บทเรียนของนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว สู่กระบวนทัศน์ใหม่ “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้บรรยายบทเรียนของนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว สู่กระบวนทัศน์ใหม่ “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยโพสต์ในเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/kittipong.kittayarak

1. นักปฏิรูปที่ล้มเหลวกับคำถามที่อาจผิดตั้งแต่ต้น

ผมใช้ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่อยู่กับกระบวนการยุติธรรม และมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับความพยายามปฏิรูประบบยุติธรรมไทยมาแทบทุกช่วงของชีวิตการทำงาน

เคยพยายามแก้ทั้งกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และกระบวนการทำงาน ลดการใช้โทษจำคุก ปรับระบบการปฏิบัติต่อผู้เสพยาเสพติด พัฒนาระบบคุมประพฤติและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ช่วยเหลือผู้เสียหาย ส่งเสริมการไกล่เกลี่ย เพิ่มบทบาทของชุมชน ตลอดจนสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ

แต่เมื่อถอยออกมามองระบบยุติธรรมไทยในวันนี้ ผมกลับไม่แน่ใจว่าจะเรียกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดว่า “ความสำเร็จ” ได้เพียงใด

ผมจึงประเมินตนเองอยู่เสมอว่า หากวัดจากสภาพของระบบยุติธรรมโดยรวม ผมเป็นนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว

ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำมาตลอดไม่มีความหมาย หลายเรื่องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ องค์ความรู้จำนวนมากถูกสร้างขึ้น และคนรุ่นต่อมาก็นำไปพัฒนาต่อ แต่หากมองผลลัพธ์ของระบบทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา ในหลายมิติเราไม่ได้เดินหน้าไปไกลเท่าที่ควร และบางเรื่องอาจดูเหมือนถอยหลังเสียด้วยซ้ำ

ผมจึงมักถามตัวเองว่า…ปัญหาอยู่ที่เราทุ่มเทปฏิรูปไม่มากพอ หรืออยู่ที่เรากำลังปฏิรูปโดยเริ่มจากคำถามที่ยังไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริง

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังศึกษาและปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD ผมจึงให้ความสนใจกับแนวคิด People-Centred Justice – ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากเป็นพิเศษ

ในความเป็นจริง หลายองค์ประกอบของแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย ตลอดเวลาที่ทำงานด้านนี้ ผมเองก็พยายามผลักดันให้ระบบยุติธรรมขยับออกจากการพึ่งกระบวนการทางอาญาและการลงโทษเป็นคำตอบหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น การสร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน การใช้มาตรการเบี่ยงเบนและทางเลือกแทนกระบวนการยุติธรรมเมื่อไม่จำเป็น กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การแก้ไขฟื้นฟู และการคืนคนสู่สังคม

ความพยายามเหล่านี้มีจุดร่วม คือการนำความยุติธรรมเข้าไปใกล้ชีวิตของประชาชนมากขึ้น ลดการใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นทางการเกินความจำเป็น และมองความยุติธรรมให้กว้างกว่าการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการและลงโทษ

สิ่งที่ People-Centred Justice เพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ คือการนำเรื่องที่เราเคยพัฒนาแยกส่วนกัน — ตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือตั้งแต่ต้น การระงับข้อพิพาท การคุ้มครองสิทธิ การเยียวยา การฟื้นฟู การคืนคนสู่สังคม การเชื่อมโยงบริการ ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ — มาวางไว้ในภาพเดียว แล้วตั้งคำถามร่วมกันว่า

ระบบความยุติธรรมทั้งหมดสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการด้านความยุติธรรมของประชาชนได้ดีเพียงใด

ผมจึงไม่ได้มอง People-Centred Justice เป็นคำตอบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และไม่ได้คิดว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ หากเห็นว่าเป็นทั้งความต่อเนื่องของสิ่งที่พยายามทำมาในอดีต และในเวลาเดียวกันก็เป็นการยกระดับจากการปฏิรูป “มาตรการหรือหน่วยงานเป็นเรื่อง ๆ” ไปสู่การมอง ระบบความยุติธรรมทั้งระบบจากมุมของประชาชน

2. สองโจทย์ที่ต้องเดินไปด้วยกัน: ระบบที่น่าเชื่อถือกับระบบที่ตอบโจทย์ประชาชน

เมื่อพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เรามักเริ่มจากปัญหาที่คุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การขาดความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบ การใช้ดุลพินิจอย่างไม่เป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค หรือการละเมิดสิทธิของประชาชน

ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นหัวใจของการปฏิรูป เพราะระบบยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อถือได้ต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ซื่อตรง ตรวจสอบได้ เคารพสิทธิ และไม่ถูกบิดเบือนด้วยอำนาจ

ในบริบทของประเทศไทย ปัญหานี้ไม่อาจแยกจากธรรมาภิบาลและ integrity ของระบบรัฐโดยรวมได้ หากการเมืองยังมุ่งแข่งขันเพื่อครอบครองและใช้อำนาจมากกว่าการสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน หรือกลไกทางกฎหมายถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางอำนาจ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมย่อมไม่ใช่เพียงเรื่องการแก้กฎหมายหรือปรับกระบวนงาน

นี่คือโจทย์ของ Rule of Law และ Integrity of Justice ซึ่งเรายังต้องปฏิรูปกันต่อไป OECD เองก็วาง People-Centred Justice ไว้บนฐานของความเป็นธรรม ความเป็นอิสระ ความซื่อตรง ความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบของสถาบันยุติธรรมอย่างชัดเจน[1][2]

แต่ People-Centred Justice ชวนให้เราตั้ง อีกคำถามหนึ่ง เพิ่มขึ้นมา

สมมติว่าเรามีระบบที่เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เคารพสิทธิ และใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเสมอภาคแล้ว

ระบบนั้นสามารถมองเห็น ป้องกัน และแก้ปัญหาความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของประชาชนได้ดีเพียงใด

สองคำถามนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่คำถามเดียวกัน

คำถามแรกถามว่า ระบบใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่

คำถามที่สองถามว่า ระบบที่ถูกต้องและเป็นธรรมนั้น สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการด้านความยุติธรรมของประชาชนได้จริงหรือไม่

People-Centred Justice จึงไม่ได้มาแทนที่กรอบการปฏิรูปเดิม แต่ขยายโจทย์ของการปฏิรูปให้กว้างขึ้น — จากการสร้างระบบที่ใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ไปสู่การสร้างระบบความยุติธรรมที่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้จริง

3. มีหลายประตู แต่ยังไม่เป็นเส้นทางเดียวกัน

คงไม่ถูกต้องหากกล่าวว่าระบบยุติธรรมไทยรอให้ปัญหากลายเป็น “คดี” แล้วจึงเริ่มทำงาน

ประเทศไทยมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือทางกฎหมาย การไกล่เกลี่ย ยุติธรรมชุมชน กองทุนยุติธรรม รวมถึงช่องทางเฉพาะเรื่องอีกจำนวนมาก หลายเรื่องเป็นพัฒนาการสำคัญและเป็นสิ่งที่ผมเองเคยมีส่วนสนับสนุนมาโดยตลอด

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเรา “ไม่มีประตู” ให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือ

เราอาจมีประตูมากเสียด้วยซ้ำ

คำถามคือ

เมื่อประชาชนเดินเข้าประตูหนึ่งแล้ว เขาสามารถเดินต่อไปจนปัญหาได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่

เรื่องหนึ่งอาจถูกส่งจากศูนย์รับเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ หน่วยงานแรกอาจถือว่าตนดำเนินการเรียบร้อยแล้วเมื่อส่งเรื่องต่อ แต่สำหรับประชาชน การส่งเรื่องไม่ได้หมายความว่าปัญหาได้รับการแก้

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การรับเรื่อง กับ การรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหา

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการมี access points แต่คือการสร้าง justice pathways — เส้นทางความยุติธรรมที่เชื่อมบริการทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเริ่มจากความต้องการของประชาชนมากกว่าเขตอำนาจขององค์กร[1][3]

เราอาจมีหลายประตู

แต่ยังต้องทำให้ประตูเหล่านั้น เชื่อมถึงกัน

4. จากการรอรับปัญหา สู่การมองเห็นปัญหาก่อนลุกลาม

แม้จะมีช่องทางรับเรื่องที่ดีเพียงใด เราก็ยังต้องรอให้ประชาชนรู้ว่าตนมีปัญหา รู้ว่าควรไปที่ไหน และตัดสินใจเข้ามาขอความช่วยเหลือ

แต่ปัญหาความยุติธรรมจำนวนมากเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นนานแล้ว

เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนอาจยังไม่มี “คดี” หรือ “เรื่องร้องเรียน” แต่ความเสียหายกำลังเกิดขึ้น

ความรุนแรงในครอบครัวอาจมีสัญญาณสะสมมานานก่อนที่จะมีใครแจ้งตำรวจ

ปัญหาหนี้อาจเริ่มจากเรื่องเล็กก่อนลุกลามไปสู่ปัญหาทรัพย์สิน สุขภาพ หรือครอบครัว

ผู้พ้นโทษอาจผ่านขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว แต่หากไม่มีงาน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีระบบสนับสนุน หรือปัจจัยเสี่ยงเดิมไม่ได้รับการจัดการ ปัญหาก็อาจกลับมาอีกครั้ง

เมื่อปัญหาพัฒนาไปจนกลายเป็นคดี ระบบยุติธรรมจึงมักได้เห็นเพียง “ปลายทาง” ของเรื่องที่ก่อตัวมาก่อนแล้ว

People-Centred Justice จึงทำให้ความหมายของ Access to Justice กว้างกว่าการเข้าถึงศาลหรือการร้องเรียน OECD รวมถึงความสามารถของประชาชน ธุรกิจ และชุมชนในการ ป้องกันความขัดแย้ง และได้รับการตอบสนองต่อ legal and justice needs อย่างมีประสิทธิผล เป็นธรรม และทันเวลา[1]

คำถามจึงไม่ใช่เพียง

“เมื่อประชาชนมาหาเรา เราจะช่วยเขาอย่างไร”

แต่ต้องถามว่า

“เราจะมองเห็นปัญหาได้อย่างไรก่อนที่มันจะรุนแรง และใครควรเข้าไปช่วยตั้งแต่ตรงนั้น”

เมื่อมองเช่นนี้ โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ระบบสาธารณสุข หน่วยงานด้านสังคม ภาคธุรกิจ และองค์กรท้องถิ่น ก็ล้วนมีส่วนอยู่ใน “ระบบความยุติธรรม” ในความหมายที่กว้างขึ้น

5. จากเขตอำนาจของหน่วยงาน สู่ Justice Needs ของคน

ระบบราชการจำเป็นต้องแบ่งปัญหาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ — คดีอาญา คดีแพ่ง ปัญหาแรงงาน ครอบครัว เด็ก หนี้ หรือเรื่องร้องเรียน ต่างมีหน่วยงานรับผิดชอบของตน

การแบ่งเช่นนี้จำเป็นต่อการทำงาน

แต่ชีวิตของคนไม่ได้แบ่งตามกระทรวงหรือกรม

ปัญหาหนี้ของคนหนึ่งอาจเชื่อมกับการตกงาน สุขภาพ ครอบครัว และที่อยู่อาศัย ก่อนพัฒนาไปสู่ข้อพิพาทหรือความรุนแรง

ปัญหาของเด็กคนหนึ่งอาจเชื่อมกันระหว่างการถูกกลั่นแกล้ง ครอบครัว สุขภาพจิต การเรียน และพฤติกรรมในเวลาต่อมา

แต่เมื่อปัญหาเดินเข้าสู่ระบบ แต่ละหน่วยงานย่อมเห็นเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจของตน

นี่เป็นความย้อนแย้งของระบบสมัยใหม่

เรามีความเชี่ยวชาญมากขึ้น แต่บางครั้งกลับมองเห็นมนุษย์ทั้งคนน้อยลง

People-Centred Justice จึงเสนอให้เปลี่ยนจุดตั้งต้นจาก

“เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของใคร”

เป็น

“คนคนนี้กำลังเผชิญปัญหาอะไร และต้องการอะไรเพื่อให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม”

แล้วจึงค่อยถามว่าใครบ้างต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน

ไม่ได้หมายความว่าเขตอำนาจขององค์กรไม่มีความสำคัญ แต่หมายความว่า

เขตอำนาจของรัฐต้องไม่กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องเป็นผู้เชื่อมต่อด้วยตัวเอง

6. จากการทำหน้าที่ครบ สู่ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน

ระบบราชการและระบบยุติธรรมสร้างความรับผิดชอบไว้ตามหน้าที่ขององค์กร ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ คุมประพฤติ หรือหน่วยงานด้านสังคมต่างทำหน้าที่ของตน และทุกฝ่ายอาจทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ยังมีคำถามที่ไม่มีองค์กรใดตอบได้เพียงลำพังว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไขหรือยัง

ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาหรือไม่ ความขัดแย้งยุติลงจริงหรือไม่ เด็กกลับไปเรียนและใช้ชีวิตได้หรือไม่ ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำหรือไม่ ผู้ประกอบการแก้ข้อพิพาทได้โดยไม่สูญเสียกิจการหรือไม่ และชุมชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่

นี่คือการเปลี่ยนจาก institutional outputs ไปสู่ justice outcomes

ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องสนใจจำนวนคดี ระยะเวลา จำนวนผู้รับบริการ หรือ productivity ขององค์กร แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นผลงานระหว่างทาง

ผลลัพธ์สุดท้ายต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน

OECD ได้เสนอกรอบการวัดผลของ People-Centred Justice Systems เพื่อเชื่อม government policy, justice services และ justice outcomes เข้าด้วยกัน และตั้งข้อสังเกตว่าระบบยุติธรรมจำนวนมากอยู่ในภาวะ “data-rich but information-poor” — มีข้อมูลจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถสะท้อนความต้องการและประสบการณ์ของประชาชนได้ดีพอ[4]

นี่เป็นโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทย

เราอาจมีข้อมูลมากพอที่จะบอกว่า แต่ละหน่วยงานทำอะไรไปแล้วบ้าง

แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบว่า

สิ่งที่ระบบทั้งหมดทำลงไปนั้น ทำให้ปัญหาความยุติธรรมของประชาชนดีขึ้นจริงเพียงใด

7. People-Centred Justice คือ System Reform ไม่ใช่เพียง Service Reform

People-Centred Justice ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกของประชาชนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายสำคัญกว่าผู้ต้องหา หรือเสียงส่วนใหญ่สำคัญกว่าสิทธิของคนส่วนน้อย

ผู้เสียหายต้องได้รับการคุ้มครองและเยียวยา ผู้ต้องหาและจำเลยต้องได้รับ due process เด็กและผู้เปราะบางต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม ผู้กระทำผิดต้องมีโอกาสแก้ไขฟื้นฟู และสังคมต้องได้รับความปลอดภัย

People-Centred Justice จึงไม่ใช่การเลือกฝ่าย แต่คือการมองเห็น มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในระบบ

และไม่ได้หมายถึงเพียงการทำศูนย์บริการให้สะดวกขึ้น ใช้ application หรือ AI หรือทำ one-stop service ให้ประชาชนเดินเรื่องง่ายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงลึกกว่านั้น คือการ เปลี่ยนจุดตั้งต้นจากองค์กรมาเป็นคน ขยายขอบเขตจากการรอรับปัญหาไปสู่การป้องกันและติดตามผล และเปลี่ยนความหมายของความสำเร็จจากงานที่องค์กรทำเสร็จไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน

นี่จึงไม่ใช่เพียง service reform

แต่เป็น system reform

8. OECD: กระจกสำหรับกลับมามองระบบของเราเอง

OECD ได้พัฒนาแนวคิด People-Centred Justice อย่างต่อเนื่อง จาก Framework and Good Practice Principles ในปี 2021 สู่ Recommendation on Access to Justice and People-Centred Justice Systems ในปี 2023 และ Toolkit ในปี 2025 กรอบเหล่านี้ช่วยเชื่อมเรื่องที่เราเคยมองแยกจากกัน ทั้ง prevention, access, justice needs, service delivery, co-ordination, data, empowerment และ outcomes ให้มาอยู่ในภาพเดียวกัน[1][3]

ประเทศไทยเองกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และได้ยื่น Initial Memorandum เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 ซึ่งนำไปสู่ขั้นตอน technical review ของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐานของ OECD[5]

แต่หากเรามองกระบวนการ accession เพียงว่า

“OECD ต้องการให้ประเทศไทยทำอะไร”

ผมคิดว่าเราจะพลาดประโยชน์ที่สำคัญที่สุด

คำถามที่มีคุณค่ากว่าคือ

“สิ่งที่ OECD กำลังชวนให้เรามอง ช่วยให้เราเห็นปัญหาของตัวเราเองชัดขึ้นหรือไม่”

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีประสบการณ์การปฏิรูป มีสถาบัน มีนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน และนวัตกรรมที่สำคัญอยู่จำนวนมาก

โจทย์จึงไม่ใช่การสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ แต่คือการนำสิ่งที่มีอยู่มาจัดวางและเชื่อมโยงเสียใหม่ให้เป็น

ระบบความยุติธรรมที่เริ่มจากประชาชน

9. บทเรียนของนักปฏิรูปที่ล้มเหลว

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่คิดว่าความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมาเป็นความสูญเปล่า แต่ผมก็ไม่ต้องการปลอบใจตัวเองว่า การมีกฎหมายที่ดีขึ้น มีโครงการใหม่ ๆ หรือมีหน่วยงานที่ทำงานดีขึ้นบางแห่ง หมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบยุติธรรมแล้ว

บทเรียนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผมคือ

การทำให้แต่ละส่วนของระบบดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าระบบโดยรวมจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

และเมื่อมองลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงที่เราปรับแต่ละส่วนได้ดีไม่พอ แต่อยู่ที่ จุดตั้งต้นของการปฏิรูป ด้วย

ที่ผ่านมา เรามักเริ่มจากหน่วยงานและกระบวนการที่มีอยู่ แล้วถามว่าจะทำให้ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ คุมประพฤติ หรือกลไกต่าง ๆ ทำงานดีขึ้นและเชื่อมโยงกันมากขึ้นได้อย่างไร

คำถามเหล่านี้ยังจำเป็น

แต่ People-Centred Justice ชวนให้เราถอยออกมาอีกขั้นหนึ่ง และเริ่มจากคำถามที่ต่างออกไปว่า

“เราจะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในชีวิตของประชาชนได้อย่างไร”

เมื่อเริ่มจากคำถามนี้ ขอบเขตของการปฏิรูปก็เปลี่ยนไป

เราไม่ได้มองเฉพาะ “กระบวนการยุติธรรม” ในความหมายของหน่วยงานและขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ต้องมอง “ระบบความยุติธรรม” ที่กว้างกว่านั้น — ตั้งแต่การป้องกันและมองเห็นปัญหาตั้งแต่ต้น การเชื่อมความช่วยเหลือ การระงับข้อพิพาท การคุ้มครองและเยียวยา การแก้ไขฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามว่าท้ายที่สุดแล้วปัญหาความยุติธรรมของประชาชนได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่

บางทีนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับผมจากความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมา

เราอาจพยายามปฏิรูป “กระบวนการยุติธรรม” มามาก แต่ยังไม่ได้ปฏิรูป “ระบบความยุติธรรม” จากมุมของประชาชนอย่างแท้จริง

การปฏิรูปในระยะต่อไปจึงต้องเดินสองเรื่องไปพร้อมกัน

ด้านหนึ่ง คือ Rule of Law และ Integrity เพื่อให้ระบบใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และตรวจสอบได้

อีกด้านหนึ่ง คือ People-Centred Justice เพื่อให้ระบบสามารถมองเห็น เชื่อมโยง และแก้ปัญหาความยุติธรรมจากชีวิตจริงของประชาชน

สองเรื่องนี้ทดแทนกันไม่ได้

หากจะสรุป People-Centred Justice ให้เหลือเพียงสามความคิด ผมอาจสรุปว่า

ประการแรก มองเห็นปัญหาให้เร็วกว่าที่มันจะกลายเป็นวิกฤต

ประการที่สอง เชื่อมความช่วยเหลือให้ไกลกว่าขอบเขตของแต่ละหน่วยงาน

ประการที่สาม วัดความสำเร็จจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน มากกว่าสิ่งที่ระบบดำเนินการเสร็จ

เมื่อกลับมาที่คำถามซึ่งอยู่กับผมมาตลอดชีวิตการทำงานว่า เหตุใดเราปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกันมามาก แต่ความยุติธรรมยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างที่ควร คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ตรงนี้

เราอาจไม่เพียงต้องทำให้ “กระบวนการยุติธรรม” ดีขึ้น

แต่ต้องสร้าง “ระบบความยุติธรรม” ที่มี integrity และเริ่มต้นจากประชาชน

เพื่อให้ในที่สุด

“ความยุติธรรม” ทำงานเพื่อประชาชนได้จริง

เชิงอรรถ

[1] OECD, Recommendation of the Council on Access to Justice and People-Centred Justice Systems, OECD/LEGAL/0498, adopted 12 July 2023. OECD ให้นิยาม Access to Justice ครอบคลุมความสามารถของประชาชน ธุรกิจ และชุมชนในการป้องกันความขัดแย้ง และได้รับการตอบสนองต่อความต้องการด้านกฎหมายและความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิผล เป็นธรรม เท่าเทียม และทันเวลา รวมทั้งใช้แนวคิด justice pathways เพื่อมองเส้นทางการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลไกก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการ กลไกในกระบวนการ และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชน การประสานงาน และความเชื่อมโยงของบริการ

[2] OECD, Recommendation of the Council on Public Integrity, OECD/LEGAL/0435, adopted 26 January 2017. OECD มอง public integrity กว้างกว่าการต่อต้านการทุจริต โดยหมายถึงการยึดมั่นในคุณค่า หลักการ และบรรทัดฐานที่ให้ประโยชน์สาธารณะอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตน และเสนอให้สร้างระบบ integrity ที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หน่วยงานทางปกครอง และตุลาการ

[3] OECD, OECD Framework and Good Practice Principles for People-Centred Justice (2021) และ Toolkit for Access to Justice and People-Centred Justice Systems (2025). เอกสารทั้งสองพัฒนากรอบ People-Centred Justice ตั้งแต่การทำความเข้าใจ legal and justice needs การออกแบบบริการและ justice pathways การป้องกันปัญหา การเสริมพลังประชาชน การประสานงานระหว่างหน่วยงานและภาคส่วน ตลอดจนการใช้ข้อมูล การประเมินผล และการวางระบบ governance เพื่อให้บริการด้านความยุติธรรมตอบสนองต่อชีวิตจริงของประชาชน

[4] Maaike de Langen, Tatyana Teplova and Geoff Mulherin, Towards a Measurement Framework for People-Centred Justice Systems, OECD Working Papers on Public Governance, No. 92 (2026). กรอบดังกล่าวเสนอให้เชื่อมโยง government policy, justice services และ justice outcomes โดยให้ความต้องการและประสบการณ์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และชี้ให้เห็นว่าระบบยุติธรรมจำนวนมากอยู่ในภาวะ “data-rich but information-poor” กล่าวคือมีข้อมูลจำนวนมากแต่ข้อมูลกระจัดกระจายตามหน่วยงานและยังไม่เพียงพอที่จะตอบว่าระบบสร้างผลลัพธ์ด้านความยุติธรรมให้ประชาชนได้จริงเพียงใด

[5] OECD, “Thailand reaches key milestones in OECD accession process,” 8 December 2025. ประเทศไทยยื่น Initial Memorandum ซึ่งเป็นการประเมินเบื้องต้นของไทยเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการ technical review โดยคณะกรรมการของ OECD ในสาขาต่าง ๆ