ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานเสวนา “THE LEADERSHIP SURVIVAL FORUM 2026 ถอดรหัสจุดเดือด ระเบียบโลกใหม่ ธุรกิจไทยต้องรอด” ในโอกาสเปิดตัวหลักสูตร THE PRISM LEADERSHIP : Leading Beyond Volatility กรอบคิดผู้นำเพื่อก้าวข้ามความผันผวนของโลก เพื่อให้บรรดาผู้นำและผู้บริหารองค์กรภาคธุรกิจ มีความพร้อมในการรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกด้าน ผ่านมุมมองของ 3 วิทยากรระดับประเทศ ที่มาร่วมให้แง่คิด ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ฝั่ง East อาคารทรูดิจิทัล พาร์ค เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา
โลกผันผวน ผู้นำต้องมีการตัดสินใจที่ดี
นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “SI Society & Tech Sustainability เจาะลึกความท้าทายนวัตกรรมยุค 5.0 เชื่อมเทคโนโลยีสู่ความยั่งยืน” ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้านพร้อมกัน ประกอบด้วย เทคโนโลยีและ AI, ภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้ว, วิกฤตภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และ โครงสร้างประชากรสูงวัย ซึ่งทั้งสี่ปัจจัยไม่ได้แยกจากกัน เช่น AI ต้องใช้ Data Center, Data Center ต้องใช้ไฟฟ้า, ไฟฟ้าเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงาน และแหล่งพลังงานก็ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น ผู้นำจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ หรือใช้สูตรสำเร็จจากอดีตได้ แต่ต้องเห็นความเชื่อมโยง ตั้งคำถามให้ถูก เปิดรับความจริงที่ไม่สบายใจ และตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์
“โลกปัจจุบันยากขึ้น แต่คนตัวเล็กมีโอกาสมากขึ้น ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่คนตัวเล็กจะเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายเท่าวันนี้ เพราะมีองค์ประกอบสำคัญพร้อมกัน คือ Computing power มีราคาถูกและเข้าถึงได้ AI ทำให้ความรู้และงานวิจัยมีต้นทุนต่ำลง, เครื่องมือสร้างธุรกิจมีจำนวนมาก, ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น, ธุรกิจขนาดเล็กสามารถสร้าง ทดลอง และขยายผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้น แต่ “เริ่มต้นง่าย” ไม่ได้แปลว่า “ประสบความสำเร็จง่าย” เพราะการแข่งขันสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีภูมิคุ้มกันและปรับตัวได้รวดเร็ว”
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ให้แง่คิดว่า ที่ผ่านมา จุดอ่อนของผู้นำ คือ ความสำเร็จในอดีต เพราะประสบการณ์ไม่ได้มีแต่ประโยชน์ หากโลกเปลี่ยนแต่ผู้นำไม่เปลี่ยน ประสบการณ์สามารถกลายเป็นอคติได้อย่างรวดเร็ว เช่น สูตรที่เคยเป็น Best Practice วันนี้อาจกลายเป็น Yesterday’s Practice ในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่พึงระวังคือ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ 3 สิ่งเกิดพร้อมกัน ได้แก่ 1.ประสบการณ์เดิมไม่สอดคล้องกับโลกใหม่ 2. ประสบการณ์นั้นกลายเป็นอคติ และ 3. ผู้บริหารมีอำนาจบังคับให้องค์กรทำตามอคติดังกล่าว ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ยิ่งผู้บริหารมีตำแหน่งสูง คนรอบข้างยิ่งตั้งคำถามและนำเสนอความจริงที่ขัดใจน้อยลง ทำให้โลกที่ผู้บริหารมองเห็นแคบลงเรื่อย ๆ

นายอาร์ชวัส ยังกล่าวด้วยว่า ดังนั้นคำถามสำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำองค์กร คือ “ถ้าฉันผิดล่ะ?” ด้วยเหตุนี้เองผู้นำจึงกล้าตั้งคำถามกับ 3 ระดับ ประกอบด้วย 1.ตั้งคำถามกับข้อมูลจาก AI ลูกน้อง และคนรอบตัว 2.ตั้งคำถามกับ Best Practice และสมมติฐานขององค์กร 3.ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “What if I’m wrong?” ซึ่งการตั้งคำถามกับตัวเองยากที่สุด เพราะมีตำแหน่ง ชื่อเสียง ความสำเร็จ และสิ่งที่เคยประกาศไว้ค้ำคออยู่ แต่หากไม่เปิดประตูให้ความจริงที่ไม่สบายใจเข้ามา ผู้นำจะสูญเสียข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ และอาจบริหารองค์กรจากภาพความจริงที่ล้าสมัย จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า ผู้นำจะสร้างวิจารณญาณที่ดีพอสำหรับโลกที่ข้อมูลมากแต่ไม่มีวันครบได้อย่างไร ดังนั้น ผู้นำควรประเมินว่า ความรู้ ทักษะ วิธีคิด และสมมติฐานของตัวเองยังเหมาะกับโลกหลังโควิด สงคราม AI วิกฤตพลังงาน และ Climate Crisis หรือไม่ ซึ่งนวัตกรรมไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ตัวผู้นำเองเป็นผลผลิตของการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้นำจำเป็นต้องมองโลกจากหลายมุม ตั้งคำถามที่ลึกกว่าดีหรือไม่ดี กล้ายอมรับว่าตัวเองอาจผิด ซื่อสัตย์กับหลักฐาน ทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง ตัดสินใจได้แม้ข้อมูลไม่ครบ และกำหนดได้ว่าอนาคตแบบใดควรถูกสร้างขึ้น
“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “The world doesn’t need more certainty. The world needs better judgment.” เพราะความแน่นอนแทบหาไม่ได้ในโลกที่สงคราม เทคโนโลยี นโยบาย และเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลแม้จะมีมากขึ้น แต่ก็ไม่มีวันครบถ้วน หน้าที่ของผู้นำจึงไม่ใช่รอให้ข้อมูลครบ แต่คือสร้างวิจารณญาณที่ดีพอจะตัดสินใจอย่างรับผิดชอบท่ามกลางความไม่แน่นอน เมื่อคำตอบจาก AI กลายเป็นของราคาถูก ความได้เปรียบของผู้นำจะอยู่ที่คุณภาพของคำถาม ความซื่อสัตย์ต่อความจริง และวิจารณญาณในการเลือกอนาคตที่ควรสร้าง”นายอาร์ชวัส กล่าว
“โลกปัจจุบันยากขึ้น แต่คนตัวเล็กมีโอกาสมากขึ้น ไม่มีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ที่คนตัวเล็กจะเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายเท่าวันนี้…แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “The world doesn’t need more certainty. The world needs better judgment.” ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้นำ”

BOI ย้ำ การลงทุนโลกเปลี่ยน ไทยต้องเร่งสร้าง 5 จุดแข็งใหม่
นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวในหัวข้อ “BOI & New World Order ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า การลงทุนในโลกกำลังเปลี่ยนโครงสร้างจากแรงกดดัน 3 ด้าน คือ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์, เทคโนโลยีและนวัตกรรม และความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันบริษัทข้ามชาติไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของประเทศ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความพร้อมของคนและโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงพลังงานสะอาด และความเร็วในการเริ่มดำเนินธุรกิจจริง ส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เด่นของการลงทุนโลก โดยในปี 2024 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลก (FDI) ลดลง 11% ขณะที่ FDI ในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น 8% เป็น 226 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของ FDI โลก สะท้อนบทบาทของภูมิภาคในฐานะฐานการผลิตและตลาดที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก
รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระเบียบโลกใหม่กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุน เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บริษัทต้องกระจายฐานการผลิต ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ การตัดสินใจลงทุนจึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น ขณะที่การลงทุนเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องตระหนักเช่นกัน คือ การที่นักลงทุนและตลาดโลกให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ซึ่งประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมมีกลไกรองรับ จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่
“ในอดีตการเลือกของประเทศลงทุน จะพิจารณาจากต้นทุน และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ปัจจุบันนักลงทุนมององค์ประกอบกว้างขึ้น มองไปจนถึงความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตของบุคลากรต่างชาติ ทำให้จากเดิมที่สู้กันด้วยต้นทุน ได้เปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้วยความพร้อมและความเร็ว”
นายสุทธิเกตติ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย โอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรับฐานการผลิตที่ย้ายเข้ามา แต่คือการใช้การลงทุนรอบใหม่ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยที่ผ่านมาจุดแข็งของไทย คือ มีโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งตลาดในประเทศของไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน และยังสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคนในอาเซียนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ไม่ใช่ความได้เปรียบถาวร ประเทศเพื่อนบ้านนำรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนของไทยไปพัฒนาต่อ และบางกรณีสามารถเสนอสิทธิประโยชน์หรือขั้นตอนที่ยืดหยุ่นกว่า ไทยจึงต้องเร่งสร้างความได้เปรียบชุดใหม่ขึ้นมาเพิ่ม
“วันนี้ ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่า “คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามต่อว่าโครงการได้รับอนุมัติ เริ่มก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร ลงทุนจริง เริ่มผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากเพียงใด โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ความเร็วของภาครัฐ ความพร้อมของผู้ประกอบการไทย”
นายสุทธิเกตติ์ ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ ว่า ในวันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้าง 5 จุดแข็งใหม่ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย จุดแข็งแรก ไทยต้องเร่งสร้างกลไกจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้อุตสาหกรรมใหม่เข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้จริง จุดแข็งที่ 2 ไทยต้องเร่งขยาย FTA เพื่อเปิดตลาดการค้าและการลงทุนเพิ่มเติม จุดแข็งที่ 3 ไทยต้องสร้าง Talent Pool สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านความร่วมมือภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จุดแข็งที่ 4 ต้องมีการจัดหาพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีความพร้อมในเรื่องระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบสื่อสาร และสาธารณูปโภคที่เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม และจุดแข็งที่ 5 ไทยต้องมีการยกระดับ Ease of Doing Business & Living ทั้งการอนุมัติ วีซ่า Work Permit และบริการสำหรับบุคลากรต่างชาติ
แนวทางของ BOI คือประเทศไทยไม่ได้มุ่งทิ้งฐานอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องการใช้จุดแข็งที่ไทยมีอยู่ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญคือ จากประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิต เปลี่ยนไปสู่การเป็น ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถดำเนินการโดย BOI หน่วยงานเดียว แต่ต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายคือผลักดันให้การลงทุนสร้างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

‘บูณยฤทธิ์’ แนะ 3 ข้อทางรอดธุรกิจไทย ‘ปรับ-เปลี่ยน-ไป’ สู้เศรษฐกิจปี 70
นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในหัวข้อ “Trade Strategy 2027 เตรียมพร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมวางกลยุทธ์การค้าสำหรับปี 2570” ว่า ภายใตกรอบคิดที่ว่า เศรษฐกิจโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยเซซวน จึงต้องแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือเศรษฐกิจโลก ซึ่งช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกผันผวน เพราะไม่ได้เผชิญแค่วิกฤติเดียว แต่เป็น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ทั้งเรื่อง โควิด -19 ที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องมีการกู้และอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วย สงครามรัสเซีย–ยูเครน จากนั้นมีความขัดแย้งตะวันออกกลางเกิดขึ้น ตามมาด้วยวิกฤติเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ต้นทุนประชาชนและธุรกิจสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเรื่องสงครามการค้า การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และอีกวิกฤติ คือเรื่อง Climate Change ที่มีทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงและคาดการณ์ยากขึ้น
“กติกาโลกเดิมกำลังอ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติ (UN) และ องค์การการค้าโลก (WTO) จะพบว่าจริงๆแล้วทำอะไรได้บ้าง UN ไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ ขณะที่ WTO ก็จะพบว่าทุกวันนี้ยังคงมีการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าได้เหมือนเดิม และสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาษีนำเข้า แต่ขยายเป็น Technology Cold War ไปแล้ว”
นายบูณยฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องเศรษฐกิจไทยเซซวนหรือไม่นั้น จริงๆแล้วเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นล้ม แต่มีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง จุดอ่อนสำคัญ คือ GDP ยังเติบโตในระดับต่ำ โดยในปี 2568 โตประมาณ 2.4–2.6% แนวโน้มปี 2569 จะอยู่ที่ 2% หรือในกรอบประมาณ 1.5–2.5% แต่ที่น่ากังวลคือเรื่องหนี้ ไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 85.9% ของ GDP ส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ประมาณ 63% ของ GDP ถือเป็นระดับหนี้ที่สูง ขณะที่สินเชื่อตึงตัว หนี้เสียเพิ่ม การส่งออกยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดิม ดังนั้นแม้ว่าไทยมีขนาดเศรษฐกิจอันดับสามของอาเซียน แต่มีอัตราเติบโตอยู่ในกลุ่มท้ายๆ
“การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงอาจไม่ใช่ข่าวดีทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ไม่ใช่เพราะครัวเรือนชำระหนี้ได้ดีขึ้น ผลที่ตามมาคือกำลังซื้ออ่อนแอ ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์กู้ไม่ผ่าน ธุรกิจขายได้แต่โอนไม่ได้ และ NPL ในสินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% ทำให้รัฐบาลต้องระมัดระวังมากขึ้น หากว่าจะกู้เงินไปใช้”
นายบูณยฤทธิ์ แนะนำว่า ทางรอดของธุรกิจไทยในช่วงเวลานี้คือ “ปรับ เปลี่ยน และไป” เริ่มจาก “ปรับ” ทำธุรกิจให้ตัวเบา รักษาสภาพคล่อง ซึ่งในอดีตทุคนอาจคุ้นกับคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” แต่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ยินคำว่า “ปลาเร็วกินปลาช้า” มากขึ้น เพราะสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือการเป็น “ปลาตัวเบา” ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ธุรกิจต้องทำให้ตัวเอง“เบา” ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงภาระที่ไม่จำเป็น เอสเอ็มอีไทยไม่ควรเลือกใช้ “ราคา” เป็นสนามแข่งขันหลัก แต่ต้องสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ บริการ และการตอบโจทย์ลูกค้า รวมไปถึงการเลือกกลุ่มลูกค้า โดยเน้นกลุ่มที่สร้างรายได้หลัก โดยเฉพาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ของตนเอง
ในส่วนของการ “เปลี่ยน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับปรุงธุรกิจเดิม แต่ต้องมองหาธุรกิจใหม่ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยให้รอดระยะสั้น แต่ไม่สร้างอนาคต ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปตท. จากธุรกิจพลังงานและน้ำมัน ได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่างร้านกาแฟ Café Amazon และต่อยอดไปสู่ธุรกิจค้าปลีกผ่าน OR สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่เองก็ต้องสร้างพื้นที่การเติบโตใหม่เมื่อธุรกิจหลักมีข้อจำกัด นอกจากนี้ ESG กำลังเป็นเงื่อนไขทางการค้า เนื่องจาก ESG, Carbon Footprint และมาตรการสิ่งแวดล้อม จะมีผลโดยตรงต่อภาษี การส่งออก และการเข้าถึงสินเชื่อ ธุรกิจที่ไม่มีข้อมูลคาร์บอน หรือไม่ปรับกระบวนการผลิต อาจเผชิญทั้งกำแพงการค้าจากต่างประเทศ และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากสถาบันการเงิน
สำหรับ “ไป” คือการมองหาตลาดใหม่ โอกาสใหม่ และพันธมิตรใหม่ “ไป” จึงหมายถึงการมองไปข้างหน้าและออกจากพื้นที่เดิม ๆ ไม่ยึดติดกับตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภคแบบเดิม ในวันนี้ภาคธุรกิจควรมองหาพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เจาะตลาดส่งออกใหม่ และสร้างพันธมิตรใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่ยังมีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย และเอเชียกลาง ซึ่งอาจเป็นทางเลือกในการกระจายตลาด และลดการพึ่งพาตลาดเดิม
“วันนี้ ภาคธุรกิจไทยไม่สามารถรอให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่ต้องสร้างความพร้อมรับโลกที่เปลี่ยนไป จึงขอย้ำฝาก3 คำสำคัญสู่ทางรอดธุรกิจไทย คือ “ปรับ – เปลี่ยน – ไป” เพราะในวันที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเศรษฐกิจไทยเซซวน ผู้ที่จะอยู่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดหรือมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือ ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ตัวเบา มองเห็นโอกาสใหม่ และพร้อมเปลี่ยนก่อนที่สถานการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน”นายบูณยฤทธิ์ กล่าว
ธุรกิจไทยปี 2570 ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด หรือขายถูกที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีเงินสดเพียงพอ เพราะ Cash is King เงินสดและสภาพคล่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ที่สำคัญต้องรู้ว่าลูกค้าคุณภาพของคุณคือใคร
