The Rise of Civilizational States: เมื่ออดีตกาลกลับมาท้าทายระเบียบโลกสมัยใหม่

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ https://www.facebook.com/drsuvitpage

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และกระแสความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 แนวคิดที่ว่าประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถถูก “ทำลายจนถอยกลับไปสู่ยุคหิน” ได้ กลายเป็นเพียงวาทกรรมที่สะท้อนมุมมองแบบเก่ามากกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน

บทความที่เผยแพร่โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทยได้ชี้ให้เห็นว่า อารยธรรมที่หยั่งรากลึกอย่างยาวนานย่อมไม่อาจถูกลบเลือนด้วยกำลังทางทหารหรือแรงกดดันภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังคงยืนหยัด ปรับตัว และท้าทายกรอบความคิดของระเบียบโลกสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ในโลกที่เคยถูกกำหนดด้วย “รัฐชาติแบบสมัยใหม่” กำลังมีการกลับมาของ “รัฐอารยธรรม” (Civilizational States) หรือไม่ และการหวนคืนของอดีตกาลนี้กำลังสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิมอย่างไร

จากจุดตั้งต้นนี้ บทความ “The Rise of Civilizational States: เมื่ออดีตกาลกลับมาท้าทายระเบียบโลกสมัยใหม่” จะพาพวกเราสำรวจพลวัตของอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และอำนาจ ที่กำลังหลอมรวมกันใหม่ในเวทีโลกปัจจุบัน

เมื่ออดีตกาลกลับมาท้าทายระเบียบโลกสมัยใหม่

ในบริบทโลกปี 2026 นิยามของความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ก้าวข้ามการแย่งชิงทรัพยากรหรือดินแดนแบบรัฐชาติ (Nation State) ดั้งเดิม ไปสู่การปะทะกันในระดับ “อารยธรรม” (Civilizational Clash) อย่างเต็มรูปแบบ รัฐอารยธรรมหลักของโลกกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสายปฏิรูป (Revisionist Powers) ที่ปฏิเสธระเบียบโลกแบบเสรีนิยม (Liberal International Order) ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ โดยมองว่ากติกาเหล่านั้นคือ “จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม” ที่พยายามลบภาพจำและความยิ่งใหญ่ที่มีมานับพันปีของพวกเขา

I. ขุมกำลังรัฐอารยธรรมหลัก (The Core Civilizational States)

  • จีน (Sinic Civilization): ตัวอย่างคลาสสิกของอารยธรรม 5,000 ปีที่ไม่เคยขาดช่วง มองโลกผ่านแนวคิด Tianxia (ใต้หล้า) โดยมีจีนเป็นศูนย์กลาง ความชอบธรรมของรัฐไม่ได้มาจากคะแนนเสียง แต่มาจาก “อาณัติแห่งสวรรค์” (Mandate of Heaven)
  • อิหร่าน (Persian-Shia Heritage): มรดก 3,000 ปีที่เคยกลืนกินผู้รุกรานทั้งอเล็กซานเดอร์มหาราชและมองโกล ปัจจุบันผสมผสานรัฐศาสนา (Velayat-e Faqih) เข้ากับอิทธิพลผ่านตัวแทน (Proxies) เพื่อต้านทานตะวันตก
  • รัสเซีย (Russkiy Mir): จากอาณาจักรเคียฟรุสสู่อุดมการณ์ออร์โธดอกซ์-ยูเรเชียน รัสเซียเชื่อในพันธกิจศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องสร้างเขตอำนาจทางอารยธรรมของตนเองเพื่อคานอำนาจกับ NATO
  • อินเดีย (Vedic-Hindu Civilization): การฟื้นตัวของแนวคิด Dharma ที่หลอมรวมเข้ากับรัฐสมัยใหม่ เน้นอำนาจอธิปไตยทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และไม่ยอมรับค่านิยมสากลที่มองข้ามรากเหง้าของตน

II. เหตุผลที่รัฐอารยธรรมกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใน Multipolar World 2026

ความขัดแย้งระหว่าง US-led Universalism (ความเป็นสากลแบบตะวันตก) กับ Civilizational DNA เกิดขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลัก:

1. การปฏิเสธความเป็นสากลของตะวันตก: ในขณะที่สหรัฐฯ มองประชาธิปไตยเสรีนิยมและตลาดเสรีเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่รัฐอารยธรรมมองว่า แต่ละพื้นที่มี “วิถี” ของตนเอง เช่น จีนเน้นเสถียรภาพมากกว่าเสรีภาพ หรือรัสเซียที่เน้นคุณค่าดั้งเดิม (Traditional Values) มากกว่าสิทธิพลเมืองแบบตะวันตก

2. บาดแผลจากประวัติศาสตร์ (Historical Grievances): ทุกรัฐอารยธรรมมี “ศตวรรษแห่งความอัปยศ” ที่ถูกตะวันตกกดขี่ กลายเป็นแรงผลักดันที่มีพลังสูง (Existential Motivation) ในการกู้คืนเกียรติยศ

3. ช่องว่างแห่งอำนาจ (Multi-Polar Window): การเสื่อมถอยของอิทธิพลสหรัฐฯ หลังความล้มเหลวในตะวันออกกลางและวิกฤตภายใน เปิดทางให้รัฐเหล่านี้ใช้เศรษฐกิจ (De-dollarization) และการทหาร (A2/AD) เข้ามาสร้างระเบียบใหม่

4. ความชอบธรรมจากพันธกิจทางประวัติศาสตร์: การตัดสินใจของผู้นำรัฐเหล่านี้ผูกติดกับ “โชคชะตาทางอารยธรรม” มากกว่าวงจรการเลือกตั้ง เช่น การรวมชาติไต้หวันคือการทำให้อารยธรรมจีนสมบูรณ์ หรือการทำสงครามในยูเครนเพื่อปกป้องรากเหง้าของชาวรุส

III. การปะทะกันของพรมแดนประวัติศาสตร์ vs. พรมแดนทางกฎหมาย

เมื่อพิจารณาสมรภูมิความขัดแย้งในปัจจุบัน เราจะเห็นรอยร้าวที่ลึกกว่าเรื่องเขตแดนบนแผนที่ แต่เป็นเรื่องของ “พื้นที่ทางจิตวิญญาณ”:

  • กรณีรัสเซียและยูเครน: หากมองแบบรัฐชาติ นี่คือการรุกรานอธิปไตยทางดินแดนที่ผิดกฎหมายสากล แต่ในสายตาของรัฐอารยธรรมรัสเซีย ยูเครนคือส่วนหนึ่งของ “Russkiy Mir” (โลกแห่งรัสเซีย) ซึ่งเป็นหน่วยอารยธรรมที่แยกออกจากยุโรปตะวันตก การขยายตัวของ NATO จึงถูกตีความว่าเป็น “การรุกรานทางอารยธรรม” ที่พยายามพรากเนื้อเยื่อทางประวัติศาสตร์ของชาวรุสออกไป
  • กรณีจีนและไต้หวัน: ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่ยุทธศาสตร์ทางทหารบนเส้นล้อมเกาะ (First Island Chain) แต่มันคือการพิสูจน์ “นิยามความเป็นจีน” ปักกิ่งมองว่าการรวมชาติคือการทำให้อารยธรรม 5,000 ปีสมบูรณ์ ในขณะที่ไต้หวันทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของ “ประชาธิปไตยแบบขงจื๊อสมัยใหม่” ซึ่งท้าทายความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อ้างว่าค่านิยมตะวันตกเข้ากับวัฒนธรรมจีนไม่ได้
  • กรณีสหรัฐฯ และอิหร่าน: นี่คือภาพสะท้อนของการปะทะระหว่างเสรีนิยมตะวันตกกับรัฐศาสนา (Theocratic Civilization) อิหร่านไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงประเทศหนึ่งในแผนที่ แต่พยายามรักษาจุดยืน “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่ต่อต้านระเบียบโลกที่สหรัฐฯ กำหนด ความขัดแย้งนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์และอุดมการณ์เชิงคุณค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การเจรจาเชิงเทคนิคทำได้ยากกว่าปกติ

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์สู่ปี 2026

ในโลกหลายขั้วอำนาจที่เต็มไปด้วยการแย่งชิง (Contested Multipolar World) สหรัฐฯ กำลังพยายามรักษา Rules-based Order ที่ตนเองกำหนด ในขณะที่กลุ่มรัฐอารยธรรมกำลังพยายามสร้าง Civilization-based Order ที่ยึดตามอิทธิพลและบรรทัดฐานของตนเอง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในปี 2026 จึงไม่ใช่สงครามโลกในรูปแบบเดิม แต่เป็นภาวะ “Multipolar Stalemate” หรือการคุมเชิงกันหลายขั้วที่ไม่มีใครยอมใคร การประนีประนอมทำได้ยากขึ้น เพราะฝ่ายบริหารของรัฐอารยธรรมไม่ได้ผูกติดกับวงจรการเลือกตั้ง แต่ผูกติดกับ “โชคชะตาทางประวัติศาสตร์” นำไปสู่การเกิดสงครามตัวแทน (Proxy Conflicts) และการแยกตัวทางเศรษฐกิจ (Economic Decoupling) ที่ฝังรากลึกไปตามรอยแยกของอารยธรรมเหล่านั้น