบรู้ที่รับมือปัญหาเหล่านี้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเทศเร็วเกินไป แต่เปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบมีขั้นตอน และแสวงหาหรือประสานความร่วมมือหลายภาคส่วน หลายกลุ่มเพื่อสร้างฉันทามติใหม่ “ถ้าเรากําหนดสเปกแบบนี้ เราจะนึกถึงผู้นําแบบคุณอานันท์”
แต่อีกด้านคือความเป็นจริงทางการเมืองที่ต่างออกไป นายปราบต์ระบุว่า ไม่ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองแบบใด หลายคนเห็นคล้ายกันว่าการเมืองไทยเข้าสู่ทางตันมากขึ้น รัฐราชการเข้มแข็งแต่ตายตัวและเทอะทะ ขณะที่ภาคสังคมอ่อนแอลง ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนลดลง ความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อยกว้างขึ้น และ “คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง”
นายปราบต์กล่าวว่า ความเป็นจริงทางการเมืองนี้วางอยู่บนพื้นฐานหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับชีวประวัติทางการเมืองของนาย คือ มีสภาพการณ์บางอย่างที่ทำให้เงื่อนไขทางการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเทียบกับยุคที่นายอานันท์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ และกลายเป็นผู้นำในอุดมคติของใครหลายคน
นายปราบต์อธิบายว่า ในอดีตเมื่อทหารทำรัฐประหาร มักเชิญพลเรือนมาเป็นนายกรัฐมนตรีระยะสั้น ซึ่งนายอานันท์ใช้โอกาสนั้นกำหนดวาระ สร้างแบบแผน ค่านิยม และความหวังทางการเมืองใหม่ได้สำเร็จในกลางทศวรรษ 2530 แต่ 10 ปีหลังวัฒนธรรมการเมืองเปลี่ยนไป ผู้นำคณะรัฐประหารอยู่ในตำแหน่งได้เกือบ 1 ทศวรรษ และรัฐบาลเลือกตั้งอีก 2–3 ชุดต่อมา “ยังเป็นส่วนขยายของระบอบอำนาจเดิม” รวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันที่หลายคนอาจนิยามว่าเป็นรัฐบาลของรัฐราชการที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพ บวกกับเครือข่ายบ้านใหญ่ของนักการเมือง
“เมื่อมองบริบทนี้อาจจะเป็นไปได้ว่า สังคมการเมืองไทยหรือเครือข่ายอํานาจปัจจุบันของสังคมไทยก็อาจจะไม่ต้องการคนแบบคุณอานันท์แล้ว เพราะเขามีโจทย์อื่นหรือต้องการคนแบบอื่น” นายปราบต์กล่าว
3 โครงการการเมืองที่ไม่ยั่งยืน: ปัญหาของสังคม ไม่ใช่ตัวบุคคล
นายปราปต์หยิบยกงานวิจัยของ ดร.อาสา คำภา ในหนังสือ ที่ระบุโครงการการเมืองใหญ่ของนายอานันท์ 3 โครงการ ได้แก่
การยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งสำเร็จและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายมิติ แต่อยู่ไม่ถึง 10 ปี ก่อนถูกฉีกโดยรัฐประหาร 2549
คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งไม่สำเร็จ
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หลังความขัดแย้งเสื้อสีกลางทศวรรษ 2550 ซึ่งไม่สำเร็จเช่นกัน
นายปราบต์กล่าวว่า ความไม่ยั่งยืนนี้ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลของนายอานันท์ แต่เป็นปัญหาของสังคมการเมืองไทยที่ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โจทย์ทางการเมืองต่างจากช่วงทศวรรษ 2530 และเมื่อนายอานันท์ทำไม่สำเร็จ ก็ใช่ว่าจะมีผู้ใดทำสำเร็จ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ยังค้างคาและลุกลาม ทั้งรัฐธรรมนูญที่มองว่าฉบับ 2550 และ 2560 “แย่ลง” ปัญหาชายแดนใต้ที่ “การทหารนำการเมือง” มา 20 ปีและไม่เคยจบ ส่วนความขัดแย้งที่ประชาชนยังแบ่งกลุ่มทะเลาะกัน แม้เปลี่ยนคู่กรณีและสี และความเหลื่อมล้ำที่ยังมีอยู่
“ปัญหาปัจจุบันคงไม่ใช่ปัญหาของคุณอานันท์ แต่เป็นปัญหาของเราทุกคน เป็นปัญหาของสังคมไทย ที่เรายังหาดุลยภาพใหม่ หาจุดลงตัวใหม่ไม่เจอ ภายหลังความขัดแย้งที่กินเวลายาวนานมา 20 ปี” นายปราบต์สรุป
ช่องว่าง 10–15 ปี และคำถามถึงบทบาทของอานันท์วันนี้
ในช่วงท้าย นายปราปต์ตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาในหนังสือส่วนของวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย จบที่ปี 2559 และส่วนงานวิจัยของ ดร.อาสาจบที่ปี 2554 ขณะที่หนังสือออกในปี 2569 จึงมีช่องว่าง 10–15 ปี ซึ่งประเทศเผชิญโจทย์ท้าทายมาก และตั้งคำถามถึงบทบาทของนายอานันท์ในช่วงนี้ ซึ่งยังเคลื่อนไหวและปาฐกถาในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง
นายปราบต์ยกปาฐกถาของนายอานันท์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 หัวข้อ “ฉากทัศน์อนาคตสังคมไทย” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน มาปิดท้าย “สนุกมากนักหรือจับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียบ้างสนุกอย่างไร ทําได้อย่างไร ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ ที่โกงกินกันก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทําถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตีก็เรียกมาสั่งสอนทําโทษให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุกเป็นของที่เป็นธรรม จะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร”



