
โฆษกรัฐบาลเผย ครม.นัดพิเศษติดตามสถานการณ์อุทกภัย นายกฯ สั่งทุกหน่วยบูรณาการ เร่งช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง ย้ำสื่อสารข้อมูลน้ำ–สภาพอากาศให้เข้าใจง่ายและทันสถานการณ์ ตรวจความพร้อมเครื่องสูบน้ำ–ศูนย์พักพิง–สถานพยาบาล ดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมตั้งศูนย์แถลงข่าวและพิจารณา WFH ลดผลกระทบการเดินทาง
วันนี้ (27 กันยายน 2569) เวลา 16.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีและตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วมว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพี่น้องคนไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งตอนนี้ กรุงเทพมหานครได้ประกาศ 50 เขต เป็นเขตพื้นที่อุทกภัย เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้โดยเร็วที่สุด รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศไทย ที่กำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่
โดยในวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม และให้การช่วยเหลือ และมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุม ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงาน บูรณาการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและรับมือสถานการณ์ โดยให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง ในทุกพื้นที่
2. ให้มีการรวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที ดังนี้
- สทนช. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทาน (ชป.) เป็นหน่วยงานหลัก ในการติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำ
- กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. เป็นหน่วยหลักในการแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ
- กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลและนำเสนอสภาพภูมิอากาศ ด้วยข้อความสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย
- สทนช. และที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พร้อมประสานการปฏิบัติงานร่วมกับ มท. และจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบ
3. มอบหมาย รอง นรม. เอกนิติ ดำเนินการแจ้งให้สถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวก/จัดสถานที่เพื่อให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้ามาจอดได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
4. มอบหมายกระทรวงกลาโหมสนับสนุนรถบรรทุกของหน่วยงานทหารเพื่อให้บริการประชาชนในการอพยพ/เคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพ ระดมทรัพยากรต่างๆ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานตามที่ได้รับการประสาน
5. ให้กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) พิจารณาขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
6. มอบหมาย ปภ.ดำเนินการแจ้งเตือน และรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบอย่างเป็นระยะ
7. ให้ กษ. (ชป.) มท. (ปภ.) กทม. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และบูรณาการการทำงานร่วมกับ กทม. ในการสูบน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกัน
8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
9. ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ในจังหวัดต่าง ๆ และการบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ
10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน และวางแผนการจราจรให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และดูแลในเรื่องความปลอดภัยของประชาชน/สถานที่บ้านพัก
11. ให้การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำรวจและตรวจคุณภาพของน้ำที่ส่งไปยังบ้านเรือนประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และให้ กฟน. กฟภ. จัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้เข้าถึงพื้นที่ในการตัดไฟฟ้า การซ่อมแซม และการเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม
12. ให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ติดเตียง และเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิง รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ โดยเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการรองรับผู้ป่วย
13. ให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นแนวทางเดียวกัน โดยให้หน่วยงานรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และให้ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์การแถลงข่าว
14. ให้หน่วยงานของรัฐ (โดยสำนักงาน ก.พ.) พิจารณาการ WFH และให้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากภาคเอกชน
รัฐบาลเผยตั้ง JICC ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม สื่อสารข้อมูลกลาง ลดความสับสน ย้ำสถานการณ์ปัจจุบันต่างจากปี 2554
นายเอกภพกล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลหลั่งอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลจำนวนมากที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน รัฐบาลตระหนักดีว่า ในสถานการณ์นี้ ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน
รัฐบาลจึงได้ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม หรือ JICC – Joint Information and Communication Center เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมด จัดทำเป็นข้อมูลกลาง เพื่อส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย โดยกำหนดแถลงอย่างเป็นทางการเป็นประจำทุกวัน ในเวลา 10:00 น. ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และผ่านเพจ ไทยคู่ฟ้า
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ จะมีคำถามที่ว่า เรากำลังเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ ซ้ำรอยวิกฤติน้ำท่วมในปี 2554 แล้วหรือไม่? เพื่อให้ได้เข้าใจไทยสถานการณ์สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสถานการณ์ปี 2554 และสถานการณ์ปัจจุบัน
น้ำท่วม 2554 ขณะนั้นประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์พายุซ้ำซ้อนถึง 5 ลูกติด เกิดมวลน้ำเหนือไหลบ่า แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำให้พื้นที่รับน้ำของเขื่อนหลัก อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสัก และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เต็มความจุที่ 100% และต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ภาคกลาง ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้จะยังอยู่ช่วงฤดูฝน แต่ศักยภาพในการรองรับน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ยังมีศักยภาพรองรับน้ำได้ถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วนปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้น กับกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปัจจุบันเป็นการกำลังเผชิญกับ “สภาพอากาศสุดขั้ว” จากฝนที่ตกลงมาเป็นลักษณะฝนหมุนวน ครอบคลุมพื้นที่ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้ง กรุงเทพ และปริมณฑล โดยตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน จนถึงปัจจุบัน วัดปริมาณฝนสะสมสูงสุดอยู่ที่ 340 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นมวลน้ำที่มากถึง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปริมาณฝนที่เผชิญขณะนี้ถือเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 หรือ ในรอบ 43 ปี ส่วนการระบายน้ำในปัจจุบัน รัฐบาลได้ประสานกับกรุงเทพมหานคร สั่งการให้ระบบระบายน้ำเดินเครื่องสูบเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม คาดว่าสถานการณ์น้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ส่วนใหญ่ จะเริ่มคลี่คลายภายใน 2-3 วัน ศักยภาพการระบายน้ำที่ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน
ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าหย่อมความกดอากาศต่ำ ขณะนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักได้บางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล
เนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังสะสม แนะนำพี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรเข้าไปในจุดที่ยังมีน้ำท่วมสูง แต่ทั้งนี้หากประชาชนยังมีความกังวลในสถานการณ์ รัฐบาลประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการดูแลและอำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดเตรียมพื้นที่รองรับสำหรับจอดยานพาหนะ และ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลได้จากศูนย์ JICC ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า
พร้อมกล่าวต่อว่ารัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบากและความกังวลของพี่น้องประชาชน จะไม่ปล่อยให้ทุกท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ปกติกลับมาให้ทุกท่านโดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการฟื้นฟู เยียวยา โดยไม่ต้องรอน้ำลดทั้งหมดและยังได้ให้คำมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว และ ประชาชนต้องไม่ประสบภัยเพียงลำพัง รัฐบาลระดมทุกกำลังช่วยน้ำท่วมลาดกระบัง “รองนายกฯ ยศชนัน–รมว.กลาโหม” ลุยศูนย์พักพิง ผนึกหลายหน่วย เร่งเสบียงถึงประชาชนกว่า 20,000 คน หลัง อว. สั่งด่วนที่สุด เปิดมหา’ลัยทั่วประเทศรับผู้ประสบภัย
วิกฤติน้ำท่วมกทม. เร่งช่วยด่วน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งบูรณาการความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยระดมกำลังจากหลายหน่วยงานเข้าดูแลทั้งเรื่องที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การแพทย์ และการลำเลียงสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ล่าสุด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว สจล.ลาดกระบัง ซึ่งกรุงเทพมหานครใช้เป็นศูนย์กลางบัญชาการสถานการณ์และรองรับประชาชนผู้ประสบภัย โดยขณะนี้มีประชาชนเข้าพักพิงแล้วกว่า 400 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,500 คนในช่วงค่ำ
ศูนย์พักพิงได้จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม สัญญาณอินเทอร์เน็ต และมีทีมแพทย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงจำนวน 11 ราย ขณะที่ความต้องการเร่งด่วนในพื้นที่ยังเป็นเรื่องอาหารปรุงสุกและน้ำดื่มสะอาด รัฐบาลจึงเร่งเชื่อมกำลังจากหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและส่งต่อความช่วยเหลือให้เพียงพอ
โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สามารถผลิตอาหารได้ประมาณ 1,000 กล่องต่อวัน และการเคหะแห่งชาติผลิตได้ประมาณ 1,200 กล่องต่อวัน พร้อมเปิดจุดบริการเพิ่มเติมอีก 6 จุดบริเวณใกล้เคียงการเคหะร่มเกล้า ขณะที่มีการประสานกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยโดยรอบลาดกระบัง ร่วมจัดตั้งโรงครัวและประกอบอาหารปรุงสุกส่งเข้าสนับสนุนพื้นที่
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เร่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อให้การผลิตอาหารเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมจัดตั้งโรงครัวเพิ่มเติม พร้อมทั้งกองทัพสนับสนุนกำลังพลช่วยประกอบอาหารและลำเลียงอาหารไปยังอาคารต่าง ๆ เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนในจุดที่ได้รับผลกระทบ
ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่การเคหะร่มเกล้า ซึ่งยังมีประชาชนติดค้างตามอาคารต่าง ๆ กว่า 20,000 คน โดยมีการลงเรือสำรวจพื้นที่และเร่งประสานกำลังสนับสนุนจากส่วนกลางเพิ่มเติม ทั้งรถโรงครัวเคลื่อนที่และโรงครัวในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอาหารและให้เพียงพอกับจำนวนประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การทำงานครั้งนี้มุ่งให้ความช่วยเหลือเดินทางจากส่วนกลางไปถึงประชาชนโดยเร็วที่สุด ตั้งแต่วัตถุดิบ การประกอบอาหาร การขนส่ง และการลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ โดยทุกหน่วยงานทำงานเชื่อมต่อกันเพื่อไม่ให้การช่วยเหลือหยุดอยู่เพียงจุดพักพิง แต่สามารถกระจายต่อไปยังชุมชนและอาคารที่ประชาชนยังติดค้างได้อย่างทั่วถึง
ในภาพรวม อว. ได้ออกนโยบายด่วนที่สุด สั่งการไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศให้ร่วมรับมือสถานการณ์อุทกภัย โดยเปิดพื้นที่เป็นศูนย์หลบภัยและศูนย์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมสนับสนุนการจัดศูนย์พักพิง จุดพักรถ และหน่วยบริการสุขภาพ รวมถึงเตรียมบุคลากรและองค์ความรู้สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย
นอกจากนี้ ยังเตรียมพื้นที่พักพิงสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อช่วยลดความกังวลของประชาชนที่ต้องอพยพ และเปิดสจล.ลาดกระบังเป็นศูนย์กลางรับสิ่งของจำเป็นจากหน่วยงานและประชาชนที่ต้องการร่วมสนับสนุน เพื่อนำไปกระจายต่อให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
รัฐบาลยืนยันจะเร่งประสานทุกหน่วยงาน เพิ่มกำลังสนับสนุนตามสถานการณ์ และเร่งนำอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง และสิ่งของจำเป็นเข้าไปถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด
รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 28–29 ก.ย. 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เนื่องจากฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขัง เฉพาะ กทม.–นนทบุรี–ปทุมธานี–สมุทรปราการ โดยบริการออนไลน์ยังเปิดตามปกติ ส่วนรัฐวิสาหกิจ–สถาบันการเงิน–ภาคเอกชน–โรงพยาบาล ให้พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสม
28-29 กันยายนวันหยุดราชการกรณีพิเศษ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำหนดให้วันจันทร์ที่ 28 และวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน โดยหน่วยงานภาครัฐยังคงต้องเปิดให้บริการประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ตามปกติ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การกำหนดวันหยุดราชการกรณีพิเศษครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการเดินทางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตาม การให้บริการประชาชนจะต้องดำเนินต่อไป โดยเฉพาะบริการที่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์
สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจในการให้บริการประชาชน มีความจำเป็น หรือมีราชการสำคัญในวันหยุดดังกล่าว ซึ่งได้กำหนดหรือนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว และหากยกเลิกหรือเลื่อนออกไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร โดยมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและกระทบต่อการให้บริการประชาชน
ส่วนรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน ให้แต่ละแห่งพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุด โดยให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี รวมถึงให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน บริษัทประกันภัย โรงพยาบาล และสถานพยาบาล พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการตามปกติ
สำหรับส่วนราชการที่มีภารกิจด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน และงบประมาณ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 กรมบัญชีกลางรายงานว่า ได้เปิดให้ส่วนราชการสามารถเข้าใช้งานระบบ e-GP และระบบ GFMIS ได้จากทุกที่แล้ว จึงขอให้หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลการดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อไม่ให้งบประมาณตกพับไป
ตามที่ ครม. นัดพิเศษ เคาะวันหยุดราชการพิเศษ ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย. 69 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ /สำนักโฆษก ได้ประสานวาระงานนายกฯ เบื้องต้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากมีอัพเดทเปลี่ยนแปลง สำนักโฆษกจะรีบแจ้งครับ




